แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

40 ปี 14 ตุลา “สามประสาน” กับความเป็นธรรมทางสังคม

ที่มา Thai E-News

 

เสกสรรค์ และธีรยุทธ ปรับความเข้าใจกันในคืนก่อน 14 ตุลาคม 2516 ภาพถ่ายโดยช่างภาพไทยรัฐ
โดย เมธา มาสขาว 
            เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านพ้นมาวันนี้ 40 ปีให้หลัง ขบวนการนักศึกษาประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง“ประชาธิปไตยทางการเมือง” คุณูประการจากการต่อสู้กับเผด็จการทหาร ทำให้ทุกวันนี้เรามีสิทธิเสรีภาพทางการเมืองมากขึ้น ทำให้กองทัพไม่สามารถปกครองประเทศไทยแบบเก่าได้อีกต่อไป แต่สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม ในความหมายของ“ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ประชาชนไทยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม
            ยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟูในปี 2516-2519 ขบวนการนักศึกษาประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งมีมิติกว้างไปกว่าสิทธิทางการเมือง เกิดศูนย์ประสานงานกรรมกรขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงานและความเป็นธรรมในการจ้างงาน   และมีการก่อตั้งสมาพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขเศรษฐกิจชาวนา โดยเฉพาะปัญหาที่ดินที่มีการรณรงค์ให้ ที่ดินต้องเป็นของผู้ถือคันไถ ชาวนาไทยต้องไร้หนี้สิน ซึ่งทั้งหมดไปกระทบโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ชนชั้นนำไทยยึดกุมโดยตรง
            โดยหลักการแล้ว สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นเองได้ ไม่ควรนำเข้าซื้อขายในระบบกลไกตลาด มันควรเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนร่วมของสังคม แต่ที่ผ่านมาภายหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินตามนโยบายทุนนิยมเสรีเต็มที่ ชนชั้นนำของสังคมไทยได้กอบโกยผลประโยชน์จากทรัพย์สมบัติส่วมร่วมของสังคมไทยอย่างมากมาย ดังนั้น การลุกขึ้นจับมือกันของขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนา ตามคำขวัญ “สามประสาน” ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางสังคม จึงถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชนชั้นนำไทยอย่างยิ่ง ต่อมาพวกเขาจึงตามไล่ล่าและลอบสังหารแกนนำเหล่านั้นจน เสียชีวิตมากกว่า 34 คน อาทิ  แสง รุ่งนิรันดรกุล,  นายนิสิต จิรโสภณ, อินถา ศรีบุญเรือง, อมเรศ ไชยสะอาด, บุญสนอง บุญโยทยาน เป็นต้น ก่อนเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาในวันฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519
            การทดลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของชนชั้นนำเพียงแค่ 3 ปี ทำให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ พวกเขาเรียกคืนอำนาจเผด็จการเดิมแต่ก็ได้รับการกดดันจากนานาอารยะประเทศ จนนำมาสู่การรัฐประหารครั้งต่อมาเพื่อนิรโทษกรรมผู้ต้องหา 6 ตุลา และนำพาประเทศไปสู่ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มากขึ้น เพื่อลบคำครหาและความน่าเชื่อถือต่อต่างชาติ
            ผ่านมา 40 ปี วันนี้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งของเอเชีย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกลับห่างกันมากขึ้นจนติดอันดับต้นๆ ของโลก โครงสร้างทางอำนาจที่ถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำ ทั้งสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างและความสัมพันธ์ทางสังคมเสียสมดุล การพัฒนาและนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาจึงมักเอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นนำทางสังคมเท่านั้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันถึง 15 เท่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าในปี 2553 จำนวนคนจนในประเทศไทย ยังมีอยู่ถึง 5,076,700 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.5 % ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ต่ำจากเส้นความยากจนที่ 1,678บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่คนรวยที่สุด 10% แรกของประเทศ มีรายได้รวมกันมากถึง 38.41% ของรายได้รวมทั้งประเทศ กลุ่มคนจนที่สุด 10% แรกของประเทศมีรายได้เพียง 1.69% ของรายได้รวมเท่านั้น ความขัดแย้งจากปัญหาการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ คือความขัดแย้งหลักของสังคมที่รอวันปะทุความรุนแรง รวมถึงความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่นำมาสู่ค่าจ้างแรงงานที่แตกต่างกันอีกด้วย

ถึงวันนี้ ขบวนการนักศึกษายังต่อสู้เพื่อการศึกษาที่เป็นรัฐสวัสดิการ หยุดนโยบายการศึกษาเพื่อการค้าและการลงทุน และมหาวิทยาลัยในกำกับซึ่งเป็นเหมือนการลอยแพการศึกษาของรัฐ, ขบวนการชาวไร่ชาวนายังต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน ในขณะที่ระบบทุนนิยมได้ทำให้พวกเขากลายเป็นชาวนารับจ้างในที่ดินที่เคยเป็นของตนเอง กลุ่มทุนได้ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการฮุบเอากรรมสิทธิ์ส่วนร่วมของสังคมไปกอบโกยผลประโยชน์และหารายได้ จนไม่มีทางออกใดนอกจากการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างจริงจัง เหมือนยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการออกพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 จำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ แต่มายกเลิกในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 19 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2503 ให้มีการยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้เอกชนได้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่มีมาตรการรองรับ

