ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระ
37 ปี 6 ตุลา , 31 ปีออกจากป่า ผมไม่ใช่นักปฏิวัติอีกแล้ว
แปลว่าผมไม่เห็นด้วยกับวิถีการเปลี่ยนแปลงฉับพลันทันใด
เกิดการแตกหักระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ซึ่งเลี่ยงไม่พ้นความรุนแรง
ไม่เห็นด้วยกับการ “โค่นล้มสังคมทราม” “จับอาวุธถั่งโถมโหมแรงไฟ” ประชาชนลุกฮือกวาดล้างความเลวร้าย แล้วหลังจากนั้นก็มีชีวิตที่ happily ever after
ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน เหมือนดอกบัวผุดจากโคลนตม ผมจึงไม่เชื่อการปฏิวัติ การโค่นล้ม เพราะไม่คิดว่าสิ่งที่ได้มาจะคุ้มค่ากับการสูญเสีย ไม่ว่า “โค่นทุนสามานย์” หรือ “โค่นอำมาตย์”
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผมเสนอความเห็นเกี่ยวกับยุทธวิธี ผมจึงมักสนับสนุนการประนีประนอม หลีกเลี่ยงการปะทะ หรือแม้แต่ “เกี้ยเซี้ย” ในบางครั้ง ถ้าวิธีการนั้นไม่ลบล้างทำลายหลักการ เพียงแต่ยืดเวลาออกไปแล้วได้ผลเฉพาะหน้า
การปฏิวัติไม่เคยคุ้มค่าการสูญเสีย เพียงแต่ในอดีตที่ต้องเกิดขึ้น ก็เพราะชนชั้นปกครองกดขี่บังคับประชาชนจนไม่มีทางเลือก ถ้าเราถามสปาร์ตาคัสและเหล่านักรบทาสที่ลุกขึ้นสู้จักรวรรดิโรมันว่า สังคมในอุดมคติคืออะไร พวกเขาไม่เคยคิดหรอก แต่สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย ถ้าเราถามประชาชนฝรั่งเศสที่ลุกฮือโค่นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ว่าเข้าใจประชาธิปไตยแค่ไหน พวกเขาไม่คิดมากหรอก แต่เหลืออดกับราชาธิปไตยแล้ว ถ้าเราถามประชาชนรัสเซียที่ลุกฮือโค่นพระเจ้าซาร์ ว่าต้องการสังคมนิยมหรือเปล่า พวกเขาไม่รู้หรอกว่าต่อมาจะมีระบอบสตาลิน แต่วันนั้น ถ้าพระเจ้าซาร์ยังครองอำนาจก็อดตาย
เหมือนถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะเข้าป่าไหม ยังไงก็ต้องเข้า เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาทำให้เราต้องเลือก ว่าจะสู้หรือจะทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แต่ถ้าถามว่าวันนี้ ผมอยากให้เกิดการลุกฮือ แตกหัก “โค่นอำมาตย์” ไหม ยังไงผมก็ไม่อยากเห็น ผมยอมรับการ “เกี้ยเซี้ย” ที่อาจจะแก้ปัญหาอะไรๆ ได้เพียง 20-30% มากกว่า
หลัง 6 ตุลา ที่จริงผมเลือกได้ เพราะผมไม่ใช่แกนนำ เป็นแค่ผู้ตาม หางแถวขบวนการนักศึกษา ติดคุก ร.ร.พลตำรวจบางเขนอยู่ 4-5 วัน พ่อแม่ประกันตัวพากลับบ้าน ลาออกจากธรรมศาสตร์แล้วสอบเอนทรานซ์ใหม่ (ผมไม่เคยเข้าเรียน มัวแต่ทำกิจกรรมกับทำตัวเหลวไหล โปร 3 ครั้ง ถ้าไม่เกิด 6 ตุลาก็ไทร์อยู่ดี)
ผมเข้าป่าปี 20 ทั้งที่ไปเรียนที่ใหม่แล้ว ผมไม่ใช่ผู้กล้าหาญ ขี้ขลาดด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดก็เข้าป่า เพราะทนไม่ได้ที่จะอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี บางคนอาจว่าคิดแบบเด็กๆ แต่ความรู้สึกวันนั้นคือ ผมสูญเสียความเคารพในตัวเอง ไม่สามารถ Walking Tall เมื่อรู้สึกว่าเพื่อนตาย เพื่อนสู้ แต่ผมเอาตัวรอด
พูดยังกะพระเอก สงสัยดูหนังมากไป แต่ก็เป็นสัจธรรม ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้ บางครั้งคุณค่าของชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็สำคัญกว่าการมีชีวิตอยู่ บางครั้งคนเราก็ต้องสู้ ทั้งที่รู้ว่าแพ้หรืออาจไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่นั่นแหละคือความเป็นมนุษย์
บทเรียนเจ็บซ้ำซ้อน
นักวิชาการรุ่นหลังวิพากษ์คนเดือนตุลาว่า เขียนเรื่องในป่ามักเล่าแต่ความทรงจำดีๆ เล่าเรื่องสงคราม สู้ความยากลำบาก ดัดแปลงตนเองกับกรรมกรชาวนา... จริงด้วย ไม่ค่อยมีใครเขียนเรื่องความขัดแย้งกับ “จัดตั้ง” จนแตกหักและออกจากป่า
มีเขียนเรื่องถกเถียงทางทฤษฎี กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ชนบทล้อมเมือง ฯลฯ แต่ไม่มีบันทึกความทรงจำ ดูเหมือนเราอยากเก็บแต่ความทรงจำดีๆ เท่านั้น
ความขัดแย้งกับจัดตั้ง รุนแรงกระทั่งนักศึกษาทยอยออกจากป่า พ่ายแพ้ เจ็บปวด สิ้นหวัง กลับสู่ความเคว้งคว้างว่างเปล่า อุดมการณ์ที่ตั้งมั่นว่าจะอุทิศแม้ชีวิต พังทลายไปต่อหน้า
“ฉันเหนื่อย ฉันเพลีย ฉันเหงา” เพลงพี่หงาให้ความรู้สึกชัดเจน
อันที่จริงควรเป็นบทเรียนแก่ “คนเดือนตุลา” ว่าแม้เรายังร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย แต่เป้าหมาย สังคมอุดมคติ และวิธีการไปถึง ต้องเปลี่ยนแปลงหมด
ความขัดแย้งกับ พคท.ให้อะไร บอกก่อนผมไม่ใช่นักทฤษฎี เข้าขบวนการนักศึกษาแบบเอะอะเฮฮา ชุมนุม เดินขบวน ปิดโปสเตอร์ เล่นลำตัด ไม่ค่อยศึกษาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์-เลนิน จนปูนนี้ก็อ่านไม่ถึง 10 เล่ม (อะไรวะ ก้าวหนึ่งก้าว ถอยสองก้าว) แต่อ่านตำนานเดินทัพทางไกล อ่านสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เพราะอ่านง่าย อธิบายทฤษฎีประกอบการปฏิบัติ
ก่อนเข้าป่าผมรู้ทฤษฎีงูๆ ปลาๆ เข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร ก็ได้รับการปลูกฝังให้เชื่อพรรคเชื่อจัดตั้ง มุ่งมั่นดัดแปลงตนเองท่ามกลางการปฏิวัติ เพราะเราเป็น “นายทุนน้อย” ชนชั้นที่ไม่พึงปรารถนา ทุกสัปดาห์ต้องคิดหาเรื่องมา “วิจารณ์ๆตนเอง” ต้อง “อ่อนน้อมถ่อมตนทำให้คนก้าวหน้า เย่อหยิ่งทำให้ล้าหลัง”
ความขัดแย้งมาถึงเขตผมราวปี 23 ตอนแนวหลังถูกตัด เพราะ พคท.”ตามก้นจีน” เมื่อจีนทำสงครามกับเวียดนาม ลาวก็ปิดเส้นทางลำเลียง เขต 8 ดอยยาวผาหม่นเป็นเขตเล็กๆ ต้องพึ่งแนวหลังจึงลำบาก รัฐบาลกำลังสร้างทางผ่าฐานที่มั่นลึกเข้ามาทุกที
สหายนักศึกษาระดับแกนนำ ผู้ขึ้นลงระหว่างเขต 8 กับเขตงานใหม่ ซึ่งตอนนั้นมีหลายเขตในเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ขึ้นมาเล่าถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ “ชนบทล้อมเมือง” การบุกเบิกเขตงานใหม่ด้วยความคิดชี้นำต้องสร้างฐานที่มั่น ส่งสหายหน่วยละ 3 คนไปซุ่มซ่อนตามป่า “ทำงานมวลชน” หวังดึงคนเข้าร่วมแล้วแตกเสียงปืนสร้างเขตปลดปล่อย สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว
