แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"จดหมายจากเกียวโต" ฉบับที่ 9

ที่มา Voice TV


คำ ผกา

News Editor

Bio

นักเขียนอิสระ ผู้ดำเนินรายการ Divas Cafe


เที่ยวฮอกไกโด : ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง

แขกควรต้องจบเรื่องฮอกไกโดภายในตอนนี้ให้ได้ – สั่งตัวเองก่อนเขียน เพราะชอบ เวิ่นเว้อ แวะนู่น แวะนี่ จนไม่ได้ไปไหนสักที

เอ๊ะ, แขกบอกหรือยังว่าสามวันที่อยู่ฮอกไกโด ฝนตกตลอดทั้งสามวันและตกแบบยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วย หะแรกตั้งใจว่าจะไปดูสวนสัตว์ฮอกไกโดที่ร่ำลือกันนักหนาว่าเป็นสวนสัตว์ทัน สมัย ไม่ใช่สวนจับสัตว์ใส่กรงเฉาๆ แต่ในเมื่อฝนตกจึงยกเลิกไป

ย้อนกลับมาวันที่คุณสมุทรพาเราขับรถไปเที่ยวนอกเมือง (ซับโปโร) โดยออกแบบเส้นทางให้เริ่มจากไปดูพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านไอนุ จากนั้นก็ขับรถทะลุป่าเขาเรื่อยไป ผ่านฟาร์มวัวนม ผ่านไร่นา ผ่านสวนผัก พื้นที่กสิกรรม พร้อมทั้งมีจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยวลงไปเข้าห้องน้ำ ซื้อของที่ระลึกดื่มกาแฟ สถานีพักเหล่านี้ก็จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าที่คนไทยเรียกว่าสินค้าโอท้อป คือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นทั้งหลาย ตั้งแต่ผัก ผลไม้ ข้าวโพด ขนม นม เนย ชีส อาหารทะเลแปรรูปอย่างหอยเชชล์แห้งของฮอกไกโด – ซึ่งแพงราวกับอัญมณี (เมื่อเทียบกับราคาหอยเชลล์แห้งที่เราซื้อตามปกติอันเป็นหอยจากจีน) ส่วนตัวฉันนั่งดูวิว ดูไปดูมา ดูร้านผัก ร้านขายของ ดูไร่องุ่น  ดูฟาร์มวัวนม แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เออ บรรยากาศคล้ายๆทางไปเขาใหญ่เหมือนกันแฮะ เพียงแต่ภูเขาที่นี่ใหญ่โตสะบึมละฮึ่มกว่ามาก

พูดถึงหอยเชลล์แห้ง – คุณสมุทรอีกนั่นแหละเล่าให้ฟังว่า – แรงงานในโรงงานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ไม่ใช่แรงงานไทยด้อยฝีมือด้วย เพราะมาในโครงการที่ใช้ชื่อการแลกเปลี่ยนทักษะการทำงาน  ดังนั้นคนงานที่มาจึงมีการศึกษษไม่ต่ำว่า ปวช. มีไม่น้อยที่จบปริญญาตรี ซึ่งเป็นการทำสัญญากันของสองรัฐบาล ทางหนึ่งก็ได้ประโยชน์เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน ทางหนึ่งก็ได้ประโยชน์เพราะอยากไปทำงานที่มีรายได้สูงกว่าที่ทำเมืองไทย

คุณสมุทรเล่าว่าในระดับข้อตกลงและสัญญาที่ทำกับรัฐบาล และทางฝ่ายเจ้าของโรงงานเองไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะทำถูกต้อง จ่ายเงินเดือนครบ จ่ายค่าโอที ตามหลักเกณฑ์ทุกประการ แต่ปัญหาอยู่ที่บริษัทนายหน้าที่เมืองไทยซึ่งเก็บค่าหัวคิวจากคนงานจนท้าย ที่สุด คนที่มาทำงานแทบจะไม่เหลืออะไรเลย ประกอบกับกฏเกณพ์ที่เข้มงวดของการเดินทางออกนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต อากาศที่หนาวเหน็บของฮอกไกโดในฤดูหนาว ความเหงา อาจจะมีส่วนแต่การที่โดนบริษัทนายหน้าหักเงินไปเกือบหมด ท้ายที่สุดมันทำให้มีปัญหาคนงาน “โดด” วีซ่า หนีออกไปเป็นโรบินฮู้ด คุณสมุทร ต้องไปเป็นล่ามในกรณีที่เกิดปัญหาเหล่านี้บ่อยๆ

เล่าไว้เพื่อเป็น “ข่าวสาร” ประชาชนอย่างเราได้แต่อึ้งว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ คุณสมุทรเขาบอก อย่าเอ็ดอึงไป เพราะดูเหมือนที่บริษัทนายหน้าเหล่านี้ กระทำการขูดรีดคนงานอย่างไม่เป็นธรรมอย่างนี้ได้อย่างต่อเนื่องก็แสดงว่าไม่ ธรรมดา และทางฝ่ายนายจ้างก็น่าเห็นใจเพราะโดยมากแล้วชอบอุปนิสัยของคนงานไทยมากกว่า ที่อื่น และได้จ่ายเงินถูกต้องตามข้อตกลง

พูดเรื่องแรงงานไทยแล้วมาวกกลับมาที่ประเด็นการขาดแคลนแรงงาน คุณสมุทรเล่าว่าที่ฮอกไกโดออกจะต่างจากที่อื่นในญี่ปุ่นเพราะประชากรเบาบาง ไม่ค่อยมีใครอยากมาอยู่ เพราะฤดูหนาว หนาวโหดร้ายมากจริงๆ หนาวจนแทบจะออกไปไหนไม่ได้ ตั้งแต่มีเหตุการณ์โรงงานไฟฟ้าพลังงานิวเคลียล์ที่ฟุกุชิม่ารั่วและต้องปิด ไป ทำให้รัฐบาลต้องประหยัดไฟฟ้า ฮีตเตอร์ที่ฝังอยู่ใต้ถนนหลายๆสายซึ่งจะเปิดในฤดูหน่วให้มีความร้อนสำหรับ ละลายหิมะ ก็เปิดน้อยลง หรือ ปิดไปเลย นอกจากนั้นเทศบาลยังพยายามชักชวนให้คนที่ปลูกบ้านอยู่ไกลๆ และไม่บ้านน้อยหลังให้ย้ายมาอยู่แมนชั่นในเมืองชั่วคราวในฤดุหนาวเนื่องจาก แบกรับภาระการส่งรถออกไปตักหิมะออกจากถนนไม่ไหว (บริการเคลียล์หิมะออกจากถนนถือเป็นบริการสธารรูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐต้อง ทำให้ประชาชน) แต่กระนั้นก็ไม่มีใครยอมย้ายออกมา เนื่องจากชีวิตที่ฮอกไกโด มันลำบากถึงเพียงนี้  คุณสมุทรอีกนั่นแหละเล่าว่า มีแคมเปญเชิญชวนคนให้มาตั้งรกรากที่ฮอกไกโด โดยรัฐจะยกที่ดินทำกินให้ฟรีๆ แต่ให้มาปลูกบ้านเอง หักร้างถางพงเอง – แขกฟังแล้วก็ – อะไรจะขนาดนั้น โม้หรือเปล่า? เล่าเสียราวกับว่านี่ยังเป็นยุคบุกเบิก แต่คุณสมุทรเธอยืนยันว่า “จริ๊งงงง แต่ใครจะมา ต่อให้แถมหอยเชชล์แห้งให้กินฟรีด้วยเอ้า”

ก็จริงของคุณสมุทณอีกนั่นแหละ สมัยนี้มีแต่คนทิ้งไร่นาไปทำงานในเมือง อาชีพเกษตรกรไม่ใช่อาชีพที่จะทำกันได้ง่ายๆ ประสบความสำเร็จกันได้ง่ายๆเมื่อไหร่เล่า


photo (20)
สินค้าขายนักท่องเที่ยว: มะเขือเทศ

มาถึงคำว่าเกษตรกร ตอนนี้ในญี่ปุ่น รัฐบาลบอกว่า – ไม่เอาๆ เราไม่เรียกเกษตรกรว่าชาวนา หรือเกษตรกร ชาวสวนอะไรแล้ว เราต้องเรียกว่า “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” –  ในโลกสมัยใหม่ ชาวนา ชาวสวน ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ เมื่อมองว่าตัวเองเป้นนักธุรกิจ คิดจะปลูกอะไร ยังไง จะได้คำนึงถึงผลกำไร ความคุ้มค่า การลงทุน ฯลฯ มากกว่ามองว่าตัวเองเป็นเกษตรกรที่โดย “ถ้อยคำ” มันพ่วงมากับความรู้สึกว่าตัวเองคืออาชีพที่ต้องอาศัยพึ่งพิงคอยให้รัฐบาล โอบอุ้มอยู่ตลอดเวลา

อ่านมาถึงตอนนี้ คุณผู้อ่านต้องจินตนาการว่านั่งรถไปกับแขกนะคะ นั่งรถไป ชมวิวไป ดูสายฝนไป ฟังคุณสมุทรเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป

พิพิธภัณฑ์ชาวไอนุอยู่ไกลค่ะ ต้องนั่งรถกันอีกนานกว่าจะถึง

เรานั่งรถผ่านภูเขาที่ประเมินจากสายตาแล้วดูอุดมสมบูรณ์มาก ตามประสาสาวเหนือ ฉันเห็นต้นไผ่ ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า ฤดูใบไม้ผลิ น่าจะได้เข้าป่าเก็บหน่อไม้กันสนุก คุณสมุทรตอบว่า

“สนุกมาเลยครับพี่ ภรรยาผมกับแม่ยายของผมนี่ชอบมาก รอคอยกันทุกปีกับมหกรรมเก็บของป่าช่วงสปริง เป็นมหกรรมจริงจังขนาดที่เทศบาลจะออกคู่มือการเดินผ่า แผนที่ รายละเอียดเกี่ยวพืชพันธุ์ในป่าที่กินได้ อะไรกินไม่ได้ เห็ดอะไร ชื่ออะไร หน้าตาอย่างไร เห็ดพิษมีอะไรบ้าง คนก็เข้าไปเก็บผักกูดที่มีเยอะมากจริงๆ เก็บหน่อไม้ เห็ด”
สำหรับคนประเทศโลกที่สามอย่างเรา เวลาพูดว่าเข้าป่าไปเก็บหน่อไม้ เก็บเห็ดนี่ เรานึกถึงชาวบ้านกระมอมกระแมม สะพายถุงป๋ย กระสอบป่าน เพื่อหาของป่ามายังชีพบ้าง ขายหาเลี้ยงปากท้องบ้าง และต้องมีภูมิลำเนาห่างไกลความเจริญ เพราะป่ากับเมืองดูจะเป็นสิ่งมีชีวิตคนละเผ่าไม่อาจอยู่ร่วมกันได้เลย

แต่ดูเหมือนในประเทศโลกที่หนึ่ง เช่นในยุโรป กิจกรรมเข้าป่า เก็บเห็ด หรือลูกเบอรรี่ป่าเป็นงานอดิเรกของคนชั้นกลางในเมือง แขกไม่มีความรู้เรื่องการจัดป่า เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คนกับป่าอยู่ด้วยกันแบบสวยๆ คือป่า และชนบท ไม่ได้เท่ากับการขาดแคคลนสาธารณูปโภคในทุกมิติแบบป่าในความเข้าใจของคนไทย ที่พอเป็นป่าปุ๊บ มันหมายถึงถนนลูกรัง ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ

แขกฟังแล้วก็อดที่จะนึกถึงขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเมืองไทยไม่ได้ เพราะมักเป็นที่เสียดสีกันนักหนาว่า บรรดาผู้คนที่พร่ำเพ้อว่ารักธรรมชาตินักหนาในเมืองไทยนั้น รู้จัก “ป่า” รู้จัก “ธรรมชาติ” น้อยมาก โดยทั่วไป มีโอกาสไปสัมผัสอย่างผิวเผิน ถ่ายรูปกับพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ต้มกาแฟแกล้มสายหมอกยามเช้า แต่ถามว่าชีวิตนี้แยกใบกระเพราออกจากโหระพาได้หรือเปล่า? อย่าว่าแต่รู้ว่าเมื่อเข้าป่าแล้วจะรู้ไหมว่าอันไหนคือผักกูด อันไหนคือตำลึง ไผ่มี่พันธุ์ หน่อไม้มีกี่ชนิด ชนิดไหนหวานหรือขม รู้แต่ว่า มีป่ามากดีกว่าไม่มี ป่าอุ้มน้ำ ป่าทำให้ฝนตก ป่าทำให้มีสัตว์ป่า ป่าทำให้ธรรมชาติสมดุล (แค่ไหน อย่างไร? ตอบไม่ได้)