ในขณะที่ขบวนการกรรมกรยังต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในการจ้างงานที่เหมาะสม สิทธิแรงงานที่พึงได้รับ แม้ว่าจะมีการก่อตั้งกระทรวงแรงงาน” ขึ้นแต่ก็เหมือนเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนเสียมากกว่า ในภาวะที่กรรมกรต้องแบกรับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อแยกสลายแรงงานทั้งหลายออกจากกัน ล้วนแต่เป็นอุปสรรคและเหตุผลที่ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคมยังไม่บรรลุ

เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมคือ  การออกกฎหมายให้มีการปฏิรูประ บบภาษีทั้งระบบ โดยให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน และภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเสียภาษีทางอ้อมกว่า 70% และเสียภาษีทางตรงเพียง 30% ภาษีทางอ้อมนั้นเก็บผ่านฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษี แต่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ ทรัพย์สินและรายได้ของบุคคลที่สั่งสมเพิ่มขึ้นจากการรีดมูลค่าจากคนสังคม สมควรแบ่งปันคืนสู่สังคม โดยให้รัฐจัดการในส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ความสะดวกปลอดภัยของชีวิตตลอดจนคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีจากรัฐ พลเมืองในยุโรป โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยินดีจ่ายภาษีส่วนเกินนี้คืนให้รัฐในอัตราที่สูงในอัตราก้าวหน้าจากทรัพย์สินและรายได้ที่งอกเงย เพราะแต่ละคนก็เอาประโยชน์ที่งอกเงยนั้นมาจากสังคมไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมจึงเกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมนี้ และรัฐบาลก็นำภาษีที่เก็บได้มาพัฒนาสังคม จนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่างๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคืนสู่พลเมืองอีกระลอกหนึ่ง ภาษีทรัพย์สิน คือภาษีทางตรงที่เราจ่ายให้แก่รัฐและสังคมระหว่างที่มีชีวิตอยู่ และภาษีมรดกคือการจ่ายส่วนเกินที่ปลายทาง
40 ปี 14 ตุลา เราได้มาซึ่งประชาธิปไตยทางการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่ถึงเวลาสืบสานอุดมการณ์สามประสานเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคมที่แท้จริงทางโครงสร้าง นั่นคือการสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ!.

(เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ 13 ตุลาคม 2556)
---------------------------------


โดย เมธา มาสขาว

การสูญเสียอนาคตของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาสร้างอนาคตด้วยตนเองหลังจากนั้น พร้อมกับยืนยันว่า การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่ความผิด
การสูญเสียอนาคต มันไม่เหมือนการแพ้เลือกตั้ง ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผิด หรือหุ้นตกไม่กี่จุด ที่จะเยียวยาหรือแก้ไขใหม่ได้ เยาวชนคนหนุ่มสาวทุกคนล้วนแต่ใฝ่ฝันถึงอนาคตอันดีงามทั้งนั้น คำถามสำคัญคือ สังคมไทยได้ช่วยโอบอุ้มดูแลความฝันของอนาคตเหล่านั้นหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วได้ทำลายความใฝ่ฝันนั้นลงทีละเล็กละน้อยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เรามีรัฐบาลเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันของสังคม มีกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องประกันที่ต่ำที่สุดในการจัดการความสัมพันธ์ของผู้คน และกฎเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงได้ตามพลวัตของสังคมเรื่อยไป ไม่มีอะไรที่ตายตัวสำหรับจักรวาลแห่งความรู้ ความรักและความจงรักภักดี กระทั่งความเกลียดชังและความเข้าใจ เราไม่สามารถเดินลงแม่น้ำไปเป็นครั้งที่สองได้ เพราะสายน้ำนั้นได้เคลื่อนผ่านไปแล้วทุกนาทีไม่ได้อยู่ที่เดิม ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อว่าโลกแบน แต่ต่อมาจึงรู้ว่าโลกกลม คนรุ่นก่อนใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราจะสามารถพูดคุยกันได้ แม้อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์ ใครจะไปคิดว่าเราจะสามารถส่งจดหมายถึงกันได้ โดยแทรกอากาศมาถึงภายในเวลาชั่ววินาที สังคมพัฒนาอารยะธรรมไปไม่มีที่สิ้นสุด และคนหนุ่มสาวคือพลังสร้างสรรค์เหล่านั้น ให้โอกาสพวกเขาได้ใฝ่ฝันและดูแลความฝันของพวกเขาให้เติบโต
 
 
 
