เสกสรรค์ และธีรยุทธ ปรับความเข้าใจกันในคืนก่อน 14 ตุลาคม 2516 ภาพถ่ายโดยช่างภาพไทยรัฐ
โดย เมธา มาสขาว
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผ่านพ้นมาวันนี้ 40 ปีให้หลัง ขบวนการนักศึกษาประชาชนต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่ง“ประชาธิ ปไตยทางการเมือง” คุณู ประการจากการต่อสู้กับเผด็ จการทหาร ทำให้ทุกวันนี้เรามีสิทธิเสรี ภาพทางการเมืองมากขึ้น ทำให้กองทัพไม่ สามารถปกครองประเทศไทยแบบเก่ าได้อีกต่อไป แต่สิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม ในความหมายของ“ประชาธิ ปไตยทางเศรษฐกิจ” ประชาชนไทยยั งไม่ได้รับความเป็นธรรม
ยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟูในปี 2516-2519 ขบวนการนักศึกษาประชาชนลุกขึ้ นมาต่อสู้เพื่อความเป็ นธรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งมีมิติกว้างไปกว่าสิทธิ ทางการเมือง เกิดศูนย์ประสานงานกรรมกรขึ้ นเพื่อเรียกร้องสิทธิ แรงงานและความเป็นธรรมในการจ้ างงาน และมีการก่อตั้งสมาพันธ์ ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ ไขเศรษฐกิจชาวนา โดยเฉพาะปัญหาที่ดินที่มี การรณรงค์ให้ ที่ดินต้องเป็นของผู้ถือคันไถ ชาวนาไทยต้องไร้หนี้สิน ซึ่งทั้งหมดไปกระทบโครงสร้ างทางเศรษฐกิจที่ชนชั้นนำไทยยึ ดกุมโดยตรง
โดยหลักการแล้ว สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้ างสรรค์ขึ้นเองได้ ไม่ควรนำเข้าซื้ อขายในระบบกลไกตลาด มันควรเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนร่ วมของสังคม แต่ที่ผ่านมาภายหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินตามนโยบายทุนนิยมเสรีเต็ มที่ ชนชั้นนำของสังคมไทยได้ กอบโกยผลประโยชน์จากทรัพย์สมบั ติส่วมร่วมของสังคมไทยอย่ างมากมาย ดังนั้น การลุกขึ้นจับมือกั นของขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนา ตามคำขวัญ “สามประสาน” ต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิ จและความเป็นธรรมทางสังคม จึงถือเป็นภัยต่อความมั่ นคงของชนชั้นนำไทยอย่างยิ่ง ต่อมาพวกเขาจึงตามไล่ล่ าและลอบสังหารแกนนำเหล่านั้ นจน
เสียชีวิตมากกว่า 34 คน อาทิ แสง รุ่งนิรันดรกุล, นายนิสิต จิรโสภณ,
อินถา ศรีบุญเรือง, อมเรศ ไชยสะอาด, บุญสนอง บุญโยทยาน เป็นต้น
ก่อนเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึ กษาในวันฆ่านกพิราบ 6 ตุลาคม 2519
การทดลองประชาธิปไตยแบบรั ฐสภาของชนชั้นนำเพียงแค่ 3 ปี ทำให้การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ พวกเขาเรียกคืนอำนาจเผด็จการเดิ มแต่ก็ได้รับการกดดั นจากนานาอารยะประเทศ จนนำมาสู่การรัฐประหารครั้งต่ อมาเพื่อนิรโทษกรรมผู้ต้องหา 6 ตุลา และนำพาประเทศไปสู่ “ประชาธิ ปไตยครึ่งใบ” มากขึ้น เพื่อลบคำครหาและความน่าเชื่อถื อต่อต่างชาติ


ผ่านมา 40 ปี วันนี้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ ำอันดับหนึ่งของเอเชีย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยกลั บห่างกันมากขึ้นจนติดอันดับต้นๆ ของโลก โครงสร้างทางอำนาจที่ถูกผู กขาดโดยชนชั้นนำ ทั้งสถาบันทางการเมื องและเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างและความสัมพันธ์ ทางสังคมเสียสมดุล การพัฒนาและนโยบายทางเศรษฐกิจที ่ผ่านมาจึงมักเอื้อประโยชน์ให้ ชนชั้นนำทางสังคมเท่านั้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่ างกันถึง 15 เท่า สำนักงานคณะกรรมการพั ฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าในปี 2553 จำนวนคนจนในประเทศไทย
ยังมีอยู่ถึง 5,076,700 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 7.5
% ซึ่งเป็นผู้มีรายได้ต่ำจากเส้ นความยากจนที่ 1,678บาทต่อคนต่อเดือน
ขณะที่คนรวยที่สุด 10% แรกของประเทศ มีรายได้รวมกันมากถึง 38.41%
ของรายได้รวมทั้งประเทศ กลุ่มคนจนที่สุด 10% แรกของประเทศมีรายได้เพียง