สำหรับแขกแล้วสำนึก “รักป่า” , “รักธรรมชาติ” น่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อเราเชื่อมโยงชีวิตของเรากับป่าได้ เช่น ถ้าในเมืองไทย คนไทยทั้งประเทศ มีกิจกรรมในการใช้เวลาว่างคือ การได้ไปเก็บเห็ด หาหน่อไม้ในป่า ใกล้บ้านตัวเอง สำนึกของการอยากรักษาป่า มันจะเกิดขึ้นแบบไม่ลอยเท้งเต้งอยู่ในจินตนาการ

แต่ดูเหมือนว่าการจัดการป่าของเมืองไทย คือการกีดกัน “คน” กีดกัน “ความเจริญ” กับ “ป่า” ออกจากกัน ป่าจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามเพื่อที่จะถูกคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งบุกรุกอยู่เสมอ การปลูกป่าก็กลายเป็นกิจกรรมของคนในเมืองเพื่อได้สบายใจว่าปีละครั้งสอง ครั้งตัวเองได้กระทำการรักธรรมชาติ เพราะคิดว่าป่ามีมิติเดียวคือ มีต้นไม้เยอะๆก็เรียกว่า แต่จะเป็นต้นอะไรบ้าง ไม่สำคัญ

สำหรับเราคนไทยจึงไม่สามารถจินตนาการสร้างป่าในเมือง หรือ สร้างเมืองในป่าได้ ในขณะที่หลายๆประเทศในโลก มีป่าอยู่กลางเมือง และไม่ผลักไสการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในป่า ทั้งยังอำนวยความสะดวกในการสร้างสาธารณูปโภค เพราะคิดเพียงมิติเดียวอีกว่า ถ้ามีเมืองในป่า ป่าต้องถูกทำลายแน่นอน


photo (19)
เนื้อหมีและเนื้อแมวน้ำถูกวางขายในรูปแบบ อาหารกระป๋อง

เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเปลี่ยนโจทย์ใหม่ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าใหม่ สร้างจิตสำนึกของการอยู่ การใช้ชีวิต กับป่า ใกล้ป่า เพื่อจะได้ดูแลป่า มีป่าเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีป่าไว้เข้าไปพาครอบครัวไปหาของป่า ทำอาหาร และแม้กระทั่งเชื่อว่า ป่า “สร้าง” ได้  และสร้างขึ้นมาท่ามกลางชุมชน ท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัย “ป่า” ไม่จำเป็นต้องพ่วงความหมายที่ผูกพันกับความเป็น “ชนบท”, “ชาวบ้าน”, “บ้านนอก”, “ดิบ” ฯลฯ “ป่า” ไม่ควรผูกพันอยู่กับความหมายแห่งการเป็นที่หวงห้าม การเข้าป่าไม่ควรแปลว่าบุกรุก

มันคงน่าสนุกมากหากเรามอง “ป่า” ใหม่ในฐานะของสิ่งมีชีวิตที่สร้างได้ ปลูกได้ ใช้ประโยชน์ได้ สัตว์ป่าชนดไหนมีมากก็ควรเอามากินได้ เช่นที่ฮอกไกโดตอนนี้มีการรณรงค์ให้กินเนื้อกวางให้มาก เพราะประชากรกวางมากเกินสมดุลไปแล้ว เนื้อหมี เนื้อแมวน้ำก็จับมาทำแกงใส่กระป๋องขายเป็นสินค้าโอท้อปอีก

อุ๊ปปส์ – ขอโทษจริงๆค่ะ ยังไม่ถึงพิพิธภัณฑ์ไอนุเลย – ก็มันไกลอ่านะ



12 ตุลาคม 2556 เวลา 12:14 น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น