นั่นทำให้เราตื่น ลืมตา วิพากษ์ชนบทล้อมเมือง กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ตามกระแสสูงขณะนั้น แล้วก็ไปกระทบ “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” ของ พคท.ที่ไม่เคยฟังความเห็นจากข้างล่าง (หรือฟังแต่ไม่รับ) จากนั้นก็เหมือนกับเขื่อนแตก เกิดวิกฤติศรัทธา เราเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ท่วงทำนอง วิธีคิด วิธีการทำงานของสหายนำ ที่เคยพบเห็นแต่เก็บกักไว้เพราะเชื่อมั่นศรัทธา พอกรุแตกก็ทะลักออกมาท่วมท้น ตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ “จัดตั้ง” ซึ่งเราเคยเชื่อมั่นเชื่อฟังกลายเป็นตัวตลก หรือผู้ร้าย บางจุดโดยเฉพาะในกองทหารซึ่งสหายนำเป็นนักรบแกร่งกร้าว มีการปะทะทางความคิด คำพูด อารมณ์ มีสหายม้งสหายชาวนา หรือนักศึกษาบางคน เข้าข้างจัดตั้ง ก็แยกขั้วเป็น “กบฏ” กับ “องครักษ์”
ความขัดแย้งในพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าคุณคิดต่าง ก็เป็น “ลัทธิแก้” บังอาจวิจารณ์พรรคก็เป็น “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” มีโทษถึงตาย เหมาเจ๋อตุงจึงฆ่าหลิวเซ่าฉี จับเติ้งเสี่ยวผิงเข้าคุก สตาลินส่งอเลน เดอลอง ตามไปเอาขวานจามทรอตสกี้ถึงเม็กซิโก (The Assassination of Trotsky, 1972 แบบว่าชอบโรมี ชไนเดอร์)
นักศึกษาโดนข้อหาร้ายแรงไม่ต่างจาก “ล้มเจ้า” ในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงกว่าด้วยซ้ำ เพราะอยู่ในสถานการณ์สู้รบเพลี่ยงพล้ำ ความเป็นอยู่ทุกข์ยาก ฐานที่มั่นกำลังจะแตก ปัญญาชนดันสร้างความระส่ำระสาย จึงถูกชี้หน้าเป็น “นายทุนน้อยโลเล” “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อทำหัวเสธ”
ยังดีที่จัดตั้งเขต 8 และกรรมการจังหวัดไม่ใช่อำมาตย์ดื้อรั้น ไม่อัตตาแก่กล้าเหมือนทางใต้ กระนั้นนักศึกษาก็ “เสียติด” ร้องห่มร้องไห้ บางคนพยายามฆ่าตัวตาย อารมณ์อ้างว้างอ่อนไหวของ “นายทุนน้อย” ขึ้นสูง ท้ายที่สุดก็ทยอยออกจากป่าเป็นทิวแถว
ไม่มีคนรุ่นไหนผิดหวังเจ็บปวดรุนแรงซ้ำซ้อนเท่าคนเดือนตุลา จากเมืองสู่ป่า จากป่ากลับเมือง การแสวงหาจบลงด้วยความสูญเสียและว่างเปล่า ที่เหลืออยู่กับเราคือบทเรียน
ไม่มีสังคมอุดมคติ
ผมออกจากป่าช้ากว่าคนอื่น เพราะ Hurt น้อยกว่าคนอื่น ไม่ใช่มีสติ ใช้ปัญญา สุขุมนุ่มลึกอะไรหรอก แต่เพราะเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน ไม่ใช่พวกทุ่มเท เอาการเอางาน เป็นลูกที่ดีของพรรค ลูกที่รักของประชาชน ซึ่งคนที่ทุ่มเทมาก ยิ่ง Hurt มาก
ผมย้ายไปอยู่กับสหายนำที่เป็น “คนดี” ชาวพรรคคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ มีชีวิตทุกข์ยากตั้งแต่เด็กจนเข้าขบวนปฏิวัติ เสียสละทุกอย่างเพื่อพรรค ยืนหยัด มั่นคง เป็นแบบอย่าง “ลุงสรรค์” ที่ผมเคารพมีปอดข้างเดียว แต่ไม่ยอมรับสิทธิพิเศษใดใด
แต่ลุงก็สื่อสารกับเราไม่ได้ มีแต่ความเคารพรัก อารมณ์ศิลปินเปิดเปิงลุงเอาไม่อยู่ ช่วงนั้นจึงได้ร้องเพลง “เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ” พร้อมกับหลั่งน้ำตาส่งสหายเดินทางกลับไม่หยุดหย่อน
อย่างไรก็ดี การออกป่าช้ากว่าคนอื่น ทำให้ผมได้ทำความเข้าใจเหล่าสหายนำหลังอารมณ์คลี่คลาย ตัวอย่างเช่นเลขาเขต ผมเพิ่งรู้ว่าแกเป็นลูกคนจีนเกิดในไทย พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองจีนตั้งแต่ยุค 2500 แล้วก็ไปเข้าพรรค ถูกส่งมาดูแลเขตม้ง ลุงเป็นคนอ่อนโยน นิ่มนวล คอยประสานความแตกต่าง แก้ปัญหาสารพัดอย่างอดทน แต่ก็อ้างว้าง นอกจากภรรยากับลูกเล็กๆ (แต่งช้า มีลูกช้า ตามหลัก 3 ช้า) รอบข้างมีแต่ชนชาติม้ง
ลุงเป็น “คนดี” พร้อมกับเป็นคนธรรมดาเหมือนเรา มีด้านที่ผิดพลาด มีด้านที่อ่อนแอ สหายนำส่วนใหญ่ก็คือผู้มีอุดมการณ์ที่ถูกตัดขาดจากสังคมมา 20 กว่าปี ไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจสังคมไทย อยู่กับความเคยชินเก่าๆ ตอนแรกเราถูกปลูกฝังให้มองเป็น “เทพ” แต่เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาก็พลิกกลับเป็นผู้ร้ายหรือตัวตลก
นี่คือบทเรียนว่า “คนดี” ไม่ใช่พหูสูต เราควรเคารพ “คนดี” แต่ “คนดี” ไม่สามารถชี้นำทุกสิ่งอย่าง “คนดี” อย่าง พคท.ไม่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงสังคม “เผด็จการคนดี” อย่างสังคมนิยมจีนก็นำประเทศไปเกือบล่มสลาย
ความขัดแย้งกับจัดตั้งทำให้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจากเดิมที่เป็น เด็กมากๆ ว่ากันว่าความเป็นผู้ใหญ่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด จึงเข้าใจชีวิต เข้าใจคนมากขึ้น วิกฤตศรัทธาครั้งนั้นทำให้เราเจ็บปวด ระเบิดอารมณ์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมอยู่ท่ามกลางเพื่อนพ้องที่ “เสียคิด” ร่วมยี่สิบคน แต่ละคนก็แสดงออกต่างกันไป บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างซึมเศร้า ได้แต่ปลอบโยนสหายหญิง 2-3 คนไม่ให้ฆ่าตัวตาย ผมได้เห็นคู่รักหลายคู่ต้องเลิกร้างกัน ระหว่างที่ต่างคนต่างเสียคิด พร้อมกับเห็นบางคู่พบรักกันเพราะความเคว้งคว้าง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร
นี่รวมทั้งได้เห็นความกล้าความขลาดพลิกผันในสงคราม สหายม้งคนหนึ่งเป็นนักรบห้าวหาญ เป็นผู้นำหน่วย แต่พอโดนยิงบาดเจ็บก็ “หักศึก” กลายเป็นหวาดผวา ขณะที่เด็กหนุ่มชาวนา ซึ่งถูกพาขึ้นป่าอย่างไม่รู้เดียงสา ตอนแรกเป็นเด็กมีปัญหา แต่ต่อมากลายเป็นนักรบบ้าบิ่น มุทะลุ และเสียสละอย่างน่าเศร้า
ผู้คนรอบข้างซับซ้อนกว่าที่เราคิด และไม่สามารถทึกทักตัดสินเขาด้วยปรากฏการณ์เพียงบางอย่าง
ผมลงจากเขต 8 แต่ยังไม่ออกจากขบวน ลงมาอยู่เขตงานใหม่ที่ อ.พาน เขตเดียวในภาคเหนือตอนบนที่ยังขยายงานได้
เขตพานประสบความสำเร็จเพราะฉีกตำรา “ชนบทล้อมเมือง” ของ พคท. ผู้นำคือ “สหายอินทร” สมบัติ ณ สุนทร อดีตนายกสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ซึ่งเคยเคลื่อนไหวมวลชนทีบ้านเกิดไว้ตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา และพากันเข้าป่าเป็นสิบๆ คน อ.พานไม่มีป่าใหญ่ จัดตั้งจึงส่งพวกเขาไปทำงานที่อื่น แล้วล้มเหลว พวกเขาตัดสินใจกลับบ้าน สร้างเขตจรยุทธ์มอเตอร์ไซค์ อาศัยนอนบ้านมวลชนโดยไม่ต้องมีป่า สถาปนาอิทธิพล พคท.โดยกำจัดอิทธิพลท้องถิ่น 2-3 คน ขับไล่ตำรวจ สรรพสามิต ให้ต้มเหล้าเสรี เจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุมหรือรีดไถ ยึดหลักเอาชนะทางการเมืองด้วยผลประโยชน์ประชาชน