1.69% ของรายได้รวมเท่านั้น ความขัดแย้งจากปั ญหาการกระจายรายได้ไม่เป็ นธรรมเหล่านี้ คือความขัดแย้งหลักของสังคมที่ รอวันปะทุความรุนแรง รวมถึงความเหลื่อมล้ำด้านการศึ กษาที่นำมาสู่ค่าจ้างแรงงานที่ แตกต่างกันอีกด้วย
ถึงวันนี้ ขบวนการนักศึกษายังต่อสู้เพื่ อการศึกษาที่เป็นรัฐสวัสดิการ หยุดนโยบายการศึกษาเพื่อการค้ าและการลงทุน และมหาวิทยาลัยในกำกับซึ่งเป็ นเหมือนการลอยแพการศึกษาของรัฐ, ขบวนการชาวไร่ชาวนายังต่อสู้เพื ่อสิทธิในที่ดินทำกิน ในขณะที่ระบบทุนนิยมได้ทำให้ พวกเขากลายเป็นชาวนารับจ้างในที ่ดินที่เคยเป็นของตนเอง กลุ่มทุนได้ใช้กลไกตลาดเป็นเครื ่องมือในการฮุบเอากรรมสิทธิ์ส่ วนร่วมของสั งคมไปกอบโกยผลประโยชน์ และหารายได้ จนไม่มีทางออกใดนอกจากการปฏิรู ปที่ดินทั้งระบบ เพื่อการกระจายการถือครองที่ดิ นอย่างจริงจัง เหมือนยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการออกพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 จำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ แต่มายกเลิกในสมัยรั ฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 19 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2503 ให้มีการยกเลิกการจำกัดการถื อครองที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้เอกชนได้ แสวงประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่ มีมาตรการรองรับ
ในขณะที่ขบวนการกรรมกรยังต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรมในการจ้ างงานที่เหมาะสม สิทธิแรงงานที่พึงได้รับ แม้ว่าจะมีการก่อตั้ง“ กระทรวงแรงงาน” ขึ้นแต่ก็เหมื อนเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนเสี ยมากกว่า ในภาวะที่กรรมกรต้องแบกรั บความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน และการแก้ไขกฎหมายเพื่ อแยกสลายแรงงานทั้งหลายออกจากกั น ล้วนแต่เป็นอุปสรรคและเหตุผลที่ ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิ ปไตยทางเศรษฐกิจ และความเป็นธรรมทางสังคมยังไม่ บรรลุ
เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ งของการสร้างประชาธิ ปไตยทางเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื ่อมล้ำทางสังคมคือ การออกกฎหมายให้มีการปฏิรู ประ
บบภาษีทั้งระบบ โดยให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน
และภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเสียภาษีทางอ้อมกว่า 70%
และเสียภาษีทางตรงเพียง 30% ภาษีทางอ้อมนั้นเก็บผ่ านฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้ แบกรับภาษี แต่ภายใต้การคุ้ มครองของรัฐ ทรัพย์สินและรายได้ของบุคคลที่ สั่งสมเพิ่มขึ้นจากการรีดมูลค่ าจากคนสังคม สมควรแบ่งปันคืนสู่สังคม โดยให้รัฐจัดการในส่วนหนึ่งเพื่ อการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ความสะดวกปลอดภัยของชีวิ ตตลอดจนคุณภาพชีวิตและสวัสดิ การที่ดีจากรัฐ พลเมืองในยุโรป โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยินดีจ่ายภาษีส่วนเกินนี้คืนให้ รัฐในอัตราที่สูงในอัตราก้าวหน้ าจากทรัพย์สินและรายได้ที่ งอกเงย เพราะแต่ละคนก็เอาประโยชน์ที่ งอกเงยนั้นมาจากสังคมไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมจึงเกิดขึ้ นจากโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมนี ้ และรัฐบาลก็นำภาษีที่เก็บได้ มาพัฒนาสังคม จนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่ างๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคื นสู่พลเมืองอีกระลอกหนึ่ง ภาษีทรัพย์สิน คือภาษีทางตรงที่เราจ่ายให้แก่ รัฐและสังคมระหว่างที่มีชีวิ ตอยู่ และภาษีมรดกคือการจ่ายส่วนเกิ นที่ปลายทาง
40 ปี 14 ตุลา เราได้มาซึ่งประชาธิ ปไตยทางการเมืองที่ล้มลุกคลุ กคลาน แต่ถึงเวลาสืบสานอุดมการณ์ สามประสานเพื่อสร้างความเป็ นธรรมทางสังคมที่แท้จริ งทางโครงสร้าง นั่นคือการสร้างประชาธิ ปไตยทางเศรษฐกิจ!.
(เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ 13 ตุลาคม 2556)
(เผยแพร่ครั้งแรก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ แทบลอยด์ 13 ตุลาคม 2556)
------------------------------ ---
โดย เมธา มาสขาว
การสูญเสียอนาคตของคนหนุ่มสาวร่ วมสมัยจำนวนหนึ่ง ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้พวกเขาต้องลุกขึ้นมาสร้ างอนาคตด้วยตนเองหลังจากนั้น พร้อมกับยืนยันว่า การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่ ความผิด
การสูญเสียอนาคต
มันไม่เหมือนการแพ้เลือกตั้ง ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลผิด หรือหุ้นตกไม่กี่จุด
ที่จะเยียวยาหรือแก้ไขใหม่ได้ เยาวชนคนหนุ่มสาวทุกคนล้วนแต่ ใฝ่ฝันถึงอนาคตอันดีงามทั้งนั้น คำถามสำคัญคือ สังคมไทยได้ช่วยโอบอุ้มดู แลความฝันของอนาคตเหล่านั้นหรื อไม่ หรือจริงๆ แล้วได้ทำลายความใฝ่ฝันนั้นลงที ละเล็กละน้อยอยู่ทุกเมื่อเชื่ อวัน
เรามีรัฐบาลเพื่อจัดวางการอยู่ ร่วมกันของสังคม มีกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องประกั นที่ต่ำที่สุดในการจัดการความสั มพันธ์ของผู้คน และกฎเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงได้ ตามพลวัตของสังคมเรื่อยไป ไม่มีอะไรที่ตายตัวสำหรับจั กรวาลแห่งความรู้ ความรักและความจงรักภักดี กระทั่งความเกลียดชังและความเข้ าใจ เราไม่สามารถเดินลงแม่น้ำไปเป็ นครั้งที่สองได้ เพราะสายน้ำนั้นได้เคลื่อนผ่ านไปแล้วทุกนาทีไม่ได้อยู่ที่ เดิม ครั้งหนึ่งเราเคยเชื่อว่าโลกแบน แต่ต่อมาจึงรู้ว่าโลกกลม คนรุ่นก่อนใครจะคิดว่าวันหนึ่ งเราจะสามารถพูดคุยกันได้ แม้อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์ ใครจะไปคิดว่าเราจะสามารถส่ งจดหมายถึงกันได้ โดยแทรกอากาศมาถึงภายในเวลาชั่ ววินาที สังคมพัฒนาอารยะธรรมไปไม่มีที่ สิ้นสุด และคนหนุ่มสาวคือพลังสร้างสรรค์ เหล่านั้น ให้โอกาสพวกเขาได้ใฝ่ฝันและดู แลความฝันของพวกเขาให้เติบโต
ภายหลังจากที่เราได้ประชาธิ ปไตยทางการเมือง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิ ปไตยมาก แต่ความเป็นธรรมทางสังคมยังเหลื ่อมล้ำต่ำสูงอยู่ คนหนุ่มสาวของเราได้ออกมาเรี ยก
ร้องประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางสังคมต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปที่ดิน ที่ทำกินต้องเป็นผู้ถือคันไถ
รัฐบาลต้องดูแลปัญหาชาวนา กรรมกรต้องได้รับความเป็ นธรรมในการจ้างงาน
และสังคมนิยมทางเศรษฐกิจอื่นๆ จริงๆ แล้วแนวคิดที่ว่า ประชาธิปไตย
ก็คืออำนาจเป็นของประชาชน เป็นของสังคมส่วนร่วม
ซึ่งก็คือสังคมนิยมโดยตัวเอง สิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้ างสรรค์ขึ้นเองได้ ควรจะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของสั งคม สังคมใช้ประโยชน์ร่วมกัน
แต่แนวคิดทุนนิยมตีมูลค่าทุกอย่ างเหล่านั้นในกลไกตลาด เราเอาที่ดินทำกินเข้าสู่ กลไกตลาด แรงงานเข้าสู่กลไกตลาด พลังงานของสาธารณะเข้าสู่ กลไกตลาด และแปรผันทุกอย่างเป็นธุรกิ จการค้า แม้กระทั่งการศึกษาซึ่งเป็นองค์ ความรู้ของมนุษยชน
