รายงานโดย
ระยิบ เผ่ามโน
อจ.ตุ้ม
ยืนยันไทยมีหลักการสิทธิมนุษยชนสากลแล้วในรัฐธรรมนูญครบทั้ง
๕ ภาคส่วน แต่กลับสร้างกรอบพิเศษของวัฒนธรรมแบบไทยๆ
ขึ้นมาละเมิดหลักการเหล่านั้น
ดร.ปวินเสริมว่าปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทยเกิดจากหลักการสิทธิมนุษยชนเป็นแนว
คิดที่แปลกแยกต่อระบบชนชั้นที่ยังฝังรากลึกในสังคมไทย
ด้านทางแก้ อจ.ตุ้มแนะให้ปลูกฝังจิตสำนึกแห่งสิทธิมนุษยชนนับแต่ระดับครอบครัวเป็นต้นไป
ต้องหลุดพ้นจากการดูถูก แบ่งแยก และข่มเหงผู้อื่น ส่วนดร.ปวินบอกว่าต้องสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ประชาชนพึ่งตนเองในการรักษาสิทธิ
กับต้องทำให้กลุ่มประชาสังคม-เอ็นจีโอมีความเข้มแข็ง
และมีจิตสำนึกในการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
เมื่อราวเที่ยงวันที่
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ (ตามเวลาท้องที่) ในมหานครลอส แองเจลีส ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ณ
นครซาน ฟรานซิสโก จัดให้มีการสัมมนาปัญหาสิทธิมนุษยชนไทยโดยสองนักวิชาการชาวไทยผู้เป็นที่รู้จักดีในหมู่ชาวไทยที่รักประชาธิปไตย
คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สุดสงวน สุธีสร หรือที่เรียกกันติดปากว่า อาจารย์ตุ้ม
แห่งคณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับรองศาสตราจารย์ ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แห่งศูนย์ศึกษาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต โดยมี ดร.เพียงดิน
รักไทย แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์กลี่ย์ แคลิฟอร์เนีย เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
รายการเสวนาเริ่มขึ้นหลังจากรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันแล้ว
คุณพอล ภูวดล พิธีกรนำเข้าสู่การเสวนาในภาคภาษาอังกฤษ โดย ดร.เพียงดิน รักไทย เป็นผู้กล่าวถ้อยแถลงในนามของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
หรือชื่อทางการว่า
Thai Alliance for Human Rights (TAHR) โดยชี้แจงถึงการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนโดยองค์กรนี้ในการประสานกับองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ
แต่เน้นที่การติดตาม และตรวจสอบเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยเป็นสำคัญ
ดร.เพียงดินยังได้รายงานความคืบหน้าของการจัดประกวด
บทความเข้าแข่งขันชิงรางวัลชนะเลิศ ๑ แสนบาทโดยภาคีไทยฯ
ซึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดแล้วกว่า ๓๐ ราย หากแต่ทางภาคีฯ
มีผู้แสดงความจำนงอุปถัมภ์รางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันนี้เป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะรางวัลชมเชยจำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาทไทยมีถึง ๒๐ รางวัล ส่วนรางวัลชนะเลิศ ๑
แสนบาทนั้น อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้อุปถัมภ์
ด้วยเหตุนี้ทางภาคีฯ
จึงยืดเวลารับผลงานออกไปอีกจนถึงสิ้นเดือนพฤษจิกายน โดยกำหนดการตัดสินตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้แต่เดิมในปลายปีนี้
แล้วจะประกาศผลในงานส่งท้ายปีเก่าของภาคีตอนสิ้นปี ๒๕๕๖
ดร.ปวิน
ขึ้นกล่าวเป็นคนต่อไปได้เพียงสองสามนาฑีก็มีโทรศัพท์จาก ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย
ประธานจัดงาน ๔๐ ปี ๑๔ ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ในประเทศไทย ตามที่นัดหมายไว้
เนื้อความในการโฟนอินของดร.จรัลเป็นเวลาประมาณ ๑๕ นาฑี กล่าวถึงอุดมการณ์ ๑๔ ตุลา
เพื่อประชาธิปไตยเป็นหลักใหญ่
จากนั้น
ดร.ปวินกลับมาแถลงต่อ โดยมีเนื้อหาตรงกับการเสวนาในภาคภาษาไทยที่ปรากฏในบทความนี้ตอนท้าย