ผมอยู่ อ.พานร่วมปี แต่สุดท้ายก็ต้องสลายเขตงาน สหายชาวนามอบตัว ผมกลับมารายงานตัวที่เศรษฐศิริ หลายปีต่อมา อินทรถูกยิงตายอย่างที่เราได้แต่คับแค้นใจ
เมืองพานต้องสลายเพราะเขตงานอื่นล่มสลาย เราเขตเดียวอยู่ไม่ได้ เขต 8 แตกเมื่อต้นปี 2525 นักรบจากเมืองพานที่ขึ้นไปปกป้องฐานที่มั่นต้องถอนกลับบ้าน สหายม้งก็มอบตัว
ผมกลับมาพร้อมกับตกผลึก ว่าไม่ใช่แค่ปัญหาวิเคราะห์สังคมผิด ยุทธศาสตร์ผิด แต่ยิ่งกว่านั้นคือ อุดมการณ์สังคมนิยมล้มเหลว
ตลกร้ายทางประวัติศาสตร์คือ จีนโค่น “แก๊ง 4 คน” วันที่ 6 ตุลาคม 2519 พอดี เติ้งกลับมามีอำนาจและเปลี่ยนแนวทางใหม่หมด จีนเสียหายอย่างหนักจากการปฏิวัติวัฒนธรรม พวกเรดการ์ด “ล่าแม่มด” จับสมาชิกพรรครุ่นเก่ามาประจานเป็น “ลัทธิแก้” เศรษฐกิจทั้งประเทศเป็นระบบรัฐวิสาหกิจที่ห่วยแตก ทุกคนเป็นลูกจ้างของรัฐ ขยัน ขี้เกียจ ก็ได้ค่าตอบแทนใกล้เคียงกัน สหายที่กลับจากจีนเล่าว่าไปซื้อของในร้าน พอกดออดเลิกงาน พนักงานทิ้งลูกค้าหน้าตาเฉย
นั่นคือความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ภาคที่ว่าด้วยสังคมอุดมคติ สังคมพระศรีอาริย์ มาร์กซ์เชื่อว่าทรัพย์สินส่วนบุคคลคือที่มาของความโลภ และการกดขี่ขูดรีด แต่ในมุมกลับของชีวิต กิเลส ตัณหา ราคะ โลภ โกรธ หลง ความอยากได้ใคร่มี คือแรงผลักให้โลกหมุนไปข้างหน้า เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพพยายามจำกัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ทำให้ประเทศเกือบล้มละลาย ในทางการเมือง “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” ก็สร้างโศกนาฏกรรมอย่างโหดร้าย
ไม่ว่า พคท.วิเคราะห์สังคมอย่างไร การปฏิวัติก็ไปไม่รอดอยู่ดี สังคมไทยปี 2524-25 เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ใครพยายามนำมวลชนปฏิเสธระบบ ออกไปต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มีแต่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ประชาชน
ผมทำงานมวลชนกับหมู่บ้านที่ทำสวนผัก ความทุกข์ยากไม่ได้มาจากเจ้าที่ดิน แต่ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ตามดัชนีหั่งเช้งในกรุงเทพฯ บางวันผักชีเหลือกิโลละ 50 สตางค์ ชาวบ้านเททิ้งน้ำลอยเป็นแพ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาปืนไปยิงใครให้ผักชีราคาสูงขึ้น
เรื่องตลกที่ผมเล่าบ่อยๆ คือพวกเรานัดชาวนามา “ศึกษา” ที่กระท่อมปลายนาตอนสองทุ่ม รอแล้วรอเล่าจนสี่ทุ่มถึงมา ปรากฏว่ากำลังติดหนัง “กระบี่ไร้เทียมทาน” ฮุ้นปวยเอี้ยงทำให้ทีวีแพร่หลายไปทั่วทั้งชนบท
ทุนนิยมกับอุดมคติ
อุดมการณ์สังคมนิยมล่มสลาย แม้แต่จีนยังกลับมาพัฒนาทุนนิยม พิสูจน์ว่าสังคมต้องเดินไปบนวิถีทุนนิยม แม้ทุนนิยมมีด้านที่โหดร้าย กลืนกินผู้ด้อยโอกาส ภายใต้การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”
แต่นั่นคือธรรมชาติสังคม กิเลส ตัณหา โลภ โกรธ หลง ความอยาก ความต้องการ ผลประโยชน์ อำนาจ ผลักดันให้มนุษย์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาไปข้างหน้า ขณะที่ความรัก ความห่วงใย คุณธรรม ความมีเมตตา ก็ตามมากำกับควบคุม เหนี่ยวรั้ง หรือยับยั้ง ผลกระทบที่เกิดต่อมวลมนุษย์
เป็นเช่นนี้มานับหมื่นปี ตั้งแต่สมัยนีแอนเดอธัลแมน ความเห็นแก่ตัวกับความเป็นสัตว์สังคม ความรักกับการต่อสู้ แก่งแย่ง ช่วงชิง เป็นสองด้านของมนุษยชาติเหมือนกลางวันกับกลางคืน ด้านสว่างกับด้านมืด
ฟังเหมือนมองโลกแง่ร้าย แต่ผมไม่เชื่อสังคมอุดมคติแบบยุคพระศรีอาริย์หรือสังคมคอมมิวนิสต์ ไม่แน่ อีกซักสองพันปีอาจเกิดได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องคิด
เมื่อมนุษย์มีอารยะขึ้น ก็พยายามจำกัดการแก่งแย่งช่วงชิงไม่ให้โหดร้ายทารุณ ทุนนิยมจึงมาพร้อมกับประชาธิปไตย เป็นกลไกที่ทั้งเปิดเสรีให้แก่กิเลส ตัณหา ความโลภ ความอยากได้ใคร่มี เพื่อหมุนโลกไปข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็กำหนดให้อำนาจมาจากเสียงข้างมาก ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อกำกับควบคุม แน่นอนว่าทุนเสียงดังกว่า อำนาจมักตกอยู่ใต้เงื้อมมือทุน แต่อำนาจนั้นก็ต้องแคร์คนส่วนใหญ่ คนด้อยโอกาส ซึ่งมีช่องทางมีปากเสียงตามหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
ทั้งสองขั้วต่อสู้กันอยู่เช่นนี้ ไม่มีหยุดนิ่ง
ในสังคมนี้บทบาทของนักอุดมคติอยู่ที่ไหน บทบาทของนักอุดมคติอยู่ที่การต่อสู้เพื่อ “ถ่วงดุล” แต่ไม่ใช่เอาชนะทุนนิยม ถึงอย่างไรทุนนิยมก็ต้องเป็นกระแสนำ การถ่วงดุลเป็นกระแสตาม ตามไปแก้ไข ควบคุม ด้านที่ทุนทำให้เกิดปัญหา ซึ่งมักเริ่มจากคนส่วนน้อยไปสู่คนส่วนใหญ่ จนคนส่วนใหญ่เห็นด้วย บางครั้งอาจพ่ายแพ้ แต่ความพ่ายแพ้นั้นก็ทำให้ทุนนิยมปรับตัว ทุนนิยมจะเกิดวิกฤตกลืนกินตัวเองเป็นระยะ แต่ละครั้งก็ปรับตัว ให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดการแข่งขันรอบใหม่ ก่อนกลืนกินตัวเองอีก เป็น “วงจรอุบาทว์” ที่จำต้องยอมรับ
นี่คือเรื่องเศร้าที่นักอุดมคติต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถเอาชนะทุนนิยม บทบาทของเราคือ “ถ่วงดุล” ตามแก้ไข เพราะถ้า “ศีลธรรมจรรยา” พลิกขึ้นมาเป็นกระแสนำเมื่อไหร่ โลกก็หยุดหมุน เหมือนจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม หรือรัฐอิสลามแบบอิหร่าน ซึ่งถ้าไม่มีน้ำมันก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ผมเป็นนายทุน ไม่ใช่เลย ผมก็เป็นผู้พ่ายแพ้ในสังคมทุนนิยม เพียงตระหนักว่าเราอยู่ในบทบาทของ “ปัญญาชนฝ่ายค้าน” สังคมต้องมีฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ คำว่าฝ่ายค้านแปลว่าเราเป็นเสียงข้างน้อย เป็นผู้แพ้ แต่ผู้แพ้นี่แหละทำให้กระแสหลักปรับตัว
ปัญหาคือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ภายใต้กระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็เกิดกระแสต่อต้านทุนนิยมโลกขึ้น ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องดี ถ้าเป็นกระแสต่อสู้เพื่อยกระดับการถ่วงดุลในปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดจากทุนข้ามชาติ ตั้งแต่การไหลเวียนของเงิน ไปถึงโลกร้อน แต่ก็เกิดกระแสสวิงสุดขั้วไปถึงขั้นปฏิเสธทุนนิยม ขัดขวางการพัฒนาทุนนิยมที่หลายด้านก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม
กระแสต้านทุนนิยมโลกมีทั้งที่อยู่ในกรอบประชาธิปไตย และออกนอกกรอบ เป็นอนาธิปไตย หรือหันไปอิงพลังอนุรักษ์นิยม อิงศาสนา อิงสถาบันหลักต่างๆ ทางวัฒนธรรมประเพณี หรือผสมผสานกันจนกลายเป็นก่อการร้าย (อัลกออิดะห์ก็พัฒนามาจากอุดมการณ์ต่อต้านจักรพรรดินิยม)
รัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก็เป็นการระดมพลังอนุรักษ์นิยม ศีลธรรม จรรยา สถาบันหลัก ต่อต้านทุนนิยมโลก โดยมีนักกิจกรรมภาคประชาสังคมร่วมมือรัฐประหาร สาเหตุหนึ่งแม้ยังไม่อยากสรุปว่าเป็นสาเหตุหลัก คือความต้องการยับยั้งทุนโลกาภิวัตน์
มิพักต้องพูดถึงว่าการปฏิเสธทุนโลกาภิวัตน์ด้วยรัฐประหาร ก็คือการสมคบกับทุนเก่า ทุนผูกขาดดั้งเดิมที่กลัวการเปิดเสรี เป็นการปฏิเสธแบบปิดตาข้างหนึ่งเปิดตาข้างหนึ่ง
คำถามสำคัญคือคนในภาคประชาสังคม โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทชี้นำ ซึ่งจำนวนมากเคยผ่าน 14 ตุลา 6 ตุลา และออกจากป่า ยังคิดเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการคัดค้านทุนนิยม แต่ที่ไปไกลถึงขั้น “โค่นทุนสามานย์” ทั้งที่ควรจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่ไม่มีสังคมอุดมคติมานำเสนอ ก็ยังหน้ามืดตามัว เห็นรัฐประหารร่วมกับชนชั้นนำเป็นการ “ปฏิวัติ” พยายามนำเสนอรูปแบบการปกครองที่ครองอำนาจร่วมกันระหว่างชนชั้นกลางอนุรักษ์ นิยมกับชนชั้นนำจารีต (ซึ่งเอาเข้าจริงเป็นไปไม่ได้)
มันแปลว่าไม่ได้สรุปบทเรียนจากความล่มสลายของอุดมการณ์สังคมนิยม ใช่หรือไม่
ยิ่งกว่านั้นยังสนับสนุนการปลุกระดมมวลชนด้วยอุดมการณ์ราชาชาตินิยม สุดขั้วสุดโต่ง ซึ่งเรื่องตลกคือ ไม่ได้ใช้เพียงอุดมการณ์จารีตเดิม แต่เติมความเกลียดทุนเข้าไปด้วย กลายเป็นขบวนการมวลชนที่มีส่วนผสมของลูกเสือชาวบ้านกับเรดการ์ด
แปลว่าไม่ได้สรุปบทเรียนทั้งจากความเจ็บปวดในฐานะผู้ถูกกระทำเมื่อ 6 ตุลา และความเจ็บปวดจากวิกฤตศรัทธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์
บางคนอาจบอกว่าพวกเขารู้ดี นี่เป็นแค่ยุทธวิธี แต่ถามว่าพวกเขาจะรับผิดชอบอย่างไร ต่อมวลชนที่ปลุกขึ้นมา ให้มีเป้าหมายโคตรยิ่งใหญ่ โค่นทักษิณลงไปแล้วประเทศไทยจะ happily ever after ซึ่งตอนนี้กำลังถูกทอดทิ้งให้อกหัก “เสียคิด” สติแตก หาทางกลับบ้านไม่ได้
ไม่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์
ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายไปสู่เป้าหมายในอุดมคติ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” เพราะความเป็นจริงเรายังอยู่ในประชาธิปไตยทุนนิยม เพียงต้องพัฒนาให้มีสิทธิเสรีมากขึ้น มีที่มาของอำนาจชัดเจน ลดบทบาททุนเก่า อำนาจจารีต ที่เสียงดังทั้งที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สังคมอุดมคติ ที่ต้องแลกมาด้วยการนองเลือด ด้วยความรุนแรง หรือด้วยการปฏิวัติ โค่นล้มใคร ประชาธิปไตยทุนนิยมเป็นเพียงระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมวันนี้ หรือพูดอีกอย่าง มีปัญหาน้อยที่สุด
ผมรอดตายจากการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์สังคมนิยมมาแล้ว ไม่อยากตายเพื่อประชาธิปไตยทุนนิยมแน่นอน
อ้าว แล้วที่ออกมาสู้เหยงๆ อยู่นี่เพื่ออะไร
คำตอบง่ายมาก ก็เพราะอดรนทนไม่ได้ จนต้องสู้ไงครับ ไม่ต่างจากย้อนเวลาไปแม้รู้ว่าเข้าป่าแล้วแพ้ ก็ต้องเข้าป่า เพราะเหลืออดกับการปราบปรามอย่างโหดร้าย
ผมไม่ใช่นักปฏิวัติ ไม่ใช่นักต่อสู้ผู้มุ่งมั่นร้อนแรงอะไรซักอย่าง ผมเป็นแค่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ ถ้าเป็นเจ้าของร้านชำ ผมอาจไม่ต้องเหยงๆ ซะขนาดนี้ แต่อาชีพผมคือเขียนหนังสือทุกวัน จะให้ผมบอกได้อย่างไรว่า ม.7 ถูกต้อง รัฐประหารเป็นประชาธิปไตย ยุบพรรค ตัดสิทธิย้อนหลัง เป็นความยุติธรรม ตุลาการภิวัตน์ถูกต้องตามหลักแยกอำนาจ 3 ฝ่าย ฯลฯ
ผมทนไม่ได้กับการบิดเบือนหลักการ ความถูกต้อง ผมก็ต้องโต้ เพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตยที่ยึดมั่นยึดถือ เป็นมรดกของวีรชน 14 ตุลาและ 6 ตุลา แล้วภายใต้การแบ่งขั้วที่ใครไม่ยอมรับรัฐประหารเท่ากับพวกทักษิณ ผมก็ถูกบังคับให้เลือกข้างไปในตัว
ถ้าเป็นเจ้าของร้านชำ ผมก็คงทนไม่ได้เช่นกัน แต่อาจไม่จำเป็นต้องแสดงออกเท่านี้
ถามว่าถ้าเช่นนั้นการที่มวลชนต่อสู้จนเสียชีวิตนับร้อยบาดเจ็บนับพันเพื่อ “ประชาธิปไตยทุนนิยม” คุ้มค่าหรือ คำตอบก็เช่นกัน เป็นเพราะการบีบคั้นปิดกั้น ปล้นอำนาจ ความอยุติธรรมที่เห็นตำตา ทำให้พวกเขาต้องสู้ ไม่ใช่สู้เพื่อประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สู้เพื่อทักษิณ แต่ถึงจุดหนึ่งมันคือการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การต่อสู้ที่ผ่านมาคือถูกบีบคั้นให้ต้องสู้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นเมื่อมองไปในอนาคต ภายใต้อุดมคติที่ “ต่ำมาก” คือประชาธิปไตยปกติ ประชาธิปไตยทุนนิยม ซึ่งไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าเลยกับการสูญเสีย ยุทธศาสตร์การต่อสู้จึงต้องเดินไปอย่างสันติ ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการต่อสู้ ต่อรอง ประนีประนอม ต่อสู้ ต่อรองใหม่ ประนีประนอมอีก ทั้งระหว่างชนชั้นนำ หรือมวลชนกับชนชั้นนำแต่ละฝ่าย
ผู้รักประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องแตกหัก ไม่ควรหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน และควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงอย่างไร 10% ที่ได้จากการต่อรองอย่างสันติ ก็ดีกว่าที่คิดว่าจะได้ 100% จากการสูญเสีย แม้หากหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วด้วยเงื่อนไขบีบคั้นจำเป็นต้องแตกหัก การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีก็ต้องตระหนักไว้เสมอว่าไม่มี “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” เราต้องสู้เพราะเลี่ยงไม่พ้นเท่านั้นเอง
ใบตองแห้ง
8 ต.ค.56
..........................................
