แม้ในที่สุด สภาคองเกรสสหรัฐฯสามารถหาข้อตกลงยุติภาวะ Government Shutdown
และหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้สำเร็จ ก่อนเส้นตายไม่กี่ชั่วโมง
แต่นักวิเคราะห์มองว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงกว่า 2
สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับสหรัฐฯแล้ว
ความเสียหายดังกล่าวมีอะไรบ้าง
ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสภาคองเกรสสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว เพื่อยุติภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลกลาง เนื่องจากวิกฤติงบประมาณ พร้อมอนุมัติเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ก่อนเส้นตายเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจถือเป็นข่าวดีของนักลงทุนทั่วโลก แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า สหรัฐฯยังคงมีปัญหาท้าทายใหญ่ๆให้ต้องแก้ไข และภาวะ Government Shutdown ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง มูดี้ส์ และ แสตนดาร์ด แอนด์พัวส์ คาดว่า ภาวะ Government Shutdown ตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ลดลงร้อยละ 0.5-0.6 หรือคิดเป็นเงินประมาณ 7 แสน 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากพนักงานรัฐเกือบล้านคนต้องถูกพักงาน ขณะที่สัