ใบตองแห้ง Baitonghaeng
VoiceTV Staff
Bio
คอลัมนิสต์อิสระ
พรรคเพื่อไทยกำลังทำอะไร นี่ไม่ใช่นิรโทษเหมาเข่ง แต่เป็นการนิรโทษเผาเข่ง เผาตัวเองด้วย ดีไม่ดีอาจล้มทั้งกระดาน
กรรมาธิการหัวเขียง ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เสนอแก้ไขมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ โดยเปลี่ยนสาระสำคัญไปสิ้นเชิง แล้วกรรมาธิการเพื่อไทย 18 คน รวม “บิ๊กบัง” ก็ยกมือสนับสนุน
จากเดิมที่มีข้อความว่า
“มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วงหรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและ ความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว”

ร่างที่ใช้หัวเขียงคิด แก้เป็น
“มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการ ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112”
ถ้าแก้ไขตามนี้จะมีผลอย่างไร แน่นอน ข้อหนึ่ง นิรโทษทักษิณ ซึ่งถูกกล่าวหาโดย คตส. ข้อสอง นิรโทษแกนนำ ทั้ง นปช.และ พธม. ข้อสาม นิรโทษทหารที่สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 รวมถึงอภิสิทธิ์-สุเทพ ผู้สั่งการ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจสลายการชุมนุมหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในช่วง เวลา 9 ปี
ทำไมมีผลนิรโทษทหาร รวมอภิสิทธิ์-สุเทพ ก็เพราะร่างแรกระบุว่า นิรโทษบุคคลที่ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง “เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งชัดเจนว่าไม่ได้นิรโทษเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อตัดข้อความเหล่านี้ออก เหลือเพียงถ้อยคำว่า “บุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง” ก็คล้าย พ.ร.ก.นิรโทษกรรมปี 2535 ซึ่งนิรโทษทุกฝ่าย รวมทหารด้วย
ดูวรรคสองของร่างเดิมก็ยิ่งชัด ไม่นิรโทษการกระทำของบรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือสั่งการ “ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง” ซึ่งหมายถึงแกนนำการชุมนุม แต่ร่างแก้ไขของประยุทธ์เปลี่ยนเป็น “ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้” รวมหมดทุกฝ่าย
ที่ทุเรศไปกว่านั้นคือ ร่างแก้ไขของประยุทธ์ยังเติมว่า นิรโทษหมดทุกคน ยกเว้นนักโทษ 112
สังเกตให้ดีนะครับ ร่างหัวเขียงตัดถ้อยคำว่า “หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง” ตรง นี้แปลว่าอะไร ก็แปลว่าการเขียนอย่างนี้อาจตีความรวมถึงนักโทษ 112 ซึ่งไม่ใช่วรชัยเขียนหรอก แต่วรชัยก๊อปร่างนิติราษฎร์ เลยมีถ้อยคำติดมา (แต่ก็อย่างที่เคยบอกไว้ การตีความขั้นสุดท้ายอยู่ในอำนาจศาล เพราะฉะนั้นเขียนไปก็ยากจะมีผล)
ตอนถกเถียงกันเรื่องร่างวรชัย-ร่างญาติวีรชน ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้เติมนิรโทษ 112 ลงไป เพราะมองว่าจะถูกต้านจนผ่านไม่ได้ ไม่สามารถนิรโทษใครสักคน แต่เมื่อแปรญัตติให้นิรโทษเหมาเข่ง ท้าทายกระแสต้านอย่างรุนแรงขนาดนี้ กลับลอยแพ 112 ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด ก็ต้องบอกว่าทุเรศแล้วครับ
ปัญหากฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนพูดถึงผลทางการเมือง ต้องแยกแยะก่อนว่าการแปรญัตติอย่างนี้มีปัญหาข้อกฎหมายอย่างน้อย 2 ข้อ
ข้อแรกคือ นี่เป็นการแปรญัตติที่เปลี่ยนหลักการและเหตุผลจากวาระแรก ที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการมา เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คนละทิศละทาง ซึ่งไม่น่ากระทำได้ ขัดกระบวนการตรากฎหมาย หากมีผู้ร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจวินิจฉัยให้กฎหมายตกไป
หลักการและเหตุผลในวาระแรกคืออะไร คือนิรโทษประชาชนที่มีความผิดจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง การแปรญัตติในวาระ 2 ต้องอยู่ในหลักการนี้เท่านั้น คณะกรรมาธิการอาจถกเถียงกันว่าความผิดใดควรนิรโทษ ความผิดใดไม่ควร อาจถกเถียงกันว่าควรนิรโทษตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน อาจถกเถียงกันว่าควรนิรโทษแกนนำหรือไม่ จะแยกแยะอย่างไรว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการชุมนุม ฯลฯ
แต่ไม่ใช่ข้ามหลักการไปนิรโทษทหาร นิรโทษอภิสิทธิ์-สุเทพ ซึ่งไม่อยู่ในเนื้อหาที่อภิปรายถกเถียงกันตอนผ่านสภาวาระแรก
และยิ่งไม่ใช่ข้ามไปนิรโทษทักษิณ “ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภาย หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา”
ซึ่งเป็นความผิดคนละเรื่องกันเลย ถ้าจะทำก็ต้องเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.อีกฉบับ ไม่ใช่เอามายัดไส้อย่างนี้
ประเด็นนี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีตก ก็จะเถียงศาลไม่ได้นะครับ ผมยังไม่ได้พลิกดูหรอกว่าผิดมาตราไหน แต่ถ้าศาลตีตกก็จะเห็นด้วย เพราะผิดหลักการตรากฎหมาย ขัดต่อ “ประเพณีประชาธิปไตย” คุณจะเสนอกฎหมายอะไร ต้องแสดงหลักการเหตุผลต่อสภา ต่อสาธารณชน เมื่อสภารับหลักการและเหตุผลนั้นแล้ว จะมาแปรญัตติเปลี่ยนหลักการและเหตุผลไม่ได้ ต้องเสนอใหม่
ปัญหากฎหมายข้อที่ 2 คือการนิรโทษทักษิณ ซึ่งถูกกล่าวหาโดย คตส.อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก โดยอ้างมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งรับรองอำนาจ คตส.