 
ภายหลังจากที่เราได้ประชาธิปไตยทางการเมือง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมาก แต่ความเป็นธรรมทางสังคมยังเหลื่อมล้ำต่ำสูงอยู่ คนหนุ่มสาวของเราได้ออกมาเรียก ร้องประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปที่ดิน ที่ทำกินต้องเป็นผู้ถือคันไถ รัฐบาลต้องดูแลปัญหาชาวนา กรรมกรต้องได้รับความเป็นธรรมในการจ้างงาน และสังคมนิยมทางเศรษฐกิจอื่นๆ จริงๆ แล้วแนวคิดที่ว่า ประชาธิปไตย ก็คืออำนาจเป็นของประชาชน เป็นของสังคมส่วนร่วม ซึ่งก็คือสังคมนิยมโดยตัวเอง สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นเองได้ ควรจะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของสังคม สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน

แต่แนวคิดทุนนิยมตีมูลค่าทุกอย่างเหล่านั้นในกลไกตลาด เราเอาที่ดินทำกินเข้าสู่กลไกตลาด แรงงานเข้าสู่กลไกตลาด พลังงานของสาธารณะเข้าสู่กลไกตลาด และแปรผันทุกอย่างเป็นธุรกิจการค้า แม้กระทั่งการศึกษาซึ่งเป็นองค์ความรู้ของมนุษยชน

ชนชั้นนำได้ผูกขาดกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่ทางเศรษฐกิจ พวกเขาซึ่งเป็นชนชั้นปกครองที่มีอำนาจรัฐเกรงกลัวที่จะสูญเสียอำนาจและความสุขสบาย จึงได้ป้ายสีคนหนุ่มสาวเหล่านั้นให้เป็นอีกขั้วข้างของความถูกต้อง ป้ายสีคนหนุ่มสาวว่าเป็นปิศาจ ป้ายสีคนหนุ่มสาวว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งยังป้ายสีคนหนุ่มสาวว่าเป็นคนต่างแดนไม่ใช่คนไท เพื่อทำลายความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวร่วมสมัยของเราด้วยความเกลียดชัง จนเกิดการฆ่าล้างกลางเมืองหลวงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เมื่อ 37 ปีที่ผ่านมา
หากคนหนุ่มสาวคนหนึ่ง ใฝ่ฝันว่าสังคมจะต้องมีความเป็นธรรม ความสัมพันธ์ของคนเราต้องมีเสรีภาพจากการบังคับ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดวางการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้นโดยสันติ โทษทัณฑ์ใดที่สามารถเข่นฆ่าพวกเขาได้และปิดหนทางแห่งการเรียกร้องจนพวกเขาต้องเลือกหนทางเข้าป่าจับอาวุธขึ้นต่อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
 
มาถึงวันนี้สังคมไทยมีความขัดแย้งกันมากขึ้น ทั้งทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งได้มีคำตอบว่า ที่ผ่านมาเราต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยทางการเมือง แต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังถูกทุนผูกขาดครอบงำอยู่ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอันดับหนึ่งในเอเชีย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือสังคมไทยไม่เคยเรียนรู้บทเรียนในประวัติศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัจจุบันและสร้างอนาคตที่ดีร่วมกันของสังคมไทย เรามีรัฐเพื่อจัดวางการอยู่ร่วมกันของสังคมที่เป็นธรรมจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วมีคนไม่มากนักผูกขาดการเมืองไทยและชักใยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่
นับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สังคมไทยผ่านการสูญเสียและความรุนแรงอีกหลายครั้งหลายหน ราวกับว่า แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาก็คือ สังคมไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่มสาวของเราใฝ่ฝันถึงอนาคต รัฐไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่มสาวของเราใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ สังคมไทยไม่เคยปกป้องความใฝ่ฝันและอนาคตของพวกเขา สังคมของเราจึงล้มลุกคลุกคลานมานานตราบเท่าวันนี้
นึกถึงสังคมในฝัน และประเทศพัฒนาทั้งหลาย เขาดูแลโอบอุ้มอนาคตของชาติราวกับแม่ไก่ฟักไข่ในเล้า ฟูมฟักดูแลยิ่งกว่าไข่ในหิน ส่งเสริมองค์ความรู้และโอกาสทางการศึกษาต่างๆ ตามความใฝ่ฝันและความถนัด งบประมาณการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการโอบอุ้มดูแลอนาคตของสังคม
สังคมไทยจะเป็นอย่างนั้นได้หรือไม่ เลิกทำลายความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว เลิกสร้างความเกลียดชังบนความต่างทางอุดมการณ์ทางการเมืองหรือความเชื่อทางสังคม ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่ดีงามของเรา ช่วยกันดูแลความฝันของอนาคตของคนหนุ่มสาว ให้พวกเขาสรรค์สร้างสังคมที่ดีแห่งอนาคตร่วมกัน

โดยบอกพวกเขาว่า การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่ความผิด เพื่อให้สังคมไทยเติบโต.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น