เหตุการณ์นอง เลือดในปี 2553 ก็มาจากความคิดเห็นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยประนีประนอม เพราะมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงนั้นเห็นว่ารัฐบาลมีที่มาไม่ชอบธรรม อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกชนชั้นที่เหนือกว่าข่มเหงรังแกตาม อำเภอใจ ทั้ง หลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่ามีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทั้งสิ้น ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วคือที่มาของความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยสงครามประชาชนในชนบท มาจนถึงกรณีกระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริงที่ราชประสงค์
วันนี้ ผมขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องเหล่านั้น เพราะผมคิดว่าพวกเขามีโอกาสน้อยเกินไปในการพูดถึงความเสียเปรียบของตน
ปาฐกถา:ความฝั นเดือนตุลา
40 ปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในประเทศไทย
ปาฐกถาพิเศษเนื่องในงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 14 ตุลาคม 2556
ปาฐกถาพิเศษเนื่องในงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 14 ตุลาคม 2556
ณ บริเวณลานโพ ท่าพระจันทร์
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
วันนี้เมื่อ
40 ปีที่แล้ว นักเรียนนักศึกษา ปัญญาชน
และประชาชนเรือนแสนจากทุกชั้นชนและหมู่เหล่า
ได้พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำย่ำยีประเทศชาติมานานนับ
ทศวรรษ
การต่อสู้ครั้งนั้นนับเป็นการแสดงเจตจำนงร่วมกันเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่
สุดของปวงชนชาวไทย ที่ยืนยันว่าเราต้องการสังคมที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค
และความเป็นธรรม
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประชาชนไทยได้ร่วมกันประกาศจุดยืนว่าต้องการระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
ดังนั้น
การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดงานเปิด ’หมุด 14 ตุลา’ ขึ้น
เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ดังกล่าว
จึงนับเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่เราจะได้มาทบทวนกันว่าความฝันเมื่อปี 2516
ได้ปรากฏเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
ก่อนอื่น
ผมอยากจะเน้นย้ำว่าการต่อสู้ 14
ตุลาคมมิได้เป็นการปะทะกันโดยบังเอิญระหว่างผู้ผูกขาดอำนาจการปกครองกับมวล
ชนอันไพศาล
หากเป็นการดิ้นรนหาทางออกจากคืนวันอันมืดมิดของประชาชนในทุกครรลองชีวิต
ยามที่ทั้งประเทศถูกพันธนาการ ทุกผู้ทุกนามย่อมได้รับผลกระทบ
แต่ละหมู่เหล่าย่อมฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า
แม้ว่าโดยรูปธรรมแล้วความฝันเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกัน
พูดให้ชัดเจนขึ้นคือ ประชาชนแต่ละชนชั้นและชั้นชนต่างก็มีเหตุผลของตนในการต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย
อันดับแรก ใช่
หรือไม่ว่าภายใต้ระบอบเผด็จการ
นักศึกษาปัญญาชนและนักวิชาการล้วนถูกปฏิเสธพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น
ซึ่งทำชีวิตทางทางปัญญาของพวกเขาปราศจากคุณค่าและความหมาย
ต่อมา คน
ชั้นกลางที่เริ่มมีการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจ
ย่อมไม่ต้องการเป็นสัตว์เลี้ยงในคอกของผู้ปกครองอีกต่อไป
หากอยากมีสิทธิเลือกรัฐบาลที่ตัวเองพอใจ
และมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
ชนชั้นกรรมกรซึ่งถูกใช้เป็นต้นทุนราคาถูกสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
ย่อมฝันถึงวันที่พวกเขาจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นคน
หลายปีภายใต้ระบอบเผด็จการ รัฐบาลไม่เคยกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำ
ครั้นเริ่มมีสิ่งนี้เมื่อต้นปี 2516 มันก็ต่ำกว่าค่าครองชีพจริงถึง 2 เท่า
กล่าวสำหรับชาวนาในสมัยนั้น จำนวนไม่น้อยเพิ่งสูญเสียที่ดินทำกิน
เนื่องจากภาระหนี้สินซึ่งเกิดจากนโยบายกดราคาข้าวของรัฐ ด้วยเหตุดังนี้
ประชาธิปไตยสำหรับพวกเขาจึงไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์
หากหมายถึงโอกาสที่จะถามหาความเป็นธรรม
และพูดก็พูดเถอะภายใต้ระบอบเผด็จการ แม้แต่ชนชั้นนายทุน ผู้ประกอบการ
นายธนาคาร หรือพ่อค้า ก็หาได้มีอิสรภาพเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจของตน
เพราะส่วนไม่น้อยของรายได้ต้องนำมาจ่ายเป็นค่าคุ้มครอง
แน่นอน
ถ้าเราถอดรหัสความฝันเหล่านี้ออกมาเป็นคุณค่าทางการเมือง
ก็จะพบว่าปรารถนาของผู้คนหลายหมู่เหล่าล้วนรวมศูนย์ล้อมรอบจินตนาการว่าด้วย
เสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม
ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้จากระบอบอำนาจนิยม
ถามว่าแล้วทำไมประชาชนจึงหันมาฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย
คำตอบมีอยู่ว่าเพราะประชาธิปไตยเป็นระบอบการเมือง
ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถผลักดันความฝันให้เป็นจริงได้ด้วยพลังของตนเอง
ภายใต้ระบอบ
ประชาธิปไตยวิธีการกับจุดหมายสามารถเชื่อมร้อยเป็นเนื้อเดียว
ไม่ว่าจะเป็นการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม
การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับรัฐ หรือการเดินขบวนสำแดงกำลัง
สิ่งเหล่านี้
ล้วนเป็นวิธีการเคลื่อนไหวที่ไม่เพียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในประเด็นต่าง
ๆ หากยังเป็นการแสดงออกซึ่งความเท่าเทียมกันของสมาชิกในสังคม
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันคือเสรีภาพที่ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ในความเห็นของผม
เราจำเป็นต้องวัดความคืบหน้าของประชาธิปไตยด้วยบรรทัดฐานนี้
ตราบใดที่ประชาชนหมู่เหล่าต่าง ๆ
สามารถใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเป็นเวทีแก้ปัญหาและยกระดับชีวิตของพวกเขาได้
ตราบนั้นเราคงต้องถือว่าระบอบการเมืองกำลังทำงานได้ดี
ในทางกลับกัน
ถ้าความยากลำบากของประชาชนถูกมองข้าม อำนาจต่อรองของผู้คนจำนวนมากถูกจำกัด
หรือพื้นที่ทางการเมืองของพวกเขาถูกปฏิเสธ
ก็แสดงว่าระบอบการเมืองเองกำลังมีปัญหา
ไม่ว่าระบอบนั้นจะชูธงประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม
เช่นนี้แล้ว 40 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ประชาธิปไตยเป็นเช่นใด
อันที่จริง
ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ท่านทั้งหลายก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าตลอด 4
ทศวรรษที่ผ่านมา ประชาธิปไตยอยู่ในสภาพที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ
กระทั่งล้มลุกคลุกคลานจนแทบไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่การต่อสู้ในเดือนตุลาคม
2516 ได้สั่นคลอนระบอบเก่าอย่างถึงราก
และทำให้ลัทธิเผด็จการไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างยาวนานหรือเต็มรูป
แน่นอน
สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยไร้เสถียรภาพ
เกิดจากความพยายามของชนชั้นปกครองเก่าที่จะทวงอำนาจกลับคืนมาด้วยเหตุดังนี้
การเคลื่อนไหวของกรรมกร ชาวนาและนักศึกษาในช่วงหลัง 14
ตุลาคมจึงถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้ว
มันคือการใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องความเป็นธรรมของชนชั้นผู้เสียเปรียบ
หลังจากถูกกดขี่เหยียบย่ำมานาน
จริงอยู่
บ้านเมืองในช่วงนั้นอาจจะดูระส่ำระสายไร้ระเบียบอยู่บ้าง
แต่ถ้าประเทศไทยให้เวลาตัวเองอีกสักหน่อย
ก็จะเข้าใจได้ว่านั่นก็เป็นเพราะส่วนยอดของระเบียบอำนาจเก่าได้ล้มลงในชั่ว
เวลาข้ามคืน ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจน
อันนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกันทั่วโลกยามเมื่อระบอบเผด็จ
การถูกโค่นลง
มองจากมุมนี้
การปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาประชาชนและรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6
ตุลาคม 2519 จึงไม่เพียงเป็นบาดแผลของแผ่นดินเท่านั้น
หากยังทำลายโอกาสของประเทศไทยในการที่จะเชื่อมร้อยการเมืองมวลชนเข้ากับการ
ทำงานของระบบรัฐสภา
จากนั้นเรายังต้องรบกันเองอีกหลายปี
กว่าสงครามประชาชนจะสงบลงและประเทศไทยค่อยๆกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีก
ครั้งหนึ่ง เวลาก็ผ่านไปแล้วราวหนึ่งทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม การกลับสู่ประชาธิปไตยโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2521
มีความแตกต่างจากการต่อสู้ในปี 2516 อย่างมีนัยยะสำคัญ
ทั้งนี้เนื่องจากมันเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่จำกัดมาก
และถูกกำหนดเงื่อนไขจากศูนย์อำนาจเดิม
อันนี้หมายถึง
ว่าฐานะการนำของชนชั้นนำภาครัฐยังคงถูกรักษาไว้
และแม้ว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการยอมรับมากขึ้น
แต่ก็แทบไม่มีพื้นที่อันใดสำหรับการมีส่วนร่วมของพลเมืองในกระบวนการตัดสิน
ใจ กระทั่งการเลือกตั้งก็มีความหมายเพียงแค่ครึ่งเดียว
เพราะผู้นำรัฐบาลไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองและไม่จำเป็นต้องได้รับ
เลือกจากประชาชน
สภาพดังกล่าวได้ส่งผลต่อบุคลิกลักษณะของนักการเมืองและพรรคการเมืองอย่าง
ใหญ่หลวง เพราะพวกเขาถูกตัดโอกาสที่จะพัฒนาตนเป็นผู้นำเสียแล้วตั้งแต่ต้น
ดังนั้น
จึงไม่มีใครสามารถแน่ใจได้ว่านักการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนหรือเป็นแค่
บริวารของผู้นำกองทัพ
ยิ่งไปกว่านี้
ในระยะดังกล่าว
นักการเมืองจำนวนไม่น้อยยังเติบโตมาจากนักธุรกิจในท้องถิ่นหรือเป็นผู้มี
อิทธิพลในพื้นที่ฐานเสียง
พฤติกรรมทางการเมืองของพวกเขาทำให้ระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นการเมืองแบบเจ้า
พ่อ และเวทีการเมืองก็เป็นเพียงโอกาสขยายธุรกิจและผลประโยชน์ต่าง ๆ
ของผู้คน
ขณะเดียวกัน
กองกำลังประชาธิปไตยที่เคยขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ประเทศไทยอย่างนักศึกษา
ปัญญาชน และกรรมกร ชาวนา
ต่างก็อ่อนพลังลงเพราะความผันผวนของประวัติศาสตร์ที่พวกตนพยายามขับเคลื่อน
ทำให้บรรยากาศทางสังคมดูเหมือนสงบสันติ
ปราศจากทั้งปัญหาและการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระหว่างทศวรรษที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ระบอบการเมืองในประเทศไทยจะดูเหมือนซอยเท้าอยู่กับที่และมีภาพปรากฏเป็น เสถียรภาพ แต่ตัวสังคมไทยเองกลับเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในระหว่างทศวรรษที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ระบอบการเมืองในประเทศไทยจะดูเหมือนซอยเท้าอยู่กับที่และมีภาพปรากฏเป็น เสถียรภาพ แต่ตัวสังคมไทยเองกลับเปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเติบใหญ่ขยายตัวของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และการเข้ามาของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น
สภาพเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการสะสมตัวเงียบ ๆ ของแรงกดดันใหม่ทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อเส้นทางเดินของประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
อันดับแรกคือการ
แย่งชิงฐานะการนำในพันธมิตรการปกครอง
ระหว่างชนชั้นนำจากภาคธุรกิจกับชนชั้นนำภาครัฐที่กุมอำนาจมาแต่เดิม
ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นประเด็น
แต่เมื่อทุนนิยมอุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น
ย่อมทำให้ฐานทางเศรษฐกิจสังคมของระบอบการเมืองเปลี่ยนไป
รวมทั้งฐานคิดของนักการเมืองบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน
ในเวลาเดียวกัน
นั้นเอง
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกได้ทำให้ความกลัวฝ่ายซ้ายของชนชั้นนายทุน
เริ่มหมดไปจากฉากหลังทางการเมืองด้วย
อันนี้ทำให้บทบาทของกองทัพและแนวคิดขวาจัดมีพลังลดน้อยถอยลง
นักการเมืองที่มาจากภาคธุรกิจเริ่มแสดงความต้องการที่จะขึ้นกุมอำนาจโดยตรง
อย่างเปิดเผยมากขึ้น
แทนที่จะยอมเป็นแค่หางเครื่องของผู้นำกองทัพและผู้บริหารระบบราชการ
แต่ก็น่าเสียดาย
ที่นักการเมืองจำนวนมากที่เติบโตมาในช่วงนี้เคยชินแต่การรับบทพระรอง
ดังนั้นจึงไม่สามารถสถาปนาอำนาจการนำขึ้นมาได้อย่างแท้จริง
และยิ่งไม่สามารถขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้หยั่งรากขยายตัว
รัฐบาลชุดแรกที่
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง
กลายเป็นรัฐบาลที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด
นักการเมืองถูกติฉินนินทาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น
จนกระทั่งกลายเป็นจุดอ่อนขนาดใหญ่ทั้งของรัฐบาลและระบอบการเมืองที่ดูคล้าย
ประชาธิปไตย
ในที่สุดเงื่อนไขในการทวงอำนาจคืนของชนชั้นนำจากกองทัพและระบบราชการก็
สุกงอม
ในเบื้องแรก
ผลที่ออกมาจากความขัดแย้งดังกล่าว คือรัฐประหาร 2534
ซึ่งเป็นการฟื้นฐานะการเมืองของชนชั้นนำภาครัฐ
พวกเขาต้องการพาประเทศไทยกลับไปยังปี 2521
อันเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ
และอยากให้นักการเมืองมาช่วยตกแต่งหน้าร้านเท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ตอนนั้นโลกได้เปลี่ยนไปไกลแล้ว และเงื่อนไขในการสร้างรัฐบาลทหารโดยมีนักการเมืองผสมก็จางหายไปเช่นกัน
ด้วยเหตุดังนี้
ภายในเวลาเพียงปีเดียว
การสืบทอดอำนาจของผู้นำกองทัพโดยผ่านกลไกรัฐสภาจึงถูกประชาชนต่อต้านอย่าง
หนัก และนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาคม 2535
จากนั้นจึงนำไปสู่กระแสปฏิรูปการเมือง และรัฐธรรมนูญฉบับ 2540
ในระหว่างนี้เจตนารมณ์ของการต่อสู้ 14
ตุลาคมเท่ากับถูกนำมายืนยันอย่างมีพลังอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม
การช่วงชิงฐานะนำในศูนย์อำนาจระหว่างชนชั้นนำภาครัฐกับชนชั้นนำจากภาคธุรกิจ
ยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ หากจะหวนกลับมาอีกในบริบทที่ต่างไปจากเดิม
อันดับต่อมา
แรงกดดันอีกแบบหนึ่งที่สะสมตัวขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 2
ต่อเนื่องกับต้นทศวรรษที่ 3 หลังการต่อสู้ 14 ตุลาคม
คือความไม่พอใจของชนชั้นล่างๆ
ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจและสังคม
กล่าวคือในขณะ
ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นและนำไปสู่ความมั่งคั่งขยายตัวของทั้งชนชั้นนายทุน
และคนชั้นกลางในเมือง
แต่การเติบโตอันเดียวกันนี้ก็ได้นำไปสู่ความอับจนเสียเปรียบของคนอีกจำนวน
มาก ซึ่งมีทั้งผู้สูญเสียฐานทรัพยากรในการประกอบอาชีพ
ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ไม่สมดุล ผู้พ่ายแพ้เสียเปรียบในตลาดเสรี
ไปจนถึงชุมชนคนชายขอบอีกหลายประเภทที่ขาดเงื่อนไขในการพยุงชีวิตให้สม
ศักดิ์ศรีความเป็นคน
พูดอีกแบบหนึ่ง
คือในช่วงปลายทศวรรษ 2530
ช่องว่างระหว่างชนชั้นนับวันยิ่งถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
และช่องว่างนี้มิได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้
หากยังเกี่ยวโยงกับความเหลื่อมล้ำในเรื่องพื้นที่ทางการเมือง
และโอกาสเข้าถึงอำนาจรัฐ ความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางการศึกษา
สวัสดิการทางการแพทย์ และเงื่อนไขอีกหลาย ๆ อย่างสำหรับการมีชีวิตที่ดี
แน่นอน
ประชาชนหลายหมู่เหล่าเชื่อว่าชะตากรรมของพวกเขาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
หากเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐกับทุน ด้วยเหตุนี้
การชุมนุมประท้วงของกลุ่มผู้เดือดร้อนต่างๆจึงเกิดขึ้นด้วยความถี่ที่เหลือ
เชื่อ
แม้ว่าผู้ที่พวกเขาหันมาเผชิญหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือก
ตั้ง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2538 เพียงปีเดียว
มีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านถึงกว่า 700 ครั้ง (ประภาส ปิ่นตบแต่ง/
การเมืองบนท้องถนนฯ /2541)
ผมคงไม่ต้องพูด
ย้ำก็ได้ว่าการชุมนุมประท้วงเหล่านี้ บ่อยครั้งได้นำไปสู่การปะทะกัน
ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน
กระทั่งมีกรณีที่ประชาชนต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอันเนื่องมาจากการใช้ความ
รุนแรงโดยรัฐยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าผู้นำการต่อสู้หลายคนได้ถูกลอบสังหารหรือ
ถูกคุกคามทำร้าย โดยส่วนใหญ่ฝ่ายรัฐไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้
ดังนั้นเราจึง
อาจพูดได้ว่าแม้การต่อสู้ 14 ตุลาคมจะผ่านไปถึงกว่า 20 ปีแล้ว
และการมีสิทธิเสรีภาพกำลังกลายเรื่องธรรมดาในหมู่คนชั้นกลางแห่งเมืองหลวง
แต่สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยในประเทศไทย ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค
และความเป็นธรรมกลับยังไม่ปรากฏเป็นจริง
ตรงกันข้าม
หลายครั้งที่พยายามยืนยันความฝันเหล่านั้น
พวกเขากลับต้องพบกับกระบองของเจ้าหน้าที่และสุนัขตำรวจ
กระทั่งบางทีก็ต้องวิงวอนขอความเมตตาด้วยใบหน้าที่อาบเลือดและน้ำตา
ภาพย่อของ 6 ตุลาคม 2519 ยังคงถูกผลิตซ้ำอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ
หรือแม้แต่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยโลกไม่ทันสังเกตหรือให้ความสนใจ
โดยเฉพาะโลกของคนที่ได้เปรียบจากแผนพัฒนาประเทศและการขยายตัวของทุนนิยม
แน่ นอน สภาพที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลำพังประชาธิปไตย แบบตัวแทนนั้นอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการแก้ปัญหาหรือสนองความใฝ่ฝันของ ประชาชนได้ครบทุกหมู่เหล่า
แน่ นอน สภาพที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลำพังประชาธิปไตย แบบตัวแทนนั้นอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการแก้ปัญหาหรือสนองความใฝ่ฝันของ ประชาชนได้ครบทุกหมู่เหล่า
ต่อให้ผู้นำกอง
ทัพหรือชนชั้นนำจากระบบราชการกลับคืนสู่กรมกอง
นักการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังพอใจอยู่กับการเป็นแค่นักเลือกตั้ง
ที่หมกมุ่นอยู่กับการต่อรองแบ่งผลประโยชน์กันเอง
มากกว่าเป็นผู้นำการเมืองที่มีวิสัยทัศน์
หรือเป็นรัฐบุรุษที่ทำทุกอย่างเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน
เช่นนี้แล้ว
สถานการณ์การเมืองในช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬ 2535
จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ยามนั้นกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มพัดมาแรง
ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมในการเผชิญกับสภาวะแปลกใหม่
แต่ใครเล่าจะรับผิดชอบในเรื่องนี้
พูดก็พูดเถอะ
ในห้วงหนึ่งมันเป็นสถานการณ์ที่ชวนคับแค้นใจยิ่ง
เพราะเราเพิ่งปฏิเสธระบอบอำนาจนิยมมาหมาด ๆ
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อาจตั้งความหวังไว้กับระบอบประชาธิปไตยแบบเจ้าพ่อได้
ดังนั้น
ผู้ห่วงใยบ้านเมืองจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มคิดถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการ
เมืองครั้งใหญ่ ซึ่งในปณิธานดังกล่าว
มีแนวคิดที่จะหนุนเสริมการทำงานของระบบรัฐสภาด้วยการเมืองภาคประชาชน
หรือประชาธิปไตยทางตรงรวมอยู่ด้วย
ถามว่าแล้วทำไม
ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ
จึงไม่สามารถเคลื่อนไหวผ่านระบบพรรคการเมือง
หรืออาศัยนักการเมืองจากพื้นที่ของตนช่วยขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบสนองหรือ
ช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขา
ในความเห็นของผม
เหตุผลที่ทำให้ความหวังดังกล่าวไม่อาจเป็นจริงมาจากหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน
ที่เห็นได้ชัดเจนคือนักการเมืองจำนวนมากมีฐานะเป็นเจ้าของเครือข่ายผล
ประโยชน์ซึ่งก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน
ดังนั้นมันจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นผู้ปัดเป่าความเดือดร้อนเหล่า
นั้น
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่มองเห็นได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหายไปของพื้นที่สำหรับพรรคการเมืองแบบทางเลือกในตัวระบบรัฐสภาเอง
อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่มองเห็นได้ยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหายไปของพื้นที่สำหรับพรรคการเมืองแบบทางเลือกในตัวระบบรัฐสภาเอง
ในช่วงหลัง
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
พรรคการเมืองที่มีแนวทางแบบสังคมนิยมหรือแบบรัฐสวัสดิการล้วนถูกทำให้เป็น
องค์กรผิดกฎหมาย ครั้นต่อมาเมื่อสงครามอุดมการณ์สิ้นสุดลง
ระบบทุนนิยมในประเทศไทยก็หยั่งรากแน่นจนไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้องผล
ประโยชน์ของชนชั้นนายทุน
มิหนำซ้ำผลประโยชน์ของทุนยังถูกยกระดับขึ้นเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ
ทั้งโดยรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ผมคงไม่ต้องเอ่ย
ถึงก็ได้ว่าสภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่มีพรรคการเมืองที่
เข้าข้างพวกเขาอยู่ในรัฐสภาเลย
ยกเว้นนักการเมืองบางท่านที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบ
ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเกินกว่าจะสร้างผลสะเทือนในเชิงนโยบาย
ดังนั้น ประเด็นจึงต้องย้อนกลับมาสู่หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือเชื่อมโยงจุดหมายกับวิธีการเข้าหากัน
ประชาชนจะต้องมี
พื้นที่ทางการเมืองของตัวเองโดยตรง และสามารถแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ
เพื่อให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคทางการเมืองของพวกเขาปรากฏเป็นจริง
รวมทั้งความเป็นธรรมที่พวกเขาปรารถนาก็ต้องอาศัยพลังของตนขับเคลื่อนผลักดัน
เอาเอง
พูดกันตามความ
จริง
กลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวในรูปของการเมืองภาคประชาชนนั้นไม่ได้มีความคิดไป
ไกลถึงขั้นล้มระบบทุนนิยม และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโค่นอำนาจรัฐ
พวกเขาเพียงแต่อยากอยู่นอกเขตอิทธิพลของตลาดเสรี
และขอเงื่อนไขสำหรับความอยู่รอดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่ดินทำกิน
ความปลอดภัยจากมลภาวะที่มาจากภาคอุตสาหกรรม
หรือสิทธิในการจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ อย่างสายน้ำ ป่าเขา
และฝั่งทะเล
เดิมทีเดียวพี่
น้องเหล่านี้เพียงขอให้รัฐคุ้มครองพวกเขาด้วย
แทนที่จะปล่อยให้ทุนเป็นฝ่ายรุกชิงพื้นที่ได้ทุกหนแห่ง
แต่ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดว่ารัฐกับทุนแยกกันไม่ออก
จุดมุ่งหมายของพวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นลดอำนาจรัฐและเพิ่มอำนาจประชาชน
ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือให้รัฐเกื้อหนุนทุนน้อยลง
และสงวนพื้นที่บางแห่งเอาไว้ให้พวกเขาดูแลชีวิตของตนเอง
ดังนั้นเราจะ
เห็นได้ว่าการเมืองภาคประชาชนเป็นการต่อสู้ในลักษณะป้องกันตัวของชนชั้นที่
ถูกทอดทิ้ง
มากกว่าเป็นความเคลื่อนไหวของชนชั้นที่ต้องการมีฐานะในศูนย์อำนาจส่วนกลาง
กระนั้นก็ดีใน
โลกทัศน์ที่ดูเหมือนแลไปข้างหลัง
พวกเขายังมีแนวคิดในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างสังคม
เพราะนั่นเป็นเพียงโอกาสเดียวที่จะทำให้ตนเองมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตได้
อย่างอิสระเสรี และสมศักดิ์ศรีความเป็นคน
เราคงปฏิเสธไม่
ได้ว่าการเกิดขึ้นของการเมืองภาคประชาชนในช่วงนี้ได้ส่งผลต่อกระบวนการ
ปฏิรูปการเมืองพอสมควร
เพราะมันเป็นพลังที่ขับเคลื่อนในเรื่องสิทธิเสรีภาพสืบต่อจากการต่อสู้ 14
ตุลาคม นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นขบวนการเมืองที่ริเริ่มเรื่องสิทธิชุมชน
ตลอดจนเรียกร้องให้มีการเคารพอัตลักษณ์ตัวตนของชนชาติกลุ่มน้อย
ดังนั้น
ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540
ฐานะของการเมืองภาคประชาชนจึงได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
พร้อมทั้งบทบัญญัติที่ยืนยันทิศทางการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ยืนยันสิทธิทางการเมืองของประชาชนและสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ
สภาพดูเหมือนว่าจากนี้ไป
กลุ่มชนที่เสียเปรียบและต่ำต้อยทางสังคมจะสามารถใช้กระบวนทางการเมืองมากอบ
กู้ความเป็นธรรมได้
แต่ก็อีกนั่น
แหละ
รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองมิได้ถูกออกแบบให้มาคุ้มครองคนเสียเปรียบอย่าง
เดียว
หากยังแอบยกฐานะเศรษฐกิจทุนนิยมและกลไกตลาดเสรีขึ้นมาเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ
ด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 87
อันนี้ทำให้รัฐ
ธรรมนูญฉบับ 2540 มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง
เพราะในขณะที่พูดถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้มากมาย
เสรีภาพในการเลือกนโยบายทางเศรษฐกิจนอกกรอบทุนนิยมกลับถูกหักล้างไปโดยสิ้น
เชิง
ทั้ง ๆ
ที่กลไกตลาดเสรีนั้นเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในประเทศ
ไทยถ่างกว้างอย่างรวดเร็ว
และการปฏิรูปสังคมในระดับรากฐานแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่แตะต้องโครง
สร้างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ สถานการณ์ของบ้านเมืองยิ่งทวีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดในระยะถัดมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศไทยต้องประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ สถานการณ์ของบ้านเมืองยิ่งทวีความซับซ้อนมากกว่านั้นอีก มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดในระยะถัดมา
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยตรง ดังนั้นผมจึงต้องขออนุญาตใช้เวลาทบทวนความเป็นมาสักเล็กน้อย
อันดับแรก
ความล้มเหลวของนักการเมืองรุ่นเก่าในการดูแลระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ทำให้กลุ่มทุนใหม่ที่เติบโตมากับกระแสโลกาภิวัตน์และเข้าใจการเปลี่ยนแปลง
ของโลกมากกว่า
ไม่ต้องการปล่อยให้ชนชั้นนำจากท้องถิ่นหรือนักการเมืองอาชีพเหล่านี้มีฐานะ
นำในศูนย์อำนาจอีกต่อไป
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือพวกเขาต้องการขึ้นมาบริหารบ้านเมืองด้วยตัวเอง
แน่นอน
ลำพังแค่นี้ก็คงไม่ใช่อะไรใหม่มากนัก
แต่เงื่อนไขที่ทำให้การก้าวขึ้นสู่อำนาจของชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจต่างไป
จากเดิมคือ พวกเขาขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540
ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้มากเป็นพิเศษ
อีกทั้งมีข้อกำหนดหลายอย่างที่ส่งเสริมให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จำนวนน้อย
โดยหวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีความเข้มแข็งมั่นคงและมี
ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น
การกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน
ซึ่งพรรคการเมืองเป็นผู้นำเสนอบัญชีรายชื่อผู้สมัครต่อประชาชนทั้งประเทศ
ยิ่งทำให้ฐานความชอบธรรมของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ได้รับชัยชนะมี
ลักษณะกว้างขวางกว่าก่อนหน้านี้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ฐานความชอบธรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกวางตัวไว้เป็นหมายเลขหนึ่งของ
บัญชีรายชื่อ เพราะมันเท่ากับว่าคนส่วนใหญ่เลือกเขาขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ถามว่าแล้วประชาชนเล่าได้อะไรบ้างจากการปฏิรูปการเมืองในทิศทางนี้
ในความเห็นของผม
คำตอบที่สั้นและชัดเจนที่สุดคือได้อำนาจต่อรองเพิ่ม
ทั้งนี้เนื่องจากการเลือกตั้งส.ส.ด้วยระบบสัดส่วนถือเอาทั้งประเทศเป็นเขต
เลือกตั้ง พรรคการเมืองที่อยู่ในสนามแข่งขันแทบไม่อาจหาเสียงด้วยวิธีอื่น
นอกจากต้องเสนอนโยบายที่โดนใจผู้คน
สิ่งที่เป็นความ
ฉลาดของกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาในเวทีการเมืองคือพวกเขาเข้าใจเงื่อนไขที่
เปลี่ยนไปเหล่านี้มากกว่านักการเมืองรุ่นเก่า
ซึ่งเคยชินกับการให้สัญญาเชิงอุปถัมภ์หรือปฏิญาณตนแบบลม ๆ แล้ง ๆ
มากกว่าการสร้างนโยบายที่จับต้องได้และตรงกับประเด็นปัญหา
ดังนั้น
การเลือกตั้งในปี 2544
จึงจบลงด้วยการพ่ายแพ้ยับเยินของพรรคการเมืองที่มีมาแต่เดิม
และชัยชนะอันงดงามของพรรคการเมืองที่ชนชั้นนำใหม่จากภาคธุรกิจก่อตั้งขึ้น
การที่พรรคการ
เมืองพรรคเดียวได้เสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎรนั้น
นับเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐสภาไทย
แต่ที่สำคัญกว่าและมีนัยยะทางการเมืองกว้างไกลกว่าคือการก่อรูปความสัมพันธ์
ระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชนจำนวนมหาศาลโดยผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม
หรือพูดให้ชัด ขึ้นคือการก่อตัวของพันธมิตรทางชนชั้นอันเหลือเชื่อระหว่างกลุ่มทุนใหม่ใน ยุคโลกาภิวัตน์กับเกษตรกรในชนบทซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่สุดในสนามเลือกตั้ง ของไทย
กล่าวสำหรับ
ประเด็นนี้
เราคงต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนใหม่เป็นผู้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในชนบทและหัว
เมืองต่างจังหวัดก่อนใคร ๆ
พวกเขามองเห็นว่าชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อพยพเข้าเมืองได้แปรสภาพเป็น
ผู้ประกอบการรายย่อยไปหมดแล้ว
พี่น้องในต่างจังหวัดเหล่านั้นล้วนทำการผลิตในเชิงพาณิชย์และจำเป็นต้องอยู่
กับตลาดทุนนิยม แต่ก็เป็นผู้เล่นที่เสียเปรียบอย่างยิ่งภายใต้กลไกตลาดเสรี
ดังนั้นชนชั้น
กลางใหม่ในชนบทจึงต้องการนโยบายรัฐมาหนุนช่วยหลายเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุน การตัดวงจรหนี้สิน
มาจนถึงการคุ้มครองราคาผลผลิตทางเกษตรที่พวกเขาฝากชีวิตเอาไว้
สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในตลาดเสรี การแสวงหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้เลย หากปราศจากอำนาจต่อรองในทางการเมือง
สำหรับชนชั้นที่เสียเปรียบในตลาดเสรี การแสวงหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้เลย หากปราศจากอำนาจต่อรองในทางการเมือง
แต่ก็แน่ละ นโยบายแบบนี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางรุ่นเก่าในเมืองหลวง
ซึ่งไม่มีใครช่วยก็รวยได้ เพราะมีกลไกตลาดคอยดีดเงินเข้ากระเป๋าอยู่แล้ว
ความแตกต่างดังกล่าวต่อไปจะมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ตามมา
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ การ
เลือกตั้งในช่วงหลัง 2540
จึงไม่เพียงเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของกลุ่มทุนใหม่เท่านั้น
หากยังเป็นพื้นที่แสดงตัวตนและสำแดงน้ำหนักทางการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ใน
ชนบทด้วย และด้วยสาเหตุดังกล่าว
มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนในชนบทเหล่านั้นจะโกรธแค้นน้อยใจ
เมื่อพื้นที่และทางออกจากความเสียเปรียบเพียงทางเดียวของพวกเขาถูกทำลายลง
โดยรัฐประหารในปี 2549
ในทัศนะของผม สถานการณ์ข้างต้นคือที่มาทางเศรษฐกิจสังคมของการเมืองแบบเสื้อสีและความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม
ในเรื่องนี้ผมคิดว่าจะเพ่งมองแต่ความแตกแยกของผู้คนในสังคมไทยเพียงด้าน
เดียว คงไม่ได้ เพราะถ้าพิจารณาจากมุมของประชาธิปไตยแล้ว
นับว่ามีพัฒนาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่าง ยิ่งคือ ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนพยายามถอยห่างจากการเมืองภาคตัวแทน และต่อรองจากจุดยืนอิสระ การเมืองมวลชนของชนชั้นกลางใหม่กลับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาด้วยการใช้ การเมืองภาคตัวแทนช่วยต่อรองในระดับนโยบาย
สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่าง ยิ่งคือ ในขณะที่การเมืองภาคประชาชนพยายามถอยห่างจากการเมืองภาคตัวแทน และต่อรองจากจุดยืนอิสระ การเมืองมวลชนของชนชั้นกลางใหม่กลับช่วยชุบชีวิตให้กับระบบรัฐสภาด้วยการใช้ การเมืองภาคตัวแทนช่วยต่อรองในระดับนโยบาย
ในความเห็นของผม
กระบวนการดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้า
ใกล้ความฝันเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมอีกสักก้าวสองก้าว
ทั้งนี้เนื่องจากมันจะช่วยลดทอนช่องว่างทางชนชั้น
โดยเฉพาะช่องว่างในเรื่องอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง
ซึ่งจะนำไปสู่การลดช่องว่างในด้านรายได้
ในระยะ 40
ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเสียทั้งเวลาและเลือดเนื้อไปไม่น้อย
ในการพยายามผลักระบอบอำนาจนิยมให้ออกจากเวทีประวัติศาสตร์
และขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้สามารถตอบโจทย์ต่าง ๆ ของประชาชน
ดังนั้น
มันจึงเป็นเรื่องเลอะเทอะทางตรรกะที่จะคิดว่าประชาธิปไตยสามารถเติบโตได้โดย
ไม่ต้องต่อสู้ หรือเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาจากข้างบนลงมา
อันที่จริง
ถ้าเรามองโลกเชิงบวกสักหน่อย
ก็จะพบว่าท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสายตาของคนบางกลุ่มบางคน
สังคมไทยกลับมีความคืบหน้ามากขึ้นในการทำความฝันเดือนตุลาให้ปรากฏเป็นจริง
ใช่หรือไม่ว่า
หลายปีมานี้
การเมืองภาคประชาชนมีบทบาทอย่างสูงในการผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ
เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยในทุกสาขาคำนิยาม
ใช่หรือไม่ว่าใน
ระยะหลัง ๆ
การเมืองมวลชนก็มีบทบาททำให้การเลือกตั้งและระบบรัฐสภามีความหมายมากขึ้น
โดยกดดันให้พรรคการเมืองต้องปรับตัว และรัฐต้องมีนโยบายกระจายความเป็นธรรม
พูดอย่างถึงที่
สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นนำน้อยลง
ขณะที่เป็นเรื่องของสามัญชนคนธรรมดามากขึ้น
ถ้าสิ่งนี้ไม่ใช่การเติบโตของประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรใช่
อย่างไรก็ตาม
พัฒนาการเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะก้าวรุดหน้าไปบนหนทาง
ประชาธิปไตยโดยง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขต่าง ๆ
ที่ผลิตความขัดแย้งยังคงมีอยู่
และชะตากรรมของประเทศจะขึ้นต่อความสามารถของเราในการจัดการความขัดแย้งที่
สำคัญ ๆ
ในความเห็นของผม
เงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายประชาธิปไตย อาจจัดได้เป็น2กลุ่มใหญ่
ๆกลุ่มแรกได้แก่เงื่อนไขอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางชนชั้นอย่างสุดขั้ว
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับที่ล้นเกิน
ซึ่งส่งผลให้ผู้คนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากันและมีทัศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน
เงื่อนไขในกลุ่ม
ต่อมา
เป็นผลสืบเนื่องมาจากแรงผลักของกระแสโลกาภิวัตน์และทุนนิยมแบบไร้พรมแดน
ซึ่งทำให้รัฐไทยมีพื้นที่น้อยลงในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ
และระบอบประชาธิปไตยถูกลดอำนาจในการกำหนดนโยบาย
ขณะเดียวกัน
เงื่อนไขดังกล่าวยิ่งส่งผลให้ความแตกต่างทางชนชั้นขยายกว้างออกไปอีกจนเกือบ
จะควบคุมไม่ได้
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ
ชาติกลายเป็นเพียงภาพลวงตา
แน่นอน
ความแตกต่างทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย
แต่ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่าความแตกต่างที่นับวันยิ่งขยายกว้างนี้
ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ
ของสังคมมีมุมมองและมีระดับความภักดีต่อประชาธิปไตยไม่เหมือนกัน
ชนชั้นนายทุนและ
คนชั้นกลางในเมืองหลวงมองการเมืองแบบหนึ่ง กรรมกรอุตสาหกรรมมองอีกแบบหนึ่ง
ในขณะที่คนชั้นกลางใหม่ในภาคเกษตรกรรมก็มีมุมมองต่อประชาธิปไตยของตนเอง
และชาวบ้านในชุมชนชายขอบก็เช่นเดียวกัน
ที่น่าหนักใจ
คือ
ทัศนะที่เพาะตัวขึ้นจากความเหลื่อมล้ำที่สุดขั้วมักเป็นทัศนะที่ยากจะไกล่
เกลี่ยประนีประนอม
เพราะมันผูกติดอยู่กับเดิมพันเรื่องผลประโยชน์ที่เป็นแกนชีวิตของแต่ละฝ่าย
ในเงื่อนไขดังกล่าวบรรยากาศเสรีนิยมจึงเกิดขึ้นได้ยาก
และความขัดแย้งทางความคิดก็มักนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมือง
กระทั่งในบางกรณี ถึงกับนำไปสู่ความรุนแรง
ยกตัวอย่างเช่นในปี 2549 ในขณะที่ชนชั้นกลางใหม่ในชนบทกำลังตื่นเต้นยินดีกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล คนชั้นกลางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกวิตกกังวลในสิ่งที่เรียกว่าประเด็นคุณธรรมของฝ่ายบริหาร รวม
ทั้งรู้สึกหวั่นไหวเกี่ยวกับฐานะของตน เพราะเห็นว่ามาตรการต่าง ๆ
ของรัฐบาลหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดกติกาของระบบตลาดเสรี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว
บางส่วนจึงถึงกับเต็มใจให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ใช่
ประชาธิปไตย
ในทำนองเดียว
กัน เหตุการณ์นองเลือดในปี 2553
ก็มาจากความคิดเห็นที่ไม่อาจไกล่เกลี่ยประนีประนอม
เพราะมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลในช่วงนั้นเห็นว่ารัฐบาลมีที่มาไม่ชอบธรรม
อีกทั้งพวกเขายังรู้สึกว่าตัวเองถูกชนชั้นที่เหนือกว่าข่มเหงรังแกตาม
อำเภอใจ
ทั้งหลายทั้ง
ปวงนี้ ผมเห็นว่ามีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วทั้งสิ้น
ความเหลื่อมล้ำสุดขั้วคือที่มาของความขัดแย้งรุนแรงในประเทศไทย
ตั้งแต่สมัยสงครามประชาชนในชนบท
มาจนถึงกรณีกระชับพื้นที่ด้วยกระสุนจริงที่ราชประสงค์
กล่าวอีกแบบ
หนึ่งก็คือ เราไม่มีทางจะสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้เลย
ถ้าหากไม่มีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ช่องว่างทางชนชั้นเหล่านี้ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม
เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ ตลอด 40
ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวไม่เพียงไม่ลดลง
หากยังเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ตัวเลขจากปี 2552 ระบุว่ารายได้ของคน 20
เปอร์เซนต์แรกที่อยู่ลำดับสูงสุดกับคน 20
เปอร์เซนต์ที่อยู่ข้างล่างสุดห่างไกลกันถึง 13.2 เท่า (มติชน 6 พค.52)
และคน 10
เปอร์เซนต์ที่รวยสุดเป็นเจ้าของสินทรัพย์มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
เทียบกับคนชั้นล่างสุด 10 เปอร์เซนต์ได้ส่วนแบ่งไปแค่ 3.9 เปอร์เซนต์
(มติชน 5 ตค.52)
และถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งจริง ๆ แล้ว
ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้อีก
ดังจะเห็นได้จากการค้นคว้าของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งพบว่า 42
เปอร์เซนต์ของเงินฝากในธนาคารทั้งประเทศ
ซึ่งมีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย
เป็นของคนเพียงสามหมื่นห้าพันคน จากจำนวนประชากรราว 64 ล้านคน (ผาสุก
พงษ์ไพจิตร/ มติชน 18 พย.52)
ล่าสุด
นิตยสารฟอร์บส์ได้เปิดเผยรายชื่อมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของประเทศไทย
ปรากฏว่าคนจำนวนหยิบมือเดียวเหล่านี้เป็นเจ้าของมูลค่าความมั่งคั่งรวมกัน
แล้วกว่า 2.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซนต์ของจีดีพี
นอกจากนี้ 44 คนในจำนวนดังกล่าวยังมีความมั่งคั่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมา
(โพสต์ทูเดย์ 4 กค. 56)
ยิ่งไปกว่านั้น
แนวโน้มที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ดังรายงานของธนาคาร UBS
ร่วมกับสถาบันแห่งหนึ่งสำรวจพบว่าเศรษฐีไทยที่มีเงินมากกว่า 30
ล้านเหรียญสหรัฐฯ (960 ล้านบาท) มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีกลายนี้ 15.2
เปอร์เซนต์ หรือเพิ่มจาก 625 คนเป็น 720 คน
คนเหล่านี้เป็นเจ้าของสินทรัพย์รวมมูลค่าแล้ว 110,000 ล้านเหรียญ หรือกว่า
3.52 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีกลาย 520,000 ล้านบาท (ไทยรัฐ 23 กย.56)
ในทางตรงกันข้าม เมื่อเราหันมามองชีวิตของเกษตรกรไทย
ก็จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วพวกเขามีรายได้ทั้งปีเพียง114,000 บาท
ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตและรายจ่ายด้านอุปโภคออกแล้ว
กลับติดลบปีละ 34,000 บาท (มติชน 6 พย.53) อันนี้หมายความง่าย ๆ
ว่าพวกเขายิ่งผลิตยิ่งเป็นหนี้
และเมื่อพูดถึงรายได้เฉลี่ยของคนงานรับจ้าง
เราก็จะเห็นภาพความเหลื่อมล้ำที่ครบวงจรมากขึ้น
เพราะคนเหล่านี้ได้รับค่าจ้างเพียงเดือนละ 7,000-9,000 บาทเท่านั้น
ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าจ้างรายวันแล้ว
ยังน้อยกว่าราคาอาหารกลางวันของคนชั้นกลางจำนวนมาก
หรืออาจจะถูกกว่าราคากางเกงในที่ขายตามห้างหรู
ในขณะที่ช่องว่างระหว่าง ค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัทกับพนักงานระดับเสมียนก็ห่างไกลกันถึงกว่า 11 เท่า โดยผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นฮ่องกง (สฤณี อาชวานันทกุล/ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา/ 2554 น.43)
ในขณะที่ช่องว่างระหว่าง ค่าตอบแทนของผู้บริหารบริษัทกับพนักงานระดับเสมียนก็ห่างไกลกันถึงกว่า 11 เท่า โดยผู้บริหารบริษัทในประเทศไทยได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นฮ่องกง (สฤณี อาชวานันทกุล/ ความเหลื่อมล้ำฉบับพกพา/ 2554 น.43)
พูดแล้วก็พูดให้หมดเปลือก ความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วเหล่านี้
ยังถูกทำให้เลวลงอีกด้วยระบบการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม
เพราะภาษีจากรายได้และกำไรประเภทต่าง ๆ ซึ่งจัดเก็บจากคนที่ได้เปรียบ
กลับมีสัดส่วนไม่ถึงครึ่งของรายได้รัฐจากภาษีทั้งหมด
ในขณะที่ภาษีสินค้าและบริการซึ่งเก็บจากผู้บริโภคทุกคนกลายเป็นรายได้รัฐ
ส่วนใหญ่ (http://whereisthailand.info/2013/03/sources-of-tax-revenue/) กล่าวอีกแบบหนึ่งคือคนรวยเสียภาษีน้อยเกินไป ส่วนคนจนก็เสียภาษีทางอ้อมทุกวัน
แน่นอน
ตัวเลขเหล่านี้ย่อมมีนัยยะทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง
เราจะยืนยันหลักการแห่งความเสมอภาคได้อย่างไร
บนภูมิประเทศทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรงข้ามกับความเสมอภาคอย่างสิ้นเชิง
จำนวนของเกษตรกรและแรงงานรับจ้างในระบบนั้นเมื่อรวมกันแล้วเท่ากับเกินครึ่ง
ของประชากรไทย
อะไรจะเกิดขึ้นถ้าความคับแค้นทางเศรษฐกิจของพวกเขาเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ
ทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในประเทศไทย
การเอ่ยถึงความแตกต่างทางชนชั้นดูจะเป็นเรื่องต้องห้ามและชวนให้ไม่สบายใจ
สำหรับคนจำนวนไม่น้อย แต่ในความเห็นของผม
ท่าทีแบบนี้ทั้งไร้ประโยชน์และเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
เพราะมันเท่ากับตัดประเด็นใจกลางออกไปจากความจริงของปัญหา
ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ฉาบฉวย
ดังนั้น
ผมจึงคิดว่าเราควรมองความจริงให้เต็มตา บ้านเมืองจึงจะพอทางออกได้บ้าง
เราควรเปิดบาดแผลของประเทศออกมาดู และมองให้เห็นความเกี่ยวโยงอันใกล้ชิด
ระหว่างความแตกต่างทางชนชั้นที่สุดขั้วกับภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง
สำหรับชนชั้นที่
ได้เปรียบ
ท่านควรยอมรับว่ามันหมดเวลาแล้วที่จะมีอุปาทานว่าตนเองไม่เดือดร้อนกับสภาพ
เช่นนี้
หมดเวลาแล้วเช่นกันที่จะโทษว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะจริตฟุ้งซ่านของคนไม่
กี่คน หรือแค่ขจัดคอรัปชั่นแล้วบ้านเมืองจะดีเอง
ผู้คนในประเทศ
ไทยควรจะต้องตระหนักให้มากขึ้นว่าปัญหาของประเทศไม่ได้เกิดจากการโกงบ้านกิน
เมืองอย่างเดียว แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีจริงและสมควรแก้ไข
แต่คนที่ดูเหมือนมือสะอาดก็ใช่ว่าจะผุดผ่องอันใดนักหนา
เพราะเงื่อนไขที่ก่อเรื่องมากกว่าคือระบบที่ทำให้คนจำนวนหนึ่งรวยได้อย่าง
เหลือล้นโดยไม่ต้องโกง ขณะคนส่วนใหญ่ลำบากได้อย่างเหลือเชื่อทั้ง ๆ
ที่ไม่ได้เกียจคร้าน
ต่อไป
เราลองมาพิจารณาอุปสรรคของประชาธิปไตยอันเนื่องมาจากยุคโลกาภิวัตน์
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือผลกระทบของทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อเส้นทางเดินของ
สังคมไทย
แน่นอน
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์มีด้านที่เป็นความเจริญอยู่ไม่
น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สารสนเทศ การกระตุ้นการเติบโตของพลังการผลิต
และการทำลายพรมแดนที่เคยกั้นขวางสายใยสัมพันธ์ระหว่างมวลมนุษย์
อย่างไรก็ดี
ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านที่สร้างความเหลื่อมล้ำ
เราจะพบว่าระบบทุนนิยมแบบไร้พรมแดนได้คะแนนต่ำอย่างน่าตกใจยิ่ง
ทั้งนี้เนื่องจากการเลื่อนไหลเสรีของทุนและแรงงาน
มักนำไปสู่ข้อได้เปรียบของชนชั้นนายทุนฝ่ายเดียว
ส่วนผู้ใช้แรงงานนั้นแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเหลือ
ขณะที่ระบบการค้าเสรีก็ทำให้เกษตรกรรายย่อยแทบทำอะไรไม่ได้เลย
ในการตั้งราคาผลผลิตที่สมเหตุสมผล
ที่เลวร้ายกว่า
นั้นอีกก็คือ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์แท้จริงแล้วไม่ได้พึ่งกลไกตลาดอย่างเดียว
หากยังกดดันและผูกมัดให้อำนาจรัฐต่าง ๆ
หันมาคุ้มครองกฎกติกาที่ตัวเองกำหนดด้วย ซึ่งในกรณีของไทยนั้น
นอกเหนือไปจากการออกกฎหมาย 11 ฉบับตามข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟแล้ว
ทั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และฉบับ 2550
ต่างก็มีบทบัญญัติเหมือนกันว่ารัฐจะต้องดำเนินนโยบายสนับสนุนกลไกการค้าเสรี
ใช่หรือไม่ว่า
นี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาการเมืองไทยยิ่งสลับซ้อนมากกว่าเดิมหลายเท่า
เพราะมันหมายความว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์ไม่เพียงเข้ามาเร่งขยายความเหลื่อม
ล้ำในสังคมไทยเท่านั้น หากยังปิดกั้นหนทางแก้ไขเอาไว้ด้วย
อันที่จริงในระยะใกล้ ๆ นี้สิ่งบอกเหตุก็พอมีอยู่แล้ว
เช่นในกรณีปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท
กับกรณีนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน เป็นต้น
กรณีแรกนอกจากมี
เสียงบ่นจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว
ปรากฏว่านายทุนไทยยังย้ายไปลงทุนในประเทศค่าแรงต่ำเป็นจำนวนมาก
ส่วนกรณีหลัง ถ้าตัดเสียงครหานินทาเรื่องทุจริต ออกไป
ก็จะพบว่าเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากมุมมองแบบเสรีนิยมใหม่ทั้งสิ้น
และในทั้งสอง
กรณี
ผู้วิจารณ์ต่างพากันแสดงความห่วงใยระบบตลาดและใช้ฐานคิดดังกล่าวเป็นกรอบ
อ้างอิงความถูกต้อง
ส่วนชีวิตของกรรมกรและชาวนาที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้างนั้น
แทบจะไม่มีใครเอ่ยถึง
พูดง่าย ๆ คือรัฐไทยกำลังถูกทุนนิยมโลกาภิวัตน์กดดันให้เมินเฉยต่อชนชั้นที่เสียเปรียบมากขึ้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ พื้นที่สำหรับการบริหารจัดการปัญหาต่าง ๆ
ของรัฐไทยจึงถูกลดทอนลง ภายใต้กรอบกติกาของทุนนิยมโลกาภิวัตน์
อำนาจในการจัดการสังคมถูกโอนไปไว้ที่กลไกตลาดเป็นส่วนใหญ่
และรัฐเองก็กำลังถูกแปรรูปดัดแปลงให้รับใช้เฉพาะชนชั้นนายทุน
คำถามมีอยู่ว่า แล้วระบบทุนจะดูแลคนได้ทั่วถึงหรือไม่
มันมีศักยภาพในการแก้ไขปรับปรุงตัวเองมากน้อยเพียงใด
เรื่องนี้ผมไม่ต้องพูดมาก ก็เห็นชัดกันอยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยาก
ที่ผ่านมาหลายปีการขยายตัวของทุนนิยมในประเทศไทยถูกยกขึ้นเป็นทั้งวาระแห่ง
ชาติและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจจะเป็นจินตภาพที่คลุมเครือมาตั้งแต่ต้น
แต่มาถึงยุคทุนนิยมไร้พรมแดนเราอาจพูดได้ว่าความคลุมเครือนั้นได้หายไปหมด
แล้ว มันชัดเจนที่สุดว่าสิ่งนี้คือมายาคติ ซึ่งไม่มีความเป็นจริงใด ๆ
รองรับ
ถามว่าทำไมผมจึงกล้าพูดเช่นนี้
ที่กล้าพูดก็เพราะกฎเกณฑ์ของทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั้นอยู่ตรงข้ามกับจินตภาพ
เรื่องชาติในระดับประสานงา
มันเป็นระบบที่
ถือว่าทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน
และไม่ยอมรับอำนาจของรัฐไหนในการกำหนดกติกาอย่างเป็นอิสระ
ไม่ยอมรับข้อจำกัดใด ๆ ในการเคลื่อนย้ายทุนและหากำไรจากทุน
ซึ่งรวมทั้งไม่ยอมรับข้อจำกัดทางความคิดหรือทางศีลธรรมด้วย
ดังนั้นปรากฏการณ์นายทุนทิ้งชาติจึงเป็นเรื่องที่ทั้งถูกต้องและปกติธรรมดา
ในเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน
สำหรับระบบนี้ไม่มีเหตุผลชุดอื่นมาแทนกำไรสูงสุดได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างงานให้คนในชาติ
การกระจายรายได้ให้ชนชั้นผู้เสียเปรียบ
หรือผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากรของรัฐ
ใช่หรือไม่ว่าทุนไทยเองก็กำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าภายในไตรมาสแรกของปี 2555
นักนักธุรกิจไทยได้นำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศถึง 3.08 แสนล้านบาท
(โพสต์ทูเดย์ 8 พค.55) และเมื่อเดือนมกราคม 2556
ก็มีรายงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันว่าโรงงานผลิตเสื้อผ้าและ
รองเท้ายี่ห้อดังของไทยไม่ต่ำกว่า 100
โรงงานกำลังหาทางย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
เพื่อหนีค่าแรงขั้นต่ำใน
ประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท ในจำนวนนี้มีบางโรงงานที่กำลังทยอยเลิกจ้างพนักงานเพื่อปิดกิจการในประเทศ (โพสต์ทูเดย์ 28 มค.56)
แน่นอน
แรงจูงใจสำคัญของนักลงทุนไทย คือค่าแรงราคาถูกและสิทธิพิเศษทางด้านภาษี
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศเวียดนาม ค่าแรงตามเมืองใหญ่อยู่ในระดับวันละ 200
บาท และนอกเมืองออกไปยังต่ำกว่านั้นอีก
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้ากิจการได้ถึง 100
เปอร์เซนต์ ด้วยเหตุนี้ภายในครึ่งปีแรกของ 2556 ปีเดียว
จึงมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนในเวียดนามถึงกว่า 300 โครงการ คิดเป็นมูลค่า
6,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 183,000 ล้านบาท (โพสต์ทูเดย์ 13 สค.56)
ส่วนกัมพูชานั้น
ค่าแรงยิ่งต่ำลงมาอีก บางแห่งอัตราค่าจ้างรายวันอยู่ที่เพียง 70 บาท
กลุ่มทุนไทยจึงเริ่มดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใกล้ชายแดน
เพื่อรองรับทุนไทยเป็นหลัก (โพสต์ทูเดย์ 25 มีค. 56)
ทั้งหมดนี้เป็น เพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการลงทุนแบบข้ามชาติของบรรดานักธุรกิจไทย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขยายตัวสู่ประเทศตะวันตกของทุนใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งแรงจูงใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูก เท่ากับการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าระดับโลก
ทั้งหมดนี้เป็น เพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการลงทุนแบบข้ามชาติของบรรดานักธุรกิจไทย ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการขยายตัวสู่ประเทศตะวันตกของทุนใหญ่อีกหลายเจ้า ซึ่งแรงจูงใจอาจจะไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงราคาถูก เท่ากับการช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดสินค้าระดับโลก
ดังนั้น
เราจะเห็นได้ว่าทุนข้ามชาติกับทุนทิ้งชาติแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน
และมันคงเป็นเรื่องยากสิ้นดีที่จะเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำหน้าที่ช่วยลด
ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคม
แม้แต่เสรีภาพในจินตภาพของระบบนี้ก็ดูจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการค้าการลงทุน
เสรี ตลอดจนการบริโภคเสรีเท่านั้น
ในเมื่อสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว ผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นนายทุน
(ทั้งทุนไทยและต่างชาติ)
จึงไม่อาจถูกรัฐใช้เสื้อคลุมชาตินิยมมาปกปิดได้ง่าย ๆ เหมือนเดิม
ขณะเดียวกันเสื้อคลุมรัฐชาติก็หลุดลุ่ยเองด้วย
เพราะรัฐกำลังกลายเป็นทั้งพนักงานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่รักษาความ
ปลอดภัยให้ระบบทุนเท่านั้น
อันที่จริง นี่ไม่ใช่สภาพที่เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว หากเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งเกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจในโลกตะวันตกด้วย
โจเซฟ สติกลิตซ์
นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลยืนยันว่าทุนนิยมโลกาภิวัตน์กำลังสร้างความ
เหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วขึ้นในสังคมอเมริกัน
ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย
เขาได้ชี้ให้
เห็นว่า ระบบการเมืองอเมริกันซึ่งเป็นประชาธิปไตยเก่าแก่ที่สุดในโลก
กำลังถูกบิดเบือนให้กลายเป็น ‘ระบบหนึ่งดอลล่าร์หนึ่งคะแนน’
แทนที่จะเป็นไปตามหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียงดังที่เคยเป็นมา
ประชาชนคนส่วนใหญ่แทบไม่สามารถกำหนดเส้นทางเดินของประเทศได้เลย
เพราะอิทธิพลของกลุ่มทุนและพวกที่ถือครองความมั่งคั่งสูงสุด (โจเซฟ
สติกลิตซ์/ สฤณี อาชวานันทกุล แปล/ ราคาของความเหลื่อมล้ำ/ 2556 น.225-260)
พูดก็พูดเถอะ ในระยะหลัง ๆ
ถ้ารัฐบาลมีท่าทีจะปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีที่ส่งผลกระทบถึงพวกเขา
เศรษฐีอเมริกันก็พร้อมจะใช้ไม้ตาย ด้วยการโอนไปถือสัญชาติอื่น
เฉพาะครึ่งปีแรกของ 2556 พวกเขาก็ทำเช่นนี้เกือบ 2 พันคน
และเมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปีนี้กับปีก่อน
จำนวนเศรษฐีทิ้งสัญชาตินับว่าเพิ่มขึ้นถึง 6เท่า
เนื่องจากนโยบายภาษีของรัฐบาลพรรคเดโมแครต ( โพสต์ทูเดย์ 12 สค.56)
สำหรับเรื่องนี้ พฤติกรรมของเศรษฐีในประเทศแถบยุโรปก็ไม่ต่างกัน
แน่ละ
ในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์
ผมคิดว่านายทุนใจดีที่เห็นอกเห็นใจผู้เสียเปรียบย่อมมีอยู่
แต่ถ้าพูดโดยภาพรวมของทุนนิยมโลกาภิวัตน์แล้ว
ก็คงต้องสรุปว่ามันเป็นระบบที่หากปล่อยไว้โดยลำพัง
ย่อมไม่สามารถจัดสรรผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
ดังนั้น
ผลกระทบจากทุนนิยมไร้พรมแดนที่มีต่อประเทศไทยจึงมีนัยยะทางการเมืองอย่าง
ใหญ่หลวง
มันหมายถึงว่าในด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการเมืองมาแก้ไข
ปัญหาเศรษฐกิจ ที่แก้ไขตัวเองไม่ได้
และในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแก้ไขปมเงื่อนทางการเมืองที่โลกาภิวัตน์มาผูกมัดไว้
ด้วย ทั้งสองด้านนี้บางทีอาจจะต้องสะสางไปพร้อม ๆ กัน
ถามว่าแล้วอันใดเล่าคือคือปมปัญหาทางการเมืองอันเนื่องมาจากระบบทุนนิยมแบบ
ข้ามชาติ และกระบวนการทางการเมืองแบบไหนบ้างที่จะช่วยคลายปมเหล่านั้น
ต่อเรื่องนี้ผมคิดว่าเราอาจพิจารณาได้เป็น 3 ระดับด้วยกัน
ในระดับรัฐ
(state level)
เราควรตระหนักว่าโลกาภิวัตน์ทำให้ความเป็นรัฐชาติของไทยว่างเปล่าขึ้นเรื่อย
ๆ
เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัด
ส่วนที่สูงมาก
อีกทั้งตลาดก็กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รัฐเข้าไปแตะต้องไม่ได้
การเลื่อนไหล
เข้าออกของทุนและแรงงานทำให้จินตภาพความเป็นชาติเจือจางขึ้นทุกที
นายทุนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยในสัดส่วนมหาศาล
ขณะที่ผู้ใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนนับล้านก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
ของระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม
ในทัศนะของผม ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
หากอยู่ที่การกลบเกลื่อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยวาทกรรมที่หมดสมัย
เช่นเดียวกับ
เรื่องชนชั้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพูดกันตรง ๆ
ว่ารัฐไทยไม่เหมือนเดิม และสังคมไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