เช่นเดียวกับที่ ดร.สุดสงวน ขึ้นมาแถลงในภาคภาษาอังกฤษ ต่อด้วยตัวแทนผู้สนับสนุนอุดมการณ์
๑๔ ตุลา ในท้องที่ลอส แองเจลีส ขึ้นกล่าวแสดงการรำลึกเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ
๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ตามด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้ร่วมงานจำนวนร้อยกว่าคนจุดเทียนสดุดี ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา
๑ นาฑีโดยพร้อมเพรียงกัน
การเสวนาเริ่มด้วย
ดร.เพียงดิน ตั้งคำถามแก่สองวิทยากรถึงความหมาย
และขอบข่ายแห่งสิทธิมนุษยชนสากลที่อนุสนธิ์กับสภาพสิทธิมนุษยชนแบบไทยๆ
อันเป็นปัญหา
พร้อมทั้งขอความเห็นเป็นทางออกเพื่อให้ประเทศไทยได้มีการปฏิบัติเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างสมบูรณ์
อจ.ตุ้มกล่าวว่าหลักสิทธิมนุษยชนในปฏิญญาสากล
๓๐ ข้อนั้นมีบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยครบถ้วนแล้ว โดยกระจายกันอยู่ใน ๕ หมู่
ได้แก่ ด้านสิทธิพลเมือง ด้านสังคม ด้านวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ
และด้านการเมือง-การปกครอง แต่เมืองไทยเรากลับสร้างกรอบของตนเองเสียใหม่ทั้งในทางกฏหมาย
กลไก (ระเบียบปฏิบัติ) และวัฒนธรรม เลยกลับกลายเป็นการละเมิดหลักการต้นตำรับไป
ดร.สุดสงวน สุธีสร
เสนอทางออกคร่าวๆ เพื่อปรับแก้การปฏิบัติเพื่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่า
คนไทยควรที่จะเปลี่ยนจิตสำนึกเกี่ยวกับบุคคลกันเสียใหม่ การแบ่งพวก
การดูถูกผู้อื่น และการข่มเหงกันและกันนั้นต้องเลิกคิดอย่างเด็ดขาด
แล้วสร้างจิตสำนึกในทางบวกมาแทนที่ โดยเริ่มชี้แนะ และปลูกฝังกันจากภายในครอบครัวก่อนเป็นปฐม
แล้วจึงขยายออกไปในสังคม ตามด้วยการแก้ไขตัวบทกฏหมาย และปรับการบังคับใช้ต่อไป
สำหรับ
ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นั้น เนื้อหาของการปาฐกถาสรุปได้เป็นลายลักษณ์อักษรดังนี้
๑.
อะไรคือ ‘สิทธิมนุษยชน’
สิทธิมนุษยชนมีหน้าที่สำคัญสองประการ
ได้แก่ เป็นกลไกหนึ่งในการช่วยจัดระเบียบทางวัฒนธรรม และสังคม ที่ใดประชาชนตระหนักถึง
และปฏิบัติเคร่งครัดในการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งกันและกัน
ย่อมนำไปสู่การสร้างระเบียบอันสถาพรในชาติ กับก่อให้เกิดสันติในหมู่ปวงชน
ลดความขัดแย้งในสังคมโดยรวมได้อย่างดี
นอกจากนี้หลักสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีเชื้อชาติ
ไม่ต้องการสัญชาติ เพราะมีความเป็นสากลอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว พลเมืองทุกคนในประชาคมโลกย่อมได้รับการปกป้องสิทธิส่วนตนเสมอภาคกัน
อันเป็นการตอกย้ำความเท่าเทียมของแต่ละบุคคลในสังคมที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ประเทศไทยของเรายังมีปัญหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มากมาย
ในโสตหนึ่งมีเหตุมาจากหลักการสิทธิมนุษยชนสากลเป็นแนวคิดที่แปลกแยก
และซ้ำร้ายเป็นศัตรูกับระบบชนชั้นที่ฝังรากลึกอยู๋ในสังคมไทย
แม้นว่าเรามีกลุ่มประชาสังคม กับองค์กรพลเรือน หรือเอ็นจีโอ แต่ว่ากลุ่มเหล่านี้กลับทำตนเป็นตัวแทน
และเป็นปากเสียงให้แก่ชนชั้นนำในสังคมไทยไปเสียฉิบ
นั่นเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปไม่ได้ให้ความสนใจต่อหลักสิทธิมนุษยชนกันมากนัก
แถมองค์กรซึ่งมีหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญในการดูแลเรื่องนี้
นั่นคือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยเฉพาะ ศจ. ดร.อมรา พงศาพิชญ์
ประธานกรรมการเองก็ไม่ได้ประพฤติไปในทางที่เป็นปากเป็นเสียงให้แก่ประชาชนทั่วไป
จึงนับว่า กสม. ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในภารกิจของตน
๒.