ไม่เห็นด้วยกับการ “โค่นล้มสังคมทราม” “จับอาวุธถั่งโถมโหมแรงไฟ” ประชาชนลุกฮือกวาดล้างความเลวร้าย แล้วหลังจากนั้นก็มีชีวิตที่ happily ever after
ผมไม่เชื่ออีกแล้วว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน เหมือนดอกบัวผุดจากโคลนตม ผมจึงไม่เชื่อการปฏิวัติ การโค่นล้ม เพราะไม่คิดว่าสิ่งที่ได้มาจะคุ้มค่ากับการสูญเสีย ไม่ว่า “โค่นทุนสามานย์” หรือ “โค่นอำมาตย์”
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผมเสนอความเห็นเกี่ยวกับยุทธวิธี ผมจึงมักสนับสนุนการประนีประนอม หลีกเลี่ยงการปะทะ หรือแม้แต่ “เกี้ยเซี้ย” ในบางครั้ง ถ้าวิธีการนั้นไม่ลบล้างทำลายหลักการ เพียงแต่ยืดเวลาออกไปแล้วได้ผลเฉพาะหน้า
การปฏิวัติไม่เคยคุ้มค่าการสูญเสีย เพียงแต่ในอดีตที่ต้องเกิดขึ้น ก็เพราะชนชั้นปกครองกดขี่บังคับประชาชนจนไม่มีทางเลือก ถ้าเราถามสปาร์ตาคัสและเหล่านักรบทาสที่ลุกขึ้นสู้จักรวรรดิโรมันว่า สังคมในอุดมคติคืออะไร พวกเขาไม่เคยคิดหรอก แต่สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย ถ้าเราถามประชาชนฝรั่งเศสที่ลุกฮือโค่นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ว่าเข้าใจประชาธิปไตยแค่ไหน พวกเขาไม่คิดมากหรอก แต่เหลืออดกับราชาธิปไตยแล้ว ถ้าเราถามประชาชนรัสเซียที่ลุกฮือโค่นพระเจ้าซาร์ ว่าต้องการสังคมนิยมหรือเปล่า พวกเขาไม่รู้หรอกว่าต่อมาจะมีระบอบสตาลิน แต่วันนั้น ถ้าพระเจ้าซาร์ยังครองอำนาจก็อดตาย
เหมือนถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะเข้าป่าไหม ยังไงก็ต้องเข้า เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาทำให้เราต้องเลือก ว่าจะสู้หรือจะทิ้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แต่ถ้าถามว่าวันนี้ ผมอยากให้เกิดการลุกฮือ แตกหัก “โค่นอำมาตย์” ไหม ยังไงผมก็ไม่อยากเห็น ผมยอมรับการ “เกี้ยเซี้ย” ที่อาจจะแก้ปัญหาอะไรๆ ได้เพียง 20-30% มากกว่า
หลัง 6 ตุลา ที่จริงผมเลือกได้ เพราะผมไม่ใช่แกนนำ เป็นแค่ผู้ตาม หางแถวขบวนการนักศึกษา ติดคุก ร.ร.พลตำรวจบางเขนอยู่ 4-5 วัน พ่อแม่ประกันตัวพากลับบ้าน ลาออกจากธรรมศาสตร์แล้วสอบเอนทรานซ์ใหม่ (ผมไม่เคยเข้าเรียน มัวแต่ทำกิจกรรมกับทำตัวเหลวไหล โปร 3 ครั้ง ถ้าไม่เกิด 6 ตุลาก็ไทร์อยู่ดี)
ผมเข้าป่าปี 20 ทั้งที่ไปเรียนที่ใหม่แล้ว ผมไม่ใช่ผู้กล้าหาญ ขี้ขลาดด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดก็เข้าป่า เพราะทนไม่ได้ที่จะอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี บางคนอาจว่าคิดแบบเด็กๆ แต่ความรู้สึกวันนั้นคือ ผมสูญเสียความเคารพในตัวเอง ไม่สามารถ Walking Tall เมื่อรู้สึกว่าเพื่อนตาย เพื่อนสู้ แต่ผมเอาตัวรอด
พูดยังกะพระเอก สงสัยดูหนังมากไป แต่ก็เป็นสัจธรรม ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้ บางครั้งคุณค่าของชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็สำคัญกว่าการมีชีวิตอยู่ บางครั้งคนเราก็ต้องสู้ ทั้งที่รู้ว่าแพ้หรืออาจไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่นั่นแหละคือความเป็นมนุษย์
บทเรียนเจ็บซ้ำซ้อน
นักวิชาการรุ่นหลังวิพากษ์คนเดือนตุลาว่า เขียนเรื่องในป่ามักเล่าแต่ความทรงจำดีๆ เล่าเรื่องสงคราม สู้ความยากลำบาก ดัดแปลงตนเองกับกรรมกรชาวนา... จริงด้วย ไม่ค่อยมีใครเขียนเรื่องความขัดแย้งกับ “จัดตั้ง” จนแตกหักและออกจากป่า
มีเขียนเรื่องถกเถียงทางทฤษฎี กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ชนบทล้อมเมือง ฯลฯ แต่ไม่มีบันทึกความทรงจำ ดูเหมือนเราอยากเก็บแต่ความทรงจำดีๆ เท่านั้น
ความขัดแย้งกับจัดตั้ง รุนแรงกระทั่งนักศึกษาทยอยออกจากป่า พ่ายแพ้ เจ็บปวด สิ้นหวัง กลับสู่ความเคว้งคว้างว่างเปล่า อุดมการณ์ที่ตั้งมั่นว่าจะอุทิศแม้ชีวิต พังทลายไปต่อหน้า
“ฉันเหนื่อย ฉันเพลีย ฉันเหงา” เพลงพี่หงาให้ความรู้สึกชัดเจน
อันที่จริงควรเป็นบทเรียนแก่ “คนเดือนตุลา” ว่าแม้เรายังร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย แต่เป้าหมาย สังคมอุดมคติ และวิธีการไปถึง ต้องเปลี่ยนแปลงหมด
ความขัดแย้งกับ พคท.ให้อะไร บอกก่อนผมไม่ใช่นักทฤษฎี เข้าขบวนการนักศึกษาแบบเอะอะเฮฮา ชุมนุม เดินขบวน ปิดโปสเตอร์ เล่นลำตัด ไม่ค่อยศึกษาทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์-เลนิน จนปูนนี้ก็อ่านไม่ถึง 10 เล่ม (อะไรวะ ก้าวหนึ่งก้าว ถอยสองก้าว) แต่อ่านตำนานเดินทัพทางไกล อ่านสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เพราะอ่านง่าย อธิบายทฤษฎีประกอบการปฏิบัติ
ก่อนเข้าป่าผมรู้ทฤษฎีงูๆ ปลาๆ เข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร ก็ได้รับการปลูกฝังให้เชื่อพรรคเชื่อจัดตั้ง มุ่งมั่นดัดแปลงตนเองท่ามกลางการปฏิวัติ เพราะเราเป็น “นายทุนน้อย” ชนชั้นที่ไม่พึงปรารถนา ทุกสัปดาห์ต้องคิดหาเรื่องมา “วิจารณ์ๆตนเอง” ต้อง “อ่อนน้อมถ่อมตนทำให้คนก้าวหน้า เย่อหยิ่งทำให้ล้าหลัง”
ความขัดแย้งมาถึงเขตผมราวปี 23 ตอนแนวหลังถูกตัด เพราะ พคท.”ตามก้นจีน” เมื่อจีนทำสงครามกับเวียดนาม ลาวก็ปิดเส้นทางลำเลียง เขต 8 ดอยยาวผาหม่นเป็นเขตเล็กๆ ต้องพึ่งแนวหลังจึงลำบาก รัฐบาลกำลังสร้างทางผ่าฐานที่มั่นลึกเข้ามาทุกที
สหายนักศึกษาระดับแกนนำ ผู้ขึ้นลงระหว่างเขต 8 กับเขตงานใหม่ ซึ่งตอนนั้นมีหลายเขตในเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ขึ้นมาเล่าถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ “ชนบทล้อมเมือง” การบุกเบิกเขตงานใหม่ด้วยความคิดชี้นำต้องสร้างฐานที่มั่น ส่งสหายหน่วยละ 3 คนไปซุ่มซ่อนตามป่า “ทำงานมวลชน” หวังดึงคนเข้าร่วมแล้วแตกเสียงปืนสร้างเขตปลดปล่อย สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว
นั่นทำให้เราตื่น ลืมตา วิพากษ์ชนบทล้อมเมือง กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ตามกระแสสูงขณะนั้น แล้วก็ไปกระทบ “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” ของ พคท.ที่ไม่เคยฟังความเห็นจากข้างล่าง (หรือฟังแต่ไม่รับ) จากนั้นก็เหมือนกับเขื่อนแตก เกิดวิกฤติศรัทธา เราเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ท่วงทำนอง วิธีคิด วิธีการทำงานของสหายนำ ที่เคยพบเห็นแต่เก็บกักไว้เพราะเชื่อมั่นศรัทธา พอกรุแตกก็ทะลักออกมาท่วมท้น ตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ “จัดตั้ง” ซึ่งเราเคยเชื่อมั่นเชื่อฟังกลายเป็นตัวตลก หรือผู้ร้าย บางจุดโดยเฉพาะในกองทหารซึ่งสหายนำเป็นนักรบแกร่งกร้าว มีการปะทะทางความคิด คำพูด อารมณ์ มีสหายม้งสหายชาวนา หรือนักศึกษาบางคน เข้าข้างจัดตั้ง ก็แยกขั้วเป็น “กบฏ” กับ “องครักษ์”
ความขัดแย้งในพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าคุณคิดต่าง ก็เป็น “ลัทธิแก้” บังอาจวิจารณ์พรรคก็เป็น “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” มีโทษถึงตาย เหมาเจ๋อตุงจึงฆ่าหลิวเซ่าฉี จับเติ้งเสี่ยวผิงเข้าคุก สตาลินส่งอเลน เดอลอง ตามไปเอาขวานจามทรอตสกี้ถึงเม็กซิโก (The Assassination of Trotsky, 1972 แบบว่าชอบโรมี ชไนเดอร์)
นักศึกษาโดนข้อหาร้ายแรงไม่ต่างจาก “ล้มเจ้า” ในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงกว่าด้วยซ้ำ เพราะอยู่ในสถานการณ์สู้รบเพลี่ยงพล้ำ ความเป็นอยู่ทุกข์ยาก ฐานที่มั่นกำลังจะแตก ปัญญาชนดันสร้างความระส่ำระสาย จึงถูกชี้หน้าเป็น “นายทุนน้อยโลเล” “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อทำหัวเสธ”
ยังดีที่จัดตั้งเขต 8 และกรรมการจังหวัดไม่ใช่อำมาตย์ดื้อรั้น ไม่อัตตาแก่กล้าเหมือนทางใต้ กระนั้นนักศึกษาก็ “เสียติด” ร้องห่มร้องไห้ บางคนพยายามฆ่าตัวตาย อารมณ์อ้างว้างอ่อนไหวของ “นายทุนน้อย” ขึ้นสูง ท้ายที่สุดก็ทยอยออกจากป่าเป็นทิวแถว
ไม่มีคนรุ่นไหนผิดหวังเจ็บปวดรุนแรงซ้ำซ้อนเท่าคนเดือนตุลา จากเมืองสู่ป่า จากป่ากลับเมือง การแสวงหาจบลงด้วยความสูญเสียและว่างเปล่า ที่เหลืออยู่กับเราคือบทเรียน
ไม่มีสังคมอุดมคติ
ผมออกจากป่าช้ากว่าคนอื่น เพราะ Hurt น้อยกว่าคนอื่น ไม่ใช่มีสติ ใช้ปัญญา สุขุมนุ่มลึกอะไรหรอก แต่เพราะเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน ไม่ใช่พวกทุ่มเท เอาการเอางาน เป็นลูกที่ดีของพรรค ลูกที่รักของประชาชน ซึ่งคนที่ทุ่มเทมาก ยิ่ง Hurt มาก
ผมย้ายไปอยู่กับสหายนำที่เป็น “คนดี” ชาวพรรคคอมมิวนิสต์สมบูรณ์แบบ มีชีวิตทุกข์ยากตั้งแต่เด็กจนเข้าขบวนปฏิวัติ เสียสละทุกอย่างเพื่อพรรค ยืนหยัด มั่นคง เป็นแบบอย่าง “ลุงสรรค์” ที่ผมเคารพมีปอดข้างเดียว แต่ไม่ยอมรับสิทธิพิเศษใดใด
แต่ลุงก็สื่อสารกับเราไม่ได้ มีแต่ความเคารพรัก อารมณ์ศิลปินเปิดเปิงลุงเอาไม่อยู่ ช่วงนั้นจึงได้ร้องเพลง “เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ” พร้อมกับหลั่งน้ำตาส่งสหายเดินทางกลับไม่หยุดหย่อน
อย่างไรก็ดี การออกป่าช้ากว่าคนอื่น ทำให้ผมได้ทำความเข้าใจเหล่าสหายนำหลังอารมณ์คลี่คลาย ตัวอย่างเช่นเลขาเขต ผมเพิ่งรู้ว่าแกเป็นลูกคนจีนเกิดในไทย พ่อแม่ส่งไปเรียนเมืองจีนตั้งแต่ยุค 2500 แล้วก็ไปเข้าพรรค ถูกส่งมาดูแลเขตม้ง ลุงเป็นคนอ่อนโยน นิ่มนวล คอยประสานความแตกต่าง แก้ปัญหาสารพัดอย่างอดทน แต่ก็อ้างว้าง นอกจากภรรยากับลูกเล็กๆ (แต่งช้า มีลูกช้า ตามหลัก 3 ช้า) รอบข้างมีแต่ชนชาติม้ง
ลุงเป็น “คนดี” พร้อมกับเป็นคนธรรมดาเหมือนเรา มีด้านที่ผิดพลาด มีด้านที่อ่อนแอ สหายนำส่วนใหญ่ก็คือผู้มีอุดมการณ์ที่ถูกตัดขาดจากสังคมมา 20 กว่าปี ไม่เข้าใจเรา ไม่เข้าใจสังคมไทย อยู่กับความเคยชินเก่าๆ ตอนแรกเราถูกปลูกฝังให้มองเป็น “เทพ” แต่เมื่อเกิดวิกฤตศรัทธาก็พลิกกลับเป็นผู้ร้ายหรือตัวตลก
นี่คือบทเรียนว่า “คนดี” ไม่ใช่พหูสูต เราควรเคารพ “คนดี” แต่ “คนดี” ไม่สามารถชี้นำทุกสิ่งอย่าง “คนดี” อย่าง พคท.ไม่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงสังคม “เผด็จการคนดี” อย่างสังคมนิยมจีนก็นำประเทศไปเกือบล่มสลาย
ความขัดแย้งกับจัดตั้งทำให้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจากเดิมที่เป็น เด็กมากๆ ว่ากันว่าความเป็นผู้ใหญ่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด จึงเข้าใจชีวิต เข้าใจคนมากขึ้น วิกฤตศรัทธาครั้งนั้นทำให้เราเจ็บปวด ระเบิดอารมณ์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมอยู่ท่ามกลางเพื่อนพ้องที่ “เสียคิด” ร่วมยี่สิบคน แต่ละคนก็แสดงออกต่างกันไป บ้างโกรธเกรี้ยว บ้างซึมเศร้า ได้แต่ปลอบโยนสหายหญิง 2-3 คนไม่ให้ฆ่าตัวตาย ผมได้เห็นคู่รักหลายคู่ต้องเลิกร้างกัน ระหว่างที่ต่างคนต่างเสียคิด พร้อมกับเห็นบางคู่พบรักกันเพราะความเคว้งคว้าง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร
นี่รวมทั้งได้เห็นความกล้าความขลาดพลิกผันในสงคราม สหายม้งคนหนึ่งเป็นนักรบห้าวหาญ เป็นผู้นำหน่วย แต่พอโดนยิงบาดเจ็บก็ “หักศึก” กลายเป็นหวาดผวา ขณะที่เด็กหนุ่มชาวนา ซึ่งถูกพาขึ้นป่าอย่างไม่รู้เดียงสา ตอนแรกเป็นเด็กมีปัญหา แต่ต่อมากลายเป็นนักรบบ้าบิ่น มุทะลุ และเสียสละอย่างน่าเศร้า
ผู้คนรอบข้างซับซ้อนกว่าที่เราคิด และไม่สามารถทึกทักตัดสินเขาด้วยปรากฏการณ์เพียงบางอย่าง
ผมลงจากเขต 8 แต่ยังไม่ออกจากขบวน ลงมาอยู่เขตงานใหม่ที่ อ.พาน เขตเดียวในภาคเหนือตอนบนที่ยังขยายงานได้
เขตพานประสบความสำเร็จเพราะฉีกตำรา “ชนบทล้อมเมือง” ของ พคท. ผู้นำคือ “สหายอินทร” สมบัติ ณ สุนทร อดีตนายกสโมสรนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ซึ่งเคยเคลื่อนไหวมวลชนทีบ้านเกิดไว้ตั้งแต่ก่อน 6 ตุลา และพากันเข้าป่าเป็นสิบๆ คน อ.พานไม่มีป่าใหญ่ จัดตั้งจึงส่งพวกเขาไปทำงานที่อื่น แล้วล้มเหลว พวกเขาตัดสินใจกลับบ้าน สร้างเขตจรยุทธ์มอเตอร์ไซค์ อาศัยนอนบ้านมวลชนโดยไม่ต้องมีป่า สถาปนาอิทธิพล พคท.โดยกำจัดอิทธิพลท้องถิ่น 2-3 คน ขับไล่ตำรวจ สรรพสามิต ให้ต้มเหล้าเสรี เจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุมหรือรีดไถ ยึดหลักเอาชนะทางการเมืองด้วยผลประโยชน์ประชาชน
ผมอยู่ อ.พานร่วมปี แต่สุดท้ายก็ต้องสลายเขตงาน สหายชาวนามอบตัว ผมกลับมารายงานตัวที่เศรษฐศิริ หลายปีต่อมา อินทรถูกยิงตายอย่างที่เราได้แต่คับแค้นใจ