การเขียนง่ายๆ ว่า “ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภาย หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา” ซึ่งหมายถึง คตส.และ ปปช.ที่รับช่วงดำเนินคดีต่อ จะไปล้างมาตรา 309 และคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะครับ
พรรคเพื่อไทยประเมินตุลาการภิวัตน์ต่ำไปซะแล้ว ต่อให้คิดแก้ไขมาตรา 309 ด้วยก็เถอะ
ไม่เห็นหรือว่านิติราษฎร์ยังเสนอให้ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างอำนาจ คตส.และคำพิพากษาของศาล (แล้วกลับมาเริ่มคดีใหม่) ถ้ามันแก้ง่ายปานหัวเขียงคิด คณาจารย์คงไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญให้ยุ่งยากหรอกครับ นี่เขารู้ดีว่าถ้าไม่ทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะมีปัญหาซับซ้อนยุ่งเหยิงในการตีความ เพราะตุลาการรัฐประหารวางหมากไว้ซับซ้อนมาก เผลอๆ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่าน ศาลอาจตีความว่าทักษิณไม่ผ่าน แต่คนอื่นได้นิรโทษหมด เจ๊งเลย
เอาละ พรรคเพื่อไทยอาจเสนอแก้ไขมาตรา 309 ผมก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 309 ติ่งอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญรัฐประหาร แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอนิรโทษกรรมแบบนี้ ความพยายามแก้ 309 ก็เสียความชอบธรรมและจะยิ่งยากขึ้นทันตา
ประเด็นกฎหมายยังมีข้อสังเกตเล็กๆ แถมด้วยว่า กรรมาธิการถกเถียงขยายเวลากันไปมา จนยืดเยิ้อตั้งแต่ 2547 ถึง 2556 (ปชป.ก็พยายามต่อรองขยายเวลาให้ม็อบสวนยางปิดถนน เดี๋ยวคงขยายไปถึงม็อบอุรุพงษ์) ถ้าเป็นร่างนิติราษฎร์จะไม่มีปัญหานี้เลย เพราะร่างนิติราษฎร์กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่าความผิดนั้นต้องเกี่ยวเนื่องกับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ฉะนั้น พวกมาเรียกร้องราคาพืชผลแล้วปิดถนน ไม่อยู่ในข่ายนิรโทษ
แต่นี่ขยายกันไปจนถึงปี 47 ถามว่าปี 47 มีความขัดแย้งระหว่างเสื้อสีด้วยหรือ ไม่ย้อนไปให้ถึงปี 36 ตั้งแต่หลังพฤษภา 35 เสียเลยละครับ เจตนารมณ์ของการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษที่ต้องผูกโยงรัฐประหารก็เพราะมันทำให้เกิดความเห็นต่างอย่าง รุนแรงในสังคม จนมวลชนสองฝ่ายแสดงออกทางการเมืองแล้วไปละเมิดกฎหมาย
เผาความชอบธรรม
ท่าทีกรรมาธิการเพื่อไทยชัดเจนว่าเตรียมการไว้ เพราะร่างอย่างนี้ หัวเขียงคงไม่ได้คิดเอง แต่ได้ไฟเขียวจากผู้มีอำนาจตัดสินใจในพรรค แล้วมีมือกฎหมายยกร่างให้ แม้คนในพรรคหรือแกนนำพรรคบางคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้มาก่อน แต่ตอนนี้ก็พูดไม่ออก ตกกระไดไม่รู้ตัว ถามไถ่กันวงในก็ได้แต่ด่าด้วยความอึดอัดว่า “งี่เง่า”
ผู้มีอำนาจในพรรคต้องการอะไร เห็นได้ว่านี่เป็นการ “โยนระเบิดถามทาง” ซาวเสียงสังคม ซาวเสียงเสื้อแดง เสื้อเหลือง และฝ่ายค้าน ว่าจะยอมรับได้หรือไม่กับการนิรโทษเหมาเข่ง ถ้ากระแสต้านไม่รุนแรง ก็ผ่านฉลุย ถ้ากระแสแรง ก็ถอนกลับไปใช้ร่างเดิม ในการพิจารณาวาระ 2
แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะครับ งานนี้ไม่มีเท่าทุน ต่อให้พรุ่งนี้กลับใจ พรรคมีมติให้ใช้ร่างเดิม ก็เท่ากับ “ขโมยไก่ไม่ได้ขาดทุนข้าวสารกำใหญ่” เสียหายหลายด้าน โดยเฉพาะเสียมวลชน
พรรคเพื่อไทยกล้าทำอย่างนี้ อาจประเมินว่ากระแสต้านไม่แรงมาก พันธมิตรก็หมดก๊อก แมลงสาบหมดเครดิต สังคมอยากกลับสู่ความสงบเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ฝ่ายกองทัพก็เกี้ยเซียะแล้ว เสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยคงมีแค่หยิบมือ และถึงไม่พอใจยังไงก็ยังต้องหนุนรัฐบาลไม่หันไปหาประชาธิปัตย์
แต่ประเมินต่ำไปไหม อย่าลืมว่าพันธมิตร แมลงสาบ หมดก๊อก หมดเครดิต ก็เพราะประเด็นที่พวกเขาเคลื่อนไหวสวนหลักการประชาธิปไตย ไม่มีความชอบธรรม แต่แก้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ครั้งนี้พวกเขามีประเด็นชัดนะครับ ที่ผ่านมา อย่างม็อบอุรุพงษ์ไม่มีประเด็นเลย สังคมเห็นได้ว่าหาเรื่องล้มรัฐบาล แต่ครั้งนี้ พวกเขาพูดได้ว่าไม่ได้มาเพื่อล้มรัฐบาล แต่คัดค้านนิรโทษทักษิณ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ถอย จึงค่อยล้ม
พันธมิตรจะได้วัดพลังมวลชน “ขีดสูงสุด” ของตัวเองก็ครั้งนี้ ได้ตั้งกล่องบริจาควัดใจกันว่าใครเหลืองแท้ เหลืองเทียม เพราะเหลืองแท้ต้องเกลียดทักษิณ ประเด็นนี้น่าสงสัยใคร่รู้เหมือนกันว่า พันธมิตรจะยังปลุกความเกลียดชังได้ขนาดไหน สังคมไทยยังมีอารมณ์ร่วมซักเท่าไหร่