มันไม่ได้เป็นก้อนเดียวโดด ๆ อีกทั้งไม่ได้ประกอบด้วยคนไทยล้วน ๆ
เราจะจัดที่จัดทางให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างไรยังเป็นเรื่องที่จะ
ต้องศึกษาค้นคว้า แต่ที่แน่ ๆ
คือรัฐไม่ควรอ้างว่าผลประโยชน์ของทุนเป็นผลประโยชน์ของชาติอีก
ในยุคที่ช่อง
ว่างทางชนชั้นถ่างห่าง จินตภาพเรื่องส่วนรวมพร่ามัว
รัฐไทยยิ่งจำเป็นต้องขยายบทบาทในการบริหารความเป็นธรรม
ทั้งสังคมและรัฐจึงจะอยู่รอดได้
และเพื่อจุดมุ่งหมายนี้บางทีรัฐอาจจะต้องยอมปรับโครงสร้างอำนาจของตนเอง
โดยกระจายอำนาจสู่หัวเมืองต่างจังหวัดและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
เพื่อว่าประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ
จะได้มีเครื่องมือมากขึ้นในการคุ้มครองอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของพวกเขา
ก่อนที่โลกาภิวัตน์จะถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่าง
อันดับต่อมา
ในระดับระบอบการเมือง (regime level)
ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกคว้านไส้ออกไปหลายเรื่อง
เพราะนโยบายหลักหลายอย่างกลายเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นในหลาย ๆ
กรณีเจตจำนงของประชาชนจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำการเมืองตอบสนองไม่ได้
พูดอีกแบบหนึ่ง
คือ กลไกตลาดเสรีกำลังทำให้เนื้อในของระบอบประชาธิปไตยว่างเปล่า
เพราะผู้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของศูนย์อำนาจ
มากกว่าปวงชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตย
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทิศทางการจัดการสังคมของกลไกตลาด
ไม่ได้สอดคล้องกับเสียงของประชาชนเสมอไป
กระทั่งเป็นการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของประชาชนอยู่โดยอ้อม
เรียนตรง ๆ
นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราควรมองเห็นว่าเป็นปัญหา
มิฉะนั้นแล้วจะเท่ากับช่วยกันสร้างภาพลวงตาว่าในระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี
นิยมใหม่ ประชาชนสามารถกำหนดได้ทุกอย่าง ทั้ง ๆ
ที่โดยความเป็นจริงประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายพื้นฐานได้เลย
แม้แต่ผู้นำการเมืองก็ยังต้องคอยเสาะหาช่องเล็กช่องน้อยคิดนโยบายที่ไม่ขัด
แย้งกับตลาด หรือไม่ขัดใจทุนนิยมโลก ออกมาเป็นนโยบายหาเสียง
แทนที่จะคิดถึงนโยบายใหญ่ ๆ ที่เป็นทางเลือกเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น
ประเทศไทยคงฝากประชาธิปไตยไว้กับสถาบันและกระบวนการที่เป็นทางการอย่างเดียว
ไม่ได้ หากต้องประสานบทบาทของการเมืองภาคประชาชน
และการเมืองมวลชนเข้ากับระบบรัฐสภา
ทั้งนี้เพราะพลังทั้งสองส่วนต่างก็มีปัญหากับทุนนิยมโลกไปคนละแบบ
และมีแรงจูงใจสูงที่จะอาศัยมาตรการทางการเมือง
สำหรับฝ่ายแรก
นั้นมักประกอบด้วยกลุ่มประชาชนที่ต้องการอยู่นอกตลาดเสรี
ส่วนฝ่ายหลังแม้จะเป็นชนชั้นที่ต้องอยู่กับตลาดแต่ก็อยู่อย่างเสียเปรียบ
ปราศจากอำนาจต่อรอง ด้วยเหตุดังนี้
ฝ่ายหนึ่งจึงเรียกร้องพื้นที่จัดการตัวเอง
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการพื้นที่ในกระบวนการกำหนดนโยบาย
ต่อไป
เรามาพูดกันถึงผลกระทบของโลกภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในระดับรัฐบาล (government
level) ในระดับนี้ ความยากลำบากที่สุดอยู่ที่บทบาทการเป็นผู้นำประเทศ
หรือผู้นำของฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้เนื่องจากกรอบอ้างอิงเรื่องผลประโยชน์ส่วนรวมแบบเก่าเริ่มใช้ไม่ได้
เศรษฐกิจไร้
พรมแดนทำให้ผลประโยชน์ต่างชาติกับของคนในประเทศไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไป
ขณะที่ผลประโยชน์ของชนชั้นที่ได้เปรียบก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับของชนชั้นที่
เสียเปรียบ
ยังไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มประชาชนในอีกสารพัดเรื่อง
ซึ่งทำให้ยากต่อการเหมารวมว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อคนไทยทุกคน
ในเมื่อรัฐบาล
ขาดข้ออ้างที่ทุกฝ่ายยอมรับ
การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
จนกลายเป็นวิกฤตฉันทานุมัติ (Political Consensus) อย่างต่อเนื่อง
มวลชนจำนวนมหาศาล และหลายหมู่เหล่า
เริ่มเห็นว่ารัฐไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องเชื่อฟังกันโดยปราศจาก
เงื่อนไข
ดังนั้นจึงพร้อมจะกดดันรัฐบาลให้ค้ำประกันผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของพวก
เขา
ตามความเห็นของ
ผม วิธีแก้ไขสภาพดังกล่าวไม่อาจเป็นอย่างอื่น
นอกจากจะต้องยอมรับว่าสังคมไทยไม่ได้ประกอบด้วยราษฎรก้อนเดียวที่รักกันอยู่
ตลอดเวลา
และใครก็ตามที่มีบทบาทนำพาประเทศจะต้องเลิกอ้างอิงผลประโยชน์แห่งชาติแบบลอย
ๆ เพื่อปกปิดผลประโยชน์ทางชนชั้นเสียที
เพราะถึงอย่างไรก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว
อันที่จริงผล
ประโยชน์อันล่อนจ้อนของนายทุนก็มีส่วนทำให้ชนชั้นล่าง ๆ
ไม่มีทางเลือกมากนัก
นอกจากจะเรียกร้องผลประโยชน์อันล่อนจ้อนของชนชั้นตนด้วย
ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ราคาข้าว ราคายาง หรือค่าชดเชยเรื่องมลภาวะ
พูดกันง่าย ๆ คือไม่มีใครยอมอ่อนข้อ
หรือเสียสละเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าปีนี้มีการชุมนุมของ ประชาชนไทยมากกว่า 3,000 ครั้ง และในจำนวนนั้นเป็นการประท้วงหรือเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจปากท้องถึง 1,939 ครั้ง ที่เหลือเป็นเรื่องการเมือง (ไทยรัฐ 8 ตค.56)
ล่าสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยเมื่อต้นเดือนตุลาคมว่าปีนี้มีการชุมนุมของ ประชาชนไทยมากกว่า 3,000 ครั้ง และในจำนวนนั้นเป็นการประท้วงหรือเรียกร้องเรื่องเศรษฐกิจปากท้องถึง 1,939 ครั้ง ที่เหลือเป็นเรื่องการเมือง (ไทยรัฐ 8 ตค.56)
แน่ละ
เราอาจตีความได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงสิทธิเสรีภาพของชาว
ไทยในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับความเสมอภาคและความเป็นธรรมแล้วเห็นทีจะไม่ใช่
ข้อเท็จจริงคือผู้คนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์
และไม่มีใครยอมรับความเดือดร้อนนี้โดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน
ดังนั้น
ผู้นำการเมืองที่ตื่นรู้จึงควรย้ายฐานความชอบธรรมของอำนาจไปสู่การสนองผล
ประโยชน์รูปธรรมของประชาชนให้มากขึ้น
ยอมรับว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทบริหารความเป็นธรรมและแก้ไขความเหลื่อมล้ำที่
เกิดจากกลไกตลาด
รวมทั้งต้องรับฟังเสียงของประชาชนที่หลากหลายแตกต่างไม่เฉพาะในช่วงเสียง
เลือกตั้ง หากตลอดช่วงที่อยู่ในอำนาจ และในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ
หากทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับแปรวิกฤตฉันทานุมัติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตย
ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ผมต้องขออภัยที่ได้ใช้เวลาค่อนข้างมากในการพูดถึงความเหลื่อมล้ำ
และผลกระทบที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม
ผมคิดว่าประเด็นนี้คือปัญหาใหญ่สุดของยุคสมัย ทั้งของโลกและของบ้านเรา
มันเป็นสถานการณ์ที่สาปแช่งคนจำนวนมหาศาล
ให้จมปลักอยู่กับความต่ำต้อยน้อยหน้า อับจนข้นแค้น
และเสียโอกาสที่จะได้ลิ้มรสความเจริญ
วันนี้ ผมขออนุญาตเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องเหล่านั้น เพราะผมคิดว่าพวกเขามีโอกาสน้อยเกินไปในการพูดถึงความเสียเปรียบของตน
โดยสารัตถะแล้ว สิ่งที่ผมพูดก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยพูดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ไม่ได้หลุดไปจากความฝันเดือนตุลาคมที่หมุดประวัติศาสตร์กำลังจะจดจารึกไว้
เพียงแต่ว่าในวันนี้ บริบทที่เปลี่ยนไปของโลก ทำให้เราเห็นพ้องต้องกันน้อยลง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติรับฟัง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น