เมืองพานต้องสลายเพราะเขตงานอื่นล่มสลาย เราเขตเดียวอยู่ไม่ได้ เขต 8 แตกเมื่อต้นปี 2525 นักรบจากเมืองพานที่ขึ้นไปปกป้องฐานที่มั่นต้องถอนกลับบ้าน สหายม้งก็มอบตัว
ผมกลับมาพร้อมกับตกผลึก ว่าไม่ใช่แค่ปัญหาวิเคราะห์สังคมผิด ยุทธศาสตร์ผิด แต่ยิ่งกว่านั้นคือ อุดมการณ์สังคมนิยมล้มเหลว
ตลกร้ายทางประวัติศาสตร์คือ จีนโค่น “แก๊ง 4 คน” วันที่ 6 ตุลาคม 2519 พอดี เติ้งกลับมามีอำนาจและเปลี่ยนแนวทางใหม่หมด จีนเสียหายอย่างหนักจากการปฏิวัติวัฒนธรรม พวกเรดการ์ด “ล่าแม่มด” จับสมาชิกพรรครุ่นเก่ามาประจานเป็น “ลัทธิแก้” เศรษฐกิจทั้งประเทศเป็นระบบรัฐวิสาหกิจที่ห่วยแตก ทุกคนเป็นลูกจ้างของรัฐ ขยัน ขี้เกียจ ก็ได้ค่าตอบแทนใกล้เคียงกัน สหายที่กลับจากจีนเล่าว่าไปซื้อของในร้าน พอกดออดเลิกงาน พนักงานทิ้งลูกค้าหน้าตาเฉย
นั่นคือความล้มเหลวของลัทธิมาร์กซ์ ภาคที่ว่าด้วยสังคมอุดมคติ สังคมพระศรีอาริย์ มาร์กซ์เชื่อว่าทรัพย์สินส่วนบุคคลคือที่มาของความโลภ และการกดขี่ขูดรีด แต่ในมุมกลับของชีวิต กิเลส ตัณหา ราคะ โลภ โกรธ หลง ความอยากได้ใคร่มี คือแรงผลักให้โลกหมุนไปข้างหน้า เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพพยายามจำกัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ทำให้ประเทศเกือบล้มละลาย ในทางการเมือง “ประชาธิปไตยรวมศูนย์” ก็สร้างโศกนาฏกรรมอย่างโหดร้าย
ไม่ว่า พคท.วิเคราะห์สังคมอย่างไร การปฏิวัติก็ไปไม่รอดอยู่ดี สังคมไทยปี 2524-25 เริ่มพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ใครพยายามนำมวลชนปฏิเสธระบบ ออกไปต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ มีแต่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ประชาชน
ผมทำงานมวลชนกับหมู่บ้านที่ทำสวนผัก ความทุกข์ยากไม่ได้มาจากเจ้าที่ดิน แต่ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ตามดัชนีหั่งเช้งในกรุงเทพฯ บางวันผักชีเหลือกิโลละ 50 สตางค์ ชาวบ้านเททิ้งน้ำลอยเป็นแพ ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาปืนไปยิงใครให้ผักชีราคาสูงขึ้น
เรื่องตลกที่ผมเล่าบ่อยๆ คือพวกเรานัดชาวนามา “ศึกษา” ที่กระท่อมปลายนาตอนสองทุ่ม รอแล้วรอเล่าจนสี่ทุ่มถึงมา ปรากฏว่ากำลังติดหนัง “กระบี่ไร้เทียมทาน” ฮุ้นปวยเอี้ยงทำให้ทีวีแพร่หลายไปทั่วทั้งชนบท
ทุนนิยมกับอุดมคติ
อุดมการณ์สังคมนิยมล่มสลาย แม้แต่จีนยังกลับมาพัฒนาทุนนิยม พิสูจน์ว่าสังคมต้องเดินไปบนวิถีทุนนิยม แม้ทุนนิยมมีด้านที่โหดร้าย กลืนกินผู้ด้อยโอกาส ภายใต้การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”
แต่นั่นคือธรรมชาติสังคม กิเลส ตัณหา โลภ โกรธ หลง ความอยาก ความต้องการ ผลประโยชน์ อำนาจ ผลักดันให้มนุษย์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาไปข้างหน้า ขณะที่ความรัก ความห่วงใย คุณธรรม ความมีเมตตา ก็ตามมากำกับควบคุม เหนี่ยวรั้ง หรือยับยั้ง ผลกระทบที่เกิดต่อมวลมนุษย์
เป็นเช่นนี้มานับหมื่นปี ตั้งแต่สมัยนีแอนเดอธัลแมน ความเห็นแก่ตัวกับความเป็นสัตว์สังคม ความรักกับการต่อสู้ แก่งแย่ง ช่วงชิง เป็นสองด้านของมนุษยชาติเหมือนกลางวันกับกลางคืน ด้านสว่างกับด้านมืด
ฟังเหมือนมองโลกแง่ร้าย แต่ผมไม่เชื่อสังคมอุดมคติแบบยุคพระศรีอาริย์หรือสังคมคอมมิวนิสต์ ไม่แน่ อีกซักสองพันปีอาจเกิดได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องคิด
เมื่อมนุษย์มีอารยะขึ้น ก็พยายามจำกัดการแก่งแย่งช่วงชิงไม่ให้โหดร้ายทารุณ ทุนนิยมจึงมาพร้อมกับประชาธิปไตย เป็นกลไกที่ทั้งเปิดเสรีให้แก่กิเลส ตัณหา ความโลภ ความอยากได้ใคร่มี เพื่อหมุนโลกไปข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็กำหนดให้อำนาจมาจากเสียงข้างมาก ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อกำกับควบคุม แน่นอนว่าทุนเสียงดังกว่า อำนาจมักตกอยู่ใต้เงื้อมมือทุน แต่อำนาจนั้นก็ต้องแคร์คนส่วนใหญ่ คนด้อยโอกาส ซึ่งมีช่องทางมีปากเสียงตามหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
ทั้งสองขั้วต่อสู้กันอยู่เช่นนี้ ไม่มีหยุดนิ่ง
ในสังคมนี้บทบาทของนักอุดมคติอยู่ที่ไหน บทบาทของนักอุดมคติอยู่ที่การต่อสู้เพื่อ “ถ่วงดุล” แต่ไม่ใช่เอาชนะทุนนิยม ถึงอย่างไรทุนนิยมก็ต้องเป็นกระแสนำ การถ่วงดุลเป็นกระแสตาม ตามไปแก้ไข ควบคุม ด้านที่ทุนทำให้เกิดปัญหา ซึ่งมักเริ่มจากคนส่วนน้อยไปสู่คนส่วนใหญ่ จนคนส่วนใหญ่เห็นด้วย บางครั้งอาจพ่ายแพ้ แต่ความพ่ายแพ้นั้นก็ทำให้ทุนนิยมปรับตัว ทุนนิยมจะเกิดวิกฤตกลืนกินตัวเองเป็นระยะ แต่ละครั้งก็ปรับตัว ให้เกิดความเป็นธรรม ให้เกิดการแข่งขันรอบใหม่ ก่อนกลืนกินตัวเองอีก เป็น “วงจรอุบาทว์” ที่จำต้องยอมรับ
นี่คือเรื่องเศร้าที่นักอุดมคติต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถเอาชนะทุนนิยม บทบาทของเราคือ “ถ่วงดุล” ตามแก้ไข เพราะถ้า “ศีลธรรมจรรยา” พลิกขึ้นมาเป็นกระแสนำเมื่อไหร่ โลกก็หยุดหมุน เหมือนจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม หรือรัฐอิสลามแบบอิหร่าน ซึ่งถ้าไม่มีน้ำมันก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร
พูดอย่างนี้ไม่ใช่ผมเป็นนายทุน ไม่ใช่เลย ผมก็เป็นผู้พ่ายแพ้ในสังคมทุนนิยม เพียงตระหนักว่าเราอยู่ในบทบาทของ “ปัญญาชนฝ่ายค้าน” สังคมต้องมีฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ คำว่าฝ่ายค้านแปลว่าเราเป็นเสียงข้างน้อย เป็นผู้แพ้ แต่ผู้แพ้นี่แหละทำให้กระแสหลักปรับตัว
ปัญหาคือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ภายใต้กระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ก็เกิดกระแสต่อต้านทุนนิยมโลกขึ้น ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องดี ถ้าเป็นกระแสต่อสู้เพื่อยกระดับการถ่วงดุลในปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดจากทุนข้ามชาติ ตั้งแต่การไหลเวียนของเงิน ไปถึงโลกร้อน แต่ก็เกิดกระแสสวิงสุดขั้วไปถึงขั้นปฏิเสธทุนนิยม ขัดขวางการพัฒนาทุนนิยมที่หลายด้านก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม
กระแสต้านทุนนิยมโลกมีทั้งที่อยู่ในกรอบประชาธิปไตย และออกนอกกรอบ เป็นอนาธิปไตย หรือหันไปอิงพลังอนุรักษ์นิยม อิงศาสนา อิงสถาบันหลักต่างๆ ทางวัฒนธรรมประเพณี หรือผสมผสานกันจนกลายเป็นก่อการร้าย (อัลกออิดะห์ก็พัฒนามาจากอุดมการณ์ต่อต้านจักรพรรดินิยม)
รัฐประหาร 19 กันยา 2549 ก็เป็นการระดมพลังอนุรักษ์นิยม ศีลธรรม จรรยา สถาบันหลัก ต่อต้านทุนนิยมโลก โดยมีนักกิจกรรมภาคประชาสังคมร่วมมือรัฐประหาร สาเหตุหนึ่งแม้ยังไม่อยากสรุปว่าเป็นสาเหตุหลัก คือความต้องการยับยั้งทุนโลกาภิวัตน์
มิพักต้องพูดถึงว่าการปฏิเสธทุนโลกาภิวัตน์ด้วยรัฐประหาร ก็คือการสมคบกับทุนเก่า ทุนผูกขาดดั้งเดิมที่กลัวการเปิดเสรี เป็นการปฏิเสธแบบปิดตาข้างหนึ่งเปิดตาข้างหนึ่ง
คำถามสำคัญคือคนในภาคประชาสังคม โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทชี้นำ ซึ่งจำนวนมากเคยผ่าน 14 ตุลา 6 ตุลา และออกจากป่า ยังคิดเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับการคัดค้านทุนนิยม แต่ที่ไปไกลถึงขั้น “โค่นทุนสามานย์” ทั้งที่ควรจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่ไม่มีสังคมอุดมคติมานำเสนอ ก็ยังหน้ามืดตามัว เห็นรัฐประหารร่วมกับชนชั้นนำเป็นการ “ปฏิวัติ” พยายามนำเสนอรูปแบบการปกครองที่ครองอำนาจร่วมกันระหว่างชนชั้นกลางอนุรักษ์ นิยมกับชนชั้นนำจารีต (ซึ่งเอาเข้าจริงเป็นไปไม่ได้)
มันแปลว่าไม่ได้สรุปบทเรียนจากความล่มสลายของอุดมการณ์สังคมนิยม ใช่หรือไม่
ยิ่งกว่านั้นยังสนับสนุนการปลุกระดมมวลชนด้วยอุดมการณ์ราชาชาตินิยม สุดขั้วสุดโต่ง ซึ่งเรื่องตลกคือ ไม่ได้ใช้เพียงอุดมการณ์จารีตเดิม แต่เติมความเกลียดทุนเข้าไปด้วย กลายเป็นขบวนการมวลชนที่มีส่วนผสมของลูกเสือชาวบ้านกับเรดการ์ด
แปลว่าไม่ได้สรุปบทเรียนทั้งจากความเจ็บปวดในฐานะผู้ถูกกระทำเมื่อ 6 ตุลา และความเจ็บปวดจากวิกฤตศรัทธาต่อพรรคคอมมิวนิสต์
บางคนอาจบอกว่าพวกเขารู้ดี นี่เป็นแค่ยุทธวิธี แต่ถามว่าพวกเขาจะรับผิดชอบอย่างไร ต่อมวลชนที่ปลุกขึ้นมา ให้มีเป้าหมายโคตรยิ่งใหญ่ โค่นทักษิณลงไปแล้วประเทศไทยจะ happily ever after ซึ่งตอนนี้กำลังถูกทอดทิ้งให้อกหัก “เสียคิด” สติแตก หาทางกลับบ้านไม่ได้
ไม่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์
ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายไปสู่เป้าหมายในอุดมคติ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” เพราะความเป็นจริงเรายังอยู่ในประชาธิปไตยทุนนิยม เพียงต้องพัฒนาให้มีสิทธิเสรีมากขึ้น มีที่มาของอำนาจชัดเจน ลดบทบาททุนเก่า อำนาจจารีต ที่เสียงดังทั้งที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง
ประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สังคมอุดมคติ ที่ต้องแลกมาด้วยการนองเลือด ด้วยความรุนแรง หรือด้วยการปฏิวัติ โค่นล้มใคร ประชาธิปไตยทุนนิยมเป็นเพียงระบอบการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมวันนี้ หรือพูดอีกอย่าง มีปัญหาน้อยที่สุด
ผมรอดตายจากการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์สังคมนิยมมาแล้ว ไม่อยากตายเพื่อประชาธิปไตยทุนนิยมแน่นอน
อ้าว แล้วที่ออกมาสู้เหยงๆ อยู่นี่เพื่ออะไร
คำตอบง่ายมาก ก็เพราะอดรนทนไม่ได้ จนต้องสู้ไงครับ ไม่ต่างจากย้อนเวลาไปแม้รู้ว่าเข้าป่าแล้วแพ้ ก็ต้องเข้าป่า เพราะเหลืออดกับการปราบปรามอย่างโหดร้าย
ผมไม่ใช่นักปฏิวัติ ไม่ใช่นักต่อสู้ผู้มุ่งมั่นร้อนแรงอะไรซักอย่าง ผมเป็นแค่คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ ถ้าเป็นเจ้าของร้านชำ ผมอาจไม่ต้องเหยงๆ ซะขนาดนี้ แต่อาชีพผมคือเขียนหนังสือทุกวัน จะให้ผมบอกได้อย่างไรว่า ม.7 ถูกต้อง รัฐประหารเป็นประชาธิปไตย ยุบพรรค ตัดสิทธิย้อนหลัง เป็นความยุติธรรม ตุลาการภิวัตน์ถูกต้องตามหลักแยกอำนาจ 3 ฝ่าย ฯลฯ
ผมทนไม่ได้กับการบิดเบือนหลักการ ความถูกต้อง ผมก็ต้องโต้ เพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตยที่ยึดมั่นยึดถือ เป็นมรดกของวีรชน 14 ตุลาและ 6 ตุลา แล้วภายใต้การแบ่งขั้วที่ใครไม่ยอมรับรัฐประหารเท่ากับพวกทักษิณ ผมก็ถูกบังคับให้เลือกข้างไปในตัว
ถ้าเป็นเจ้าของร้านชำ ผมก็คงทนไม่ได้เช่นกัน แต่อาจไม่จำเป็นต้องแสดงออกเท่านี้
ถามว่าถ้าเช่นนั้นการที่มวลชนต่อสู้จนเสียชีวิตนับร้อยบาดเจ็บนับพันเพื่อ “ประชาธิปไตยทุนนิยม” คุ้มค่าหรือ คำตอบก็เช่นกัน เป็นเพราะการบีบคั้นปิดกั้น ปล้นอำนาจ ความอยุติธรรมที่เห็นตำตา ทำให้พวกเขาต้องสู้ ไม่ใช่สู้เพื่อประชาธิปไตยทุนนิยม ไม่ใช่สู้เพื่อทักษิณ แต่ถึงจุดหนึ่งมันคือการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การต่อสู้ที่ผ่านมาคือถูกบีบคั้นให้ต้องสู้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นเมื่อมองไปในอนาคต ภายใต้อุดมคติที่ “ต่ำมาก” คือประชาธิปไตยปกติ ประชาธิปไตยทุนนิยม ซึ่งไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าเลยกับการสูญเสีย ยุทธศาสตร์การต่อสู้จึงต้องเดินไปอย่างสันติ ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านการต่อสู้ ต่อรอง ประนีประนอม ต่อสู้ ต่อรองใหม่ ประนีประนอมอีก ทั้งระหว่างชนชั้นนำ หรือมวลชนกับชนชั้นนำแต่ละฝ่าย
ผู้รักประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องแตกหัก ไม่ควรหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน และควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นอย่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงอย่างไร 10% ที่ได้จากการต่อรองอย่างสันติ ก็ดีกว่าที่คิดว่าจะได้ 100% จากการสูญเสีย แม้หากหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วด้วยเงื่อนไขบีบคั้นจำเป็นต้องแตกหัก การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีก็ต้องตระหนักไว้เสมอว่าไม่มี “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” เราต้องสู้เพราะเลี่ยงไม่พ้นเท่านั้นเอง
ใบตองแห้ง
8 ต.ค.56
..........................................
9 ตุลาคม 2556 เวลา 04:09 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น