แต่แนวคิดทุนนิยมตีมูลค่าทุกอย่
ชนชั้นนำได้ผูกขาดกรรมสิทธิ์ส่
หากคนหนุ่มสาวคนหนึ่ง ใฝ่ฝันว่าสังคมจะต้องมีความเป็ นธรรม ความสัมพันธ์ของคนเราต้องมีเสรี ภาพจากการบังคับ และเรียกร้องให้รัฐบาลจั ดวางการอยู่ร่วมกันอย่างเป็ นธรรมมากขึ้นโดยสันติ โทษทัณฑ์ใดที่สามารถเข่นฆ่ าพวกเขาได้และปิดหนทางแห่ งการเรียกร้องจนพวกเขาต้องเลื อกหนทางเข้าป่าจับอาวุธขึ้นต่ อสู้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่ งประเทศไทย
มาถึงวันนี้สังคมไทยมีความขั ดแย้งกันมากขึ้น ทั้งทางการเมืองและปั ญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้ นมากมาย ซึ่งได้มีคำตอบว่า ที่ผ่านมาเราต่อสู้กับอำนาจรั ฐที่ไม่เป็นธรรมเพื่อให้ได้มาซึ ่งประชาธิปไตยทางการเมือง แต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังถู กทุนผูกขาดครอบงำอยู่ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำอันดั บหนึ่งในเอเชีย ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่ างกันสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือสังคมไทยไม่เคยเรียนรู้ บทเรียนในประวัติศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัจจุบันและสร้ างอนาคตที่ดีร่วมกันของสังคมไทย เรามีรัฐเพื่อจัดวางการอยู่ร่ วมกันของสังคมที่เป็นธรรมจริ งหรือ หรือแท้จริงแล้วมีคนไม่มากนักผู กขาดการเมืองไทยและชั กใยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่
นับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สังคมไทยผ่านการสูญเสี ยและความรุนแรงอีกหลายครั้ งหลายหน ราวกับว่า แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาก็คือ สังคมไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่ มสาวของเราใฝ่ฝันถึงอนาคต รัฐไทยไม่อนุญาตให้คนหนุ่ มสาวของเราใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ สังคมไทยไม่เคยปกป้องความใฝ่ฝั นและอนาคตของพวกเขา สังคมของเราจึงล้มลุกคลุ กคลานมานานตราบเท่าวันนี้
นึกถึงสังคมในฝัน และประเทศพัฒนาทั้งหลาย เขาดูแลโอบอุ้มอนาคตของชาติ ราวกับแม่ไก่ฟักไข่ในเล้า ฟูมฟักดูแลยิ่งกว่าไข่ในหิน ส่งเสริมองค์ความรู้ และโอกาสทางการศึกษาต่างๆ ตามความใฝ่ฝันและความถนัด งบประมาณการปฏิรูปการศึกษาถื อเป็นนโยบายหลักของรั ฐบาลในการโอบอุ้มดูแลอนาคตของสั งคม
สังคมไทยจะเป็นอย่างนั้นได้หรื อไม่ เลิกทำลายความใฝ่ฝันของคนหนุ่ มสาว เลิกสร้างความเกลียดชังบนความต่ างทางอุดมการณ์ทางการเมืองหรื อความเชื่อทางสังคม ทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์ใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่ ดีงามของเรา ช่วยกันดูแลความฝั นของอนาคตของคนหนุ่มสาว ให้พวกเขาสรรค์สร้างสังคมที่ดี แห่งอนาคตร่วมกัน
โดยบอกพวกเขาว่า การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่ ความผิด เพื่อให้สังคมไทยเติบโต.
โดยบอกพวกเขาว่า การใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ไม่ใช่
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น