โอเค ในด้านหนึ่ง พันธมิตร แมลงสาบ ก็อยากได้นิรโทษ การเคลื่อนไหวอาจก้ำๆ กึ่งๆ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ทำตลกบริโภค ยังบอกจะคัดค้านหลังผ่านวาระ 3 และเฉไฉไปชูคดียึดทรัพย์ ว่าต้องคืนเงิน 5 หมื่นล้าน (อ้างว่าเป็นกฎหมายการเงิน ทั้งที่ไม่ใช่) ผ่านวาระ 3 แปลว่าอะไร ก็แปลว่าทักษิณ อภิสิทธิ์ เทพเทือก พ้นผิดด้วยกัน แล้วค่อยมาล้มรัฐบาล
การต่อต้านของเสื้อเหลือง แมลงสาบ จะแรงเกินคาด หรือปวกเปียกกว่าที่คิด ยังไงก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับการก้าวข้ามศพมวลชนเสื้อแดงเพื่อเอาทักษิณกลับบ้าน
ถามว่ามวลชนเสื้อแดงอยากให้ทักษิณกลับบ้านไหม อยากสิ มวลชนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณผิดไหม สมควรติดคุกไหม ตรงข้ามเลย มวลชนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม อยากให้ทักษิณได้รับความยุติธรรม พร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ทักษิณได้รับความยุติธรรมหรือได้นิรโทษ
แต่ทำไมไม่เสนอนิรโทษทักษิณต่างหาก ทำไมเอา “ทักษิณกลับบ้าน” มาแลกกับความยุติธรรมที่มวลชนควรได้รับ เอา “ทักษิณกลับบ้าน” มาแลกกับชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง ที่ตายไปเกือบร้อย บาดเจ็บนับพัน วิญญาณยังร้องหาความยุติธรรมอยู่ในงิ่วธรรมศาสตร์ 19 เปาบุ้นจิ้นตอนคดี 6 ศพวัดปทุม
ยิ่งกว่านั้น การ “ยัดไส้” อย่างนี้ยังเท่ากับเอามวลชนที่ติดคุกเป็นตัวประกัน ทำให้มวลชนได้กลับบ้านพร้อมทักษิณ ที่ผ่านมามีข้อครหาว่าพรรคเพื่อไทยยื้อเรื่องนิรโทษมวลชนไว้ 2 ปีเพื่อรอนิรโทษทักษิณ แม้มองได้ว่ามีเหตุผลอื่น เช่นมีความจำเป็นต้องรอให้สังคมยอมรับ แต่ตอนนี้ ชี้แจงไม่ได้แล้วครับ ต้องรับไปเต็มๆ พูดไปก็ไม่มีคนฟัง
ในทางปฏิบัติจริง มวลชนยังจะติดคุกลากยาวไปอีก เพราะแปรญัตติอย่างนี้ แม้ต่อให้เพื่อไทยมีเสียงข้างมากลากในสภาล่าง แต่เมื่อขึ้นไปถึงวุฒิสภา ก็มีโอกาสตีกลับ แล้วต้องประชุมร่วม ยังไม่นับอุปสรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่การนิรโทษเฉพาะมวลชน 2 ฝ่าย ซึ่งสังคมยอมรับ มีโอกาสผ่านวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญง่ายกว่า เร็วกว่า
เอาละ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า มวลชนเสื้อแดง หรือ นปช.คงไม่ออกมาชุมนุมคัดค้าน ไม่สังฆกรรมกับเสื้อเหลือง แมลงสาบ ไม่มีใครอยากล้มรัฐบาล เพื่อให้ประชาธิปัตย์หรืออำมาตย์ครองอำนาจ เสื้อแดงอาจไม่แตกดังโพละ เสียงส่วนใหญ่อาจหนุนรัฐบาล อาจยังเลือกเพื่อไทย เอาเข้าจริง แดงอิสระ แดงก้าวหน้า แดงปัญญาชน อาจมีไม่เท่าไหร่
แต่ผลที่ตามมา จะเป็นผลร้ายที่ซึมลึก ส่งผลระยะยาว
เฉพาะหน้าก็คงเป็นอย่างที่เห็น คือแกนนำ นปช.บางคนต้องประกาศจุดยืนเหมือน อ.ธิดา ว่ายอมรับนิรโทษเหมาเข่งไม่ได้ (แล้วถามว่าหมอเหวงจะทำไง แกนนำ นปช.ที่เป็น ส.ส.จะทำไง ไม่ใช่ว่ายกมือยอมรับแล้วมวลชนจะไม่เลือกนะครับ แต่ถ้ายกมือยอมรับ ก็ไม่สามารถอยู่เป็นคน เท่านั้นเอง) ที่เหลือถ้าหนีไมค์นักข่าวได้ก็หนีไป รอจนพรรคมีมติชัดเจน ถ้าพรรคให้หนุน ก็คงมีบางคนต้องเลือกยืนหยัดความเป็นคน แต่ในทางคะแนนเสียงไม่สำคัญนัก
ระยะยาวหรือที่จริงไม่ยาว ระยะต่อไป สำคัญกว่า
เพื่อไทยอาจมองว่า เสีย “แดงอิสระ” ไปส่วนหนึ่ง ในทางคะแนนเสียง ก็ไม่เท่าไหร่ ชดเชยได้ด้วยการขายฝัน 2.2 ล้านล้าน ชดเชยได้ด้วยกลไกอำนาจที่วางฐานข้าราชการ แต่อย่าลืมว่าคนเหล่านี้คือ “แถวหน้า” ของการต่อสู้ ตั้งแต่ต่อสู้รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ มาจนค้ำรัฐบาล
“แถวหน้า” ไม่ใช่ถูกเสมอไปแต่คนเหล่านี้คือคนที่ลุกฮือขึ้นจุดคบไฟ ส่องสว่าง แล้วคนอื่นๆ รวมทั้งนักการเมืองเพื่อไทยค่อยเดินตาม การนิรโทษทหาร และอภิสิทธิ์-สุเทพ คือการ “หัก” กันโดยตรง (จะด้านหน้าด้านหลังก็ตามแต่)
สิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียไม่ใช่จำนวนคน แต่เป็น “ความชอบธรรม” ซึ่งฟังแล้วอาจเป็นนามธรรม แต่นี่คือฐานแห่งชัยชนะในการเลือกตั้ง ฐานแห่งเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่นักการเมืองบางคนทุจริตคอร์รัปชั่น
พรรคเพื่อไทยซึ่งสืบทอดจากไทยรักไทยมีด้านที่ไม่ต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป คือเป็นพรรคของกลุ่มทุน พรรคที่กวาดต้อนกลุ่มก๊วนการเมืองมารวมกัน แต่พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จในนโยบาย “ประชานิยม” ทำให้มวลชนคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและในชนบทตระหนักว่า “ประชาธิปไตยกินได้” อำนาจที่ใช้หย่อนบัตรเลือกตั้งมีความหมาย มวลชนจึงลุกฮือเมื่อถูกปล้นอำนาจไปโดยรัฐประหาร โดยตุลาการ
มวลชนไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย แม้จะต่อสู้ร่วมกันจนแยกออกไม่ได้ แต่การต่อสู้จนตัวตายเป็นการสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรี เพื่อความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตย ชูคำว่า “ไพร่” ทวงสิทธิเลือกตั้งที่มีเท่ากับคนชั้นกลางชาวกรุง ใครจะหยามไม่ได้
การต่อสู้ของมวลชน ทำให้ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยมีความชอบธรรม ทั้งที่นักการเมืองเพื่อไทยจำนวนมากก็ไม่ได้ดีเด่กว่าพรรคอื่น การต่อสู้ของมวลชน ทำให้ทักษิณแตกต่างจากแบร์ลุสโคนี ทั้งที่เป็นนักการเมืองจากกลุ่มทุนเหมือนกัน มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนกัน แต่การต่อสู้ของมวลชนทำให้ทักษิณมีด้านที่เป็น “ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”
ความชอบธรรมนี้คือฐานค้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งคนสายตาสั้นอาจมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าถ้าชัก “ความชอบธรรม” ออกจากใต้เท้าแล้วจะเหลืออะไร
โอเค พรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นรัฐบาล ยังมีเสียงข้างมาก และยังจะได้รับเลือก แต่พรรคเพื่อไทยก็จะเหลือแต่ความเป็นพรรคของกลุ่มทุน ของก๊วนการเมือง ที่อยู่ได้ด้วยการประสานผลประโยชน์ กับทหาร กับอำมาตย์ กับนักการเมืองด้วยกัน หรือกับประชาชน ด้วยการขายฝันนโยบาย 2.2 ล้านล้าน 3.5 แสนล้าน
แต่ปราศจากฐานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้วจะต่างอะไรกับพรรคชาติไทยหรือพรรคความหวังใหม่ก่อนปี 2540 สุดท้ายก็จะพบจุดจบอีกครั้ง
แล้วถ้าเกิดรัฐประหารหรือศาลยุบพรรคอีก แม้มวลชนผู้รักประชาธิปไตยจะต่อต้าน แต่ก็คงไม่มีใครอยากร่วมกับพรรคเพื่อไทยอีก ต้องไปแสวงหาแนวทางใหม่ของตน ซึ่งในด้านหนึ่ง ก็จะทำให้พลังประชาธิปไตยอ่อนแอ
ขโมยไก่ขาดทุน
ที่ต้องคำนึงอีกประเด็นคือ เมื่อเกิดการแปรญัตติแล้ว ต่อให้พรรคเพื่อไทยกลับใจ มีมติให้ใช้ร่างเดิม ก็สายไปแล้ว “ขโมยไก่ไม่ได้ขาดทุนข้าวสารกำใหญ่” ความไว้วางใจของมวลชนต่อทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะยิ่งแย่ลงไปอีก ยิ่งกว่าตอนเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เพราะตอนนั้นยังเสนอเข้ามาทั้งดุ้น แต่ครั้งนี้ วาระแรกเสนอนิรโทษมวลชน แล้วกลับมายัดไส้นิรโทษทักษิณแลกทหาร อภิสิทธิ์-สุเทพ ทำให้เสียความรู้สึกกว่า
แต่ถึงอย่างไร พรรคเพื่อไทยก็ต้องรีบมีมติไม่รับ “นิรโทษเหมาเข่ง” เพราะยังพอกู้ความเสียหายได้บ้าง ถ้าอยากนิรโทษทักษิณ ก็ไปออก พ.ร.บ.ต่างหากสิครับ (แต่ไม่แคล้วศาลรัฐธรรมนูญตีตก หนทางดีที่สุดต้องกลับไปใช้ร่างรัฐธรรมนูญลบล้างผลพวงรัฐประหารของนิติ ราษฎร์)
ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนที่ตัดสินใจประเมินสถานการณ์แบบไหน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สว.มาจากเลือกตั้งก็ยังลูกผีลูกคน ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านก็ต้องลุ้น ผลงานรัฐบาลก็ขาลง นโยบายจำนำข้าวเพิ่งทะเลาะกับพ่อคุณปลื้มอยู่โครมๆ ยังโยนระเบิดถามทางอีก
เหมือนกันเลยกับปีที่แล้ว จะแก้ไข ม.291 แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทำท่าจะไปได้ดีแล้ว เจอ พ.ร.บ.ปรองดองแทรก หงายท้องเลย
ผู้มีอำนาจตัดสินใจเหนือพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่า “ลองวัดกระแสดู” ถ้าไม่ไหวก็ถอย แต่มันเสียหายนะครับ เสียหายเพื่อแลกกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่เป็นไร แต่นี่เสียหายเพื่อแลกกับทักษิณคนเดียว
มิหนำซ้ำ ทักษิณนั่นแหละที่จะได้รับผลสะท้อนกลับ เช่นหลังจากนี้ ถ้าจะแก้ ม.309 กระแสต้านก็จะแรง “แก้เพื่อทักษิณ” ยิ่งแก้ได้ยากขึ้น คล้ายๆ กับปีที่แล้ว ถ้าไม่แทรก พ.ร.บ.ปรองดอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้ถูกขัดขวาง แต่ก็อาจเดินหน้าได้มากกว่า เป็นผลดีต่อการปูทางให้ทักษิณกลับบ้านได้มากกว่า
ถ้าทักษิณไม่อดใจรอ กลับบ้านด้วยชัยชนะของประชาธิปไตย พยายามจะตัดทางลัด ท้ายที่สุด จะกลับกลายเป็นหนทางที่คดเคี้ยวกว่า
ใบตองแห้ง
20 ต.ค.56
.............................................