ความเป็นไทยกับสิทธิมนุษยชน
คน
จำนวนไม่น้อยมองว่าความเป็นไทยเป็นมรดกตกทอดเฉพาะตัว
ติดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
จนกลายเป็นข้อกำหนดบังคับพฤติกรรมของสมาชิกสังคมให้อยู่แต่ในกรอบเดิมๆ
คร่ำครึ
ประจวบกับระบบอำนาจนิยมผูกขาดในสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมแบบบังคับประชาชนให้
ต้องพึ่งพาชนชั้นนำ
ทำให้การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในบริบทถูกต้องตามสากลเป็นไปได้ยาก
ประเทศไทยไม่เคยให้ความสำคัญในภาคประชาชนแก่ความมั่นคงแห่งมนุษย์อย่างจริง
จังเลย
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ปรากฏอย่างชัดเจนในกรอบการเมืองนั้นก็คือ
ประเด็นกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ หรือที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วโลกในนามกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์
ซึ่งยังถูกใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันทางการเมืองอย่างป่าเถื่อน และต่อเนื่อง
มีการจับกุมคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง ไม่ยอมให้ประกันตัวสู้คดี
แล้วยังมักตัดสินจำคุกอย่างน้อยสามปี อย่างดีถึงยี่สิบ
ล่าสุดได้มีการนำไปใช้เป็นเครื่องมือล้างแค้นต่อกันเป็นส่วนตัว
ล้วนเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง
๓.
ก้าวต่อไปควรทำอย่างไร
ดร.ปวินบอกว่าจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ขึ้น
เป็นวัฒนธรรมที่ประชาชนต้องพึ่งตนเองเป็นหลักใหญ่ ไม่ใช่การพึ่งพาบารมี
หรือรอคอยการยื่นให้จากชนชั้นนำ ควรต้องปลูกฝังความคิดอิสระในหมู่คนรุ่นใหม่ให้รู้จักรักษาสิทธิของตนเองเป็นสรณะ
ในแง่ของกฏหมายก็ถึงเวลาแล้วจะต้องพิจารณาแก้ไขตัวบทกฏหมายที่ล้าหลัง
และไม่เป็นธรรม อย่างกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
ทั้งนี้เพราะประชาชนไม่อาจมุ่งหวังความช่วยเหลือจาก กสม.
และไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมจากตุลาการได้
นอกจากนี้ควรต้องมีการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประชาสังคม
และกลุ่มเอ็นจีโอ พร้อมทั้งผ่าตัดเปลี่ยนสำนึกองค์กรเอกชนทั้งหลายให้ยืนหยัดอยู่กับการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
ดร.ปวินกล่าวว่าเหล่านี้ถ้าทำได้สำเร็จไม่เพียงแต่จะยกระดับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติได้เท่านั้น
มันยังเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในการพัฒนาประชาธืปไตยไทยให้สมบูรณ์ต่อไปได้ด้วย
เสร็จจากการเสวนาของสามวิทยากรแล้ว
ได้มีการประกาศตัวคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของภาคีฯ
และมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้อุปการะ ปิดท้ายงานด้วยการปราศรัยของประธานคณะกรรมการอำนวยการของภาคีฯ
นายเอนก ชัยชนะ
หมายเหตุ
ท่านที่สนใจฟังการถ่ายทอดรายการทั้งหมด กรุณาดาวน์โหลดได้ที่ งานเสวนาปัญหาสิทธิมนุษยชนไทย นครลอส แองเจลีส ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น