กรรมาธิการหัวเขียง ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ เสนอแก้ไขมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ โดยเปลี่ยนสาระสำคัญไปสิ้นเชิง แล้วกรรมาธิการเพื่อไทย 18 คน รวม “บิ๊กบัง” ก็ยกมือสนับสนุน
จากเดิมที่มีข้อความว่า
“มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการ เมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วงหรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและ ความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว”
ร่างที่ใช้หัวเขียงคิด แก้เป็น
“มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการ ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112”
ถ้าแก้ไขตามนี้จะมีผลอย่างไร แน่นอน ข้อหนึ่ง นิรโทษทักษิณ ซึ่งถูกกล่าวหาโดย คตส. ข้อสอง นิรโทษแกนนำ ทั้ง นปช.และ พธม. ข้อสาม นิรโทษทหารที่สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 รวมถึงอภิสิทธิ์-สุเทพ ผู้สั่งการ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจสลายการชุมนุมหรือละเมิดสิทธิเสรีภาพในช่วง เวลา 9 ปี
ทำไมมีผลนิรโทษทหาร รวมอภิสิทธิ์-สุเทพ ก็เพราะร่างแรกระบุว่า นิรโทษบุคคลที่ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง “เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งชัดเจนว่าไม่ได้นิรโทษเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อตัดข้อความเหล่านี้ออก เหลือเพียงถ้อยคำว่า “บุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง” ก็คล้าย พ.ร.ก.นิรโทษกรรมปี 2535 ซึ่งนิรโทษทุกฝ่าย รวมทหารด้วย
ดูวรรคสองของร่างเดิมก็ยิ่งชัด ไม่นิรโทษการกระทำของบรรดาผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือสั่งการ “ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง” ซึ่งหมายถึงแกนนำการชุมนุม แต่ร่างแก้ไขของประยุทธ์เปลี่ยนเป็น “ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้” รวมหมดทุกฝ่าย
ที่ทุเรศไปกว่านั้นคือ ร่างแก้ไขของประยุทธ์ยังเติมว่า นิรโทษหมดทุกคน ยกเว้นนักโทษ 112
สังเกตให้ดีนะครับ ร่างหัวเขียงตัดถ้อยคำว่า “หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง” ตรง นี้แปลว่าอะไร ก็แปลว่าการเขียนอย่างนี้อาจตีความรวมถึงนักโทษ 112 ซึ่งไม่ใช่วรชัยเขียนหรอก แต่วรชัยก๊อปร่างนิติราษฎร์ เลยมีถ้อยคำติดมา (แต่ก็อย่างที่เคยบอกไว้ การตีความขั้นสุดท้ายอยู่ในอำนาจศาล เพราะฉะนั้นเขียนไปก็ยากจะมีผล)
ตอนถกเถียงกันเรื่องร่างวรชัย-ร่างญาติวีรชน ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้เติมนิรโทษ 112 ลงไป เพราะมองว่าจะถูกต้านจนผ่านไม่ได้ ไม่สามารถนิรโทษใครสักคน แต่เมื่อแปรญัตติให้นิรโทษเหมาเข่ง ท้าทายกระแสต้านอย่างรุนแรงขนาดนี้ กลับลอยแพ 112 ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด ก็ต้องบอกว่าทุเรศแล้วครับ
ปัญหากฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนพูดถึงผลทางการเมือง ต้องแยกแยะก่อนว่าการแปรญัตติอย่างนี้มีปัญหาข้อกฎหมายอย่างน้อย 2 ข้อ
ข้อแรกคือ นี่เป็นการแปรญัตติที่เปลี่ยนหลักการและเหตุผลจากวาระแรก ที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการมา เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คนละทิศละทาง ซึ่งไม่น่ากระทำได้ ขัดกระบวนการตรากฎหมาย หากมีผู้ร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจวินิจฉัยให้กฎหมายตกไป
หลักการและเหตุผลในวาระแรกคืออะไร คือนิรโทษประชาชนที่มีความผิดจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง การแปรญัตติในวาระ 2 ต้องอยู่ในหลักการนี้เท่านั้น คณะกรรมาธิการอาจถกเถียงกันว่าความผิดใดควรนิรโทษ ความผิดใดไม่ควร อาจถกเถียงกันว่าควรนิรโทษตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน อาจถกเถียงกันว่าควรนิรโทษแกนนำหรือไม่ จะแยกแยะอย่างไรว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจหรือสั่งการให้มีการชุมนุม ฯลฯ
แต่ไม่ใช่ข้ามหลักการไปนิรโทษทหาร นิรโทษอภิสิทธิ์-สุเทพ ซึ่งไม่อยู่ในเนื้อหาที่อภิปรายถกเถียงกันตอนผ่านสภาวาระแรก
และยิ่งไม่ใช่ข้ามไปนิรโทษทักษิณ “ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภาย หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา”
ซึ่งเป็นความผิดคนละเรื่องกันเลย ถ้าจะทำก็ต้องเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.อีกฉบับ ไม่ใช่เอามายัดไส้อย่างนี้
ประเด็นนี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีตก ก็จะเถียงศาลไม่ได้นะครับ ผมยังไม่ได้พลิกดูหรอกว่าผิดมาตราไหน แต่ถ้าศาลตีตกก็จะเห็นด้วย เพราะผิดหลักการตรากฎหมาย ขัดต่อ “ประเพณีประชาธิปไตย” คุณจะเสนอกฎหมายอะไร ต้องแสดงหลักการเหตุผลต่อสภา ต่อสาธารณชน เมื่อสภารับหลักการและเหตุผลนั้นแล้ว จะมาแปรญัตติเปลี่ยนหลักการและเหตุผลไม่ได้ ต้องเสนอใหม่
ปัญหากฎหมายข้อที่ 2 คือการนิรโทษทักษิณ ซึ่งถูกกล่าวหาโดย คตส.อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก โดยอ้างมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งรับรองอำนาจ คตส.
การเขียนง่ายๆ ว่า “ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภาย หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมา” ซึ่งหมายถึง คตส.และ ปปช.ที่รับช่วงดำเนินคดีต่อ จะไปล้างมาตรา 309 และคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะครับ
พรรคเพื่อไทยประเมินตุลาการภิวัตน์ต่ำไปซะแล้ว ต่อให้คิดแก้ไขมาตรา 309 ด้วยก็เถอะ
ไม่เห็นหรือว่านิติราษฎร์ยังเสนอให้ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร” โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อลบล้างอำนาจ คตส.และคำพิพากษาของศาล (แล้วกลับมาเริ่มคดีใหม่) ถ้ามันแก้ง่ายปานหัวเขียงคิด คณาจารย์คงไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญให้ยุ่งยากหรอกครับ นี่เขารู้ดีว่าถ้าไม่ทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะมีปัญหาซับซ้อนยุ่งเหยิงในการตีความ เพราะตุลาการรัฐประหารวางหมากไว้ซับซ้อนมาก เผลอๆ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่าน ศาลอาจตีความว่าทักษิณไม่ผ่าน แต่คนอื่นได้นิรโทษหมด เจ๊งเลย
เอาละ พรรคเพื่อไทยอาจเสนอแก้ไขมาตรา 309 ผมก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 309 ติ่งอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญรัฐประหาร แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอนิรโทษกรรมแบบนี้ ความพยายามแก้ 309 ก็เสียความชอบธรรมและจะยิ่งยากขึ้นทันตา
ประเด็นกฎหมายยังมีข้อสังเกตเล็กๆ แถมด้วยว่า กรรมาธิการถกเถียงขยายเวลากันไปมา จนยืดเยิ้อตั้งแต่ 2547 ถึง 2556 (ปชป.ก็พยายามต่อรองขยายเวลาให้ม็อบสวนยางปิดถนน เดี๋ยวคงขยายไปถึงม็อบอุรุพงษ์) ถ้าเป็นร่างนิติราษฎร์จะไม่มีปัญหานี้เลย เพราะร่างนิติราษฎร์กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่าความผิดนั้นต้องเกี่ยวเนื่องกับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ฉะนั้น พวกมาเรียกร้องราคาพืชผลแล้วปิดถนน ไม่อยู่ในข่ายนิรโทษ
แต่นี่ขยายกันไปจนถึงปี 47 ถามว่าปี 47 มีความขัดแย้งระหว่างเสื้อสีด้วยหรือ ไม่ย้อนไปให้ถึงปี 36 ตั้งแต่หลังพฤษภา 35 เสียเลยละครับ เจตนารมณ์ของการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษที่ต้องผูกโยงรัฐประหารก็เพราะมันทำให้เกิดความเห็นต่างอย่าง รุนแรงในสังคม จนมวลชนสองฝ่ายแสดงออกทางการเมืองแล้วไปละเมิดกฎหมาย
เผาความชอบธรรม
ท่าทีกรรมาธิการเพื่อไทยชัดเจนว่าเตรียมการไว้ เพราะร่างอย่างนี้ หัวเขียงคงไม่ได้คิดเอง แต่ได้ไฟเขียวจากผู้มีอำนาจตัดสินใจในพรรค แล้วมีมือกฎหมายยกร่างให้ แม้คนในพรรคหรือแกนนำพรรคบางคนไม่รู้เรื่อง ไม่รู้มาก่อน แต่ตอนนี้ก็พูดไม่ออก ตกกระไดไม่รู้ตัว ถามไถ่กันวงในก็ได้แต่ด่าด้วยความอึดอัดว่า “งี่เง่า”
ผู้มีอำนาจในพรรคต้องการอะไร เห็นได้ว่านี่เป็นการ “โยนระเบิดถามทาง” ซาวเสียงสังคม ซาวเสียงเสื้อแดง เสื้อเหลือง และฝ่ายค้าน ว่าจะยอมรับได้หรือไม่กับการนิรโทษเหมาเข่ง ถ้ากระแสต้านไม่รุนแรง ก็ผ่านฉลุย ถ้ากระแสแรง ก็ถอนกลับไปใช้ร่างเดิม ในการพิจารณาวาระ 2
แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะครับ งานนี้ไม่มีเท่าทุน ต่อให้พรุ่งนี้กลับใจ พรรคมีมติให้ใช้ร่างเดิม ก็เท่ากับ “ขโมยไก่ไม่ได้ขาดทุนข้าวสารกำใหญ่” เสียหายหลายด้าน โดยเฉพาะเสียมวลชน
พรรคเพื่อไทยกล้าทำอย่างนี้ อาจประเมินว่ากระแสต้านไม่แรงมาก พันธมิตรก็หมดก๊อก แมลงสาบหมดเครดิต สังคมอยากกลับสู่ความสงบเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ฝ่ายกองทัพก็เกี้ยเซียะแล้ว เสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยคงมีแค่หยิบมือ และถึงไม่พอใจยังไงก็ยังต้องหนุนรัฐบาลไม่หันไปหาประชาธิปัตย์
แต่ประเมินต่ำไปไหม อย่าลืมว่าพันธมิตร แมลงสาบ หมดก๊อก หมดเครดิต ก็เพราะประเด็นที่พวกเขาเคลื่อนไหวสวนหลักการประชาธิปไตย ไม่มีความชอบธรรม แต่แก้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ครั้งนี้พวกเขามีประเด็นชัดนะครับ ที่ผ่านมา อย่างม็อบอุรุพงษ์ไม่มีประเด็นเลย สังคมเห็นได้ว่าหาเรื่องล้มรัฐบาล แต่ครั้งนี้ พวกเขาพูดได้ว่าไม่ได้มาเพื่อล้มรัฐบาล แต่คัดค้านนิรโทษทักษิณ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ถอย จึงค่อยล้ม
พันธมิตรจะได้วัดพลังมวลชน “ขีดสูงสุด” ของตัวเองก็ครั้งนี้ ได้ตั้งกล่องบริจาควัดใจกันว่าใครเหลืองแท้ เหลืองเทียม เพราะเหลืองแท้ต้องเกลียดทักษิณ ประเด็นนี้น่าสงสัยใคร่รู้เหมือนกันว่า พันธมิตรจะยังปลุกความเกลียดชังได้ขนาดไหน สังคมไทยยังมีอารมณ์ร่วมซักเท่าไหร่
โอเค ในด้านหนึ่ง พันธมิตร แมลงสาบ ก็อยากได้นิรโทษ การเคลื่อนไหวอาจก้ำๆ กึ่งๆ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ทำตลกบริโภค ยังบอกจะคัดค้านหลังผ่านวาระ 3 และเฉไฉไปชูคดียึดทรัพย์ ว่าต้องคืนเงิน 5 หมื่นล้าน (อ้างว่าเป็นกฎหมายการเงิน ทั้งที่ไม่ใช่) ผ่านวาระ 3 แปลว่าอะไร ก็แปลว่าทักษิณ อภิสิทธิ์ เทพเทือก พ้นผิดด้วยกัน แล้วค่อยมาล้มรัฐบาล
การต่อต้านของเสื้อเหลือง แมลงสาบ จะแรงเกินคาด หรือปวกเปียกกว่าที่คิด ยังไงก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับการก้าวข้ามศพมวลชนเสื้อแดงเพื่อเอาทักษิณกลับบ้าน
ถามว่ามวลชนเสื้อแดงอยากให้ทักษิณกลับบ้านไหม อยากสิ มวลชนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณผิดไหม สมควรติดคุกไหม ตรงข้ามเลย มวลชนเสื้อแดงเห็นว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม อยากให้ทักษิณได้รับความยุติธรรม พร้อมจะต่อสู้เพื่อให้ทักษิณได้รับความยุติธรรมหรือได้นิรโทษ
แต่ทำไมไม่เสนอนิรโทษทักษิณต่างหาก ทำไมเอา “ทักษิณกลับบ้าน” มาแลกกับความยุติธรรมที่มวลชนควรได้รับ เอา “ทักษิณกลับบ้าน” มาแลกกับชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง ที่ตายไปเกือบร้อย บาดเจ็บนับพัน วิญญาณยังร้องหาความยุติธรรมอยู่ในงิ่วธรรมศาสตร์ 19 เปาบุ้นจิ้นตอนคดี 6 ศพวัดปทุม
ยิ่งกว่านั้น การ “ยัดไส้” อย่างนี้ยังเท่ากับเอามวลชนที่ติดคุกเป็นตัวประกัน ทำให้มวลชนได้กลับบ้านพร้อมทักษิณ ที่ผ่านมามีข้อครหาว่าพรรคเพื่อไทยยื้อเรื่องนิรโทษมวลชนไว้ 2 ปีเพื่อรอนิรโทษทักษิณ แม้มองได้ว่ามีเหตุผลอื่น เช่นมีความจำเป็นต้องรอให้สังคมยอมรับ แต่ตอนนี้ ชี้แจงไม่ได้แล้วครับ ต้องรับไปเต็มๆ พูดไปก็ไม่มีคนฟัง
ในทางปฏิบัติจริง มวลชนยังจะติดคุกลากยาวไปอีก เพราะแปรญัตติอย่างนี้ แม้ต่อให้เพื่อไทยมีเสียงข้างมากลากในสภาล่าง แต่เมื่อขึ้นไปถึงวุฒิสภา ก็มีโอกาสตีกลับ แล้วต้องประชุมร่วม ยังไม่นับอุปสรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่การนิรโทษเฉพาะมวลชน 2 ฝ่าย ซึ่งสังคมยอมรับ มีโอกาสผ่านวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญง่ายกว่า เร็วกว่า
เอาละ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า มวลชนเสื้อแดง หรือ นปช.คงไม่ออกมาชุมนุมคัดค้าน ไม่สังฆกรรมกับเสื้อเหลือง แมลงสาบ ไม่มีใครอยากล้มรัฐบาล เพื่อให้ประชาธิปัตย์หรืออำมาตย์ครองอำนาจ เสื้อแดงอาจไม่แตกดังโพละ เสียงส่วนใหญ่อาจหนุนรัฐบาล อาจยังเลือกเพื่อไทย เอาเข้าจริง แดงอิสระ แดงก้าวหน้า แดงปัญญาชน อาจมีไม่เท่าไหร่
แต่ผลที่ตามมา จะเป็นผลร้ายที่ซึมลึก ส่งผลระยะยาว
เฉพาะหน้าก็คงเป็นอย่างที่เห็น คือแกนนำ นปช.บางคนต้องประกาศจุดยืนเหมือน อ.ธิดา ว่ายอมรับนิรโทษเหมาเข่งไม่ได้ (แล้วถามว่าหมอเหวงจะทำไง แกนนำ นปช.ที่เป็น ส.ส.จะทำไง ไม่ใช่ว่ายกมือยอมรับแล้วมวลชนจะไม่เลือกนะครับ แต่ถ้ายกมือยอมรับ ก็ไม่สามารถอยู่เป็นคน เท่านั้นเอง) ที่เหลือถ้าหนีไมค์นักข่าวได้ก็หนีไป รอจนพรรคมีมติชัดเจน ถ้าพรรคให้หนุน ก็คงมีบางคนต้องเลือกยืนหยัดความเป็นคน แต่ในทางคะแนนเสียงไม่สำคัญนัก
ระยะยาวหรือที่จริงไม่ยาว ระยะต่อไป สำคัญกว่า
เพื่อไทยอาจมองว่า เสีย “แดงอิสระ” ไปส่วนหนึ่ง ในทางคะแนนเสียง ก็ไม่เท่าไหร่ ชดเชยได้ด้วยการขายฝัน 2.2 ล้านล้าน ชดเชยได้ด้วยกลไกอำนาจที่วางฐานข้าราชการ แต่อย่าลืมว่าคนเหล่านี้คือ “แถวหน้า” ของการต่อสู้ ตั้งแต่ต่อสู้รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ มาจนค้ำรัฐบาล
“แถวหน้า” ไม่ใช่ถูกเสมอไปแต่คนเหล่านี้คือคนที่ลุกฮือขึ้นจุดคบไฟ ส่องสว่าง แล้วคนอื่นๆ รวมทั้งนักการเมืองเพื่อไทยค่อยเดินตาม การนิรโทษทหาร และอภิสิทธิ์-สุเทพ คือการ “หัก” กันโดยตรง (จะด้านหน้าด้านหลังก็ตามแต่)
สิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียไม่ใช่จำนวนคน แต่เป็น “ความชอบธรรม” ซึ่งฟังแล้วอาจเป็นนามธรรม แต่นี่คือฐานแห่งชัยชนะในการเลือกตั้ง ฐานแห่งเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่นักการเมืองบางคนทุจริตคอร์รัปชั่น
พรรคเพื่อไทยซึ่งสืบทอดจากไทยรักไทยมีด้านที่ไม่ต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป คือเป็นพรรคของกลุ่มทุน พรรคที่กวาดต้อนกลุ่มก๊วนการเมืองมารวมกัน แต่พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จในนโยบาย “ประชานิยม” ทำให้มวลชนคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและในชนบทตระหนักว่า “ประชาธิปไตยกินได้” อำนาจที่ใช้หย่อนบัตรเลือกตั้งมีความหมาย มวลชนจึงลุกฮือเมื่อถูกปล้นอำนาจไปโดยรัฐประหาร โดยตุลาการ
มวลชนไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณหรือพรรคเพื่อไทย แม้จะต่อสู้ร่วมกันจนแยกออกไม่ได้ แต่การต่อสู้จนตัวตายเป็นการสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรี เพื่อความเท่าเทียมในระบอบประชาธิปไตย ชูคำว่า “ไพร่” ทวงสิทธิเลือกตั้งที่มีเท่ากับคนชั้นกลางชาวกรุง ใครจะหยามไม่ได้
การต่อสู้ของมวลชน ทำให้ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยมีความชอบธรรม ทั้งที่นักการเมืองเพื่อไทยจำนวนมากก็ไม่ได้ดีเด่กว่าพรรคอื่น การต่อสู้ของมวลชน ทำให้ทักษิณแตกต่างจากแบร์ลุสโคนี ทั้งที่เป็นนักการเมืองจากกลุ่มทุนเหมือนกัน มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนกัน แต่การต่อสู้ของมวลชนทำให้ทักษิณมีด้านที่เป็น “ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”
ความชอบธรรมนี้คือฐานค้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งคนสายตาสั้นอาจมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าถ้าชัก “ความชอบธรรม” ออกจากใต้เท้าแล้วจะเหลืออะไร
โอเค พรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นรัฐบาล ยังมีเสียงข้างมาก และยังจะได้รับเลือก แต่พรรคเพื่อไทยก็จะเหลือแต่ความเป็นพรรคของกลุ่มทุน ของก๊วนการเมือง ที่อยู่ได้ด้วยการประสานผลประโยชน์ กับทหาร กับอำมาตย์ กับนักการเมืองด้วยกัน หรือกับประชาชน ด้วยการขายฝันนโยบาย 2.2 ล้านล้าน 3.5 แสนล้าน
แต่ปราศจากฐานการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้วจะต่างอะไรกับพรรคชาติไทยหรือพรรคความหวังใหม่ก่อนปี 2540 สุดท้ายก็จะพบจุดจบอีกครั้ง
แล้วถ้าเกิดรัฐประหารหรือศาลยุบพรรคอีก แม้มวลชนผู้รักประชาธิปไตยจะต่อต้าน แต่ก็คงไม่มีใครอยากร่วมกับพรรคเพื่อไทยอีก ต้องไปแสวงหาแนวทางใหม่ของตน ซึ่งในด้านหนึ่ง ก็จะทำให้พลังประชาธิปไตยอ่อนแอ
ขโมยไก่ขาดทุน
ที่ต้องคำนึงอีกประเด็นคือ เมื่อเกิดการแปรญัตติแล้ว ต่อให้พรรคเพื่อไทยกลับใจ มีมติให้ใช้ร่างเดิม ก็สายไปแล้ว “ขโมยไก่ไม่ได้ขาดทุนข้าวสารกำใหญ่” ความไว้วางใจของมวลชนต่อทักษิณและพรรคเพื่อไทยจะยิ่งแย่ลงไปอีก ยิ่งกว่าตอนเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เพราะตอนนั้นยังเสนอเข้ามาทั้งดุ้น แต่ครั้งนี้ วาระแรกเสนอนิรโทษมวลชน แล้วกลับมายัดไส้นิรโทษทักษิณแลกทหาร อภิสิทธิ์-สุเทพ ทำให้เสียความรู้สึกกว่า
แต่ถึงอย่างไร พรรคเพื่อไทยก็ต้องรีบมีมติไม่รับ “นิรโทษเหมาเข่ง” เพราะยังพอกู้ความเสียหายได้บ้าง ถ้าอยากนิรโทษทักษิณ ก็ไปออก พ.ร.บ.ต่างหากสิครับ (แต่ไม่แคล้วศาลรัฐธรรมนูญตีตก หนทางดีที่สุดต้องกลับไปใช้ร่างรัฐธรรมนูญลบล้างผลพวงรัฐประหารของนิติ ราษฎร์)
ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนที่ตัดสินใจประเมินสถานการณ์แบบไหน การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สว.มาจากเลือกตั้งก็ยังลูกผีลูกคน ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านก็ต้องลุ้น ผลงานรัฐบาลก็ขาลง นโยบายจำนำข้าวเพิ่งทะเลาะกับพ่อคุณปลื้มอยู่โครมๆ ยังโยนระเบิดถามทางอีก
เหมือนกันเลยกับปีที่แล้ว จะแก้ไข ม.291 แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทำท่าจะไปได้ดีแล้ว เจอ พ.ร.บ.ปรองดองแทรก หงายท้องเลย
ผู้มีอำนาจตัดสินใจเหนือพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่า “ลองวัดกระแสดู” ถ้าไม่ไหวก็ถอย แต่มันเสียหายนะครับ เสียหายเพื่อแลกกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่เป็นไร แต่นี่เสียหายเพื่อแลกกับทักษิณคนเดียว
มิหนำซ้ำ ทักษิณนั่นแหละที่จะได้รับผลสะท้อนกลับ เช่นหลังจากนี้ ถ้าจะแก้ ม.309 กระแสต้านก็จะแรง “แก้เพื่อทักษิณ” ยิ่งแก้ได้ยากขึ้น คล้ายๆ กับปีที่แล้ว ถ้าไม่แทรก พ.ร.บ.ปรองดอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้ถูกขัดขวาง แต่ก็อาจเดินหน้าได้มากกว่า เป็นผลดีต่อการปูทางให้ทักษิณกลับบ้านได้มากกว่า
ถ้าทักษิณไม่อดใจรอ กลับบ้านด้วยชัยชนะของประชาธิปไตย พยายามจะตัดทางลัด ท้ายที่สุด จะกลับกลายเป็นหนทางที่คดเคี้ยวกว่า
ใบตองแห้ง
20 ต.ค.56
.............................................
20 ตุลาคม 2556 เวลา 23:06 น.
View: 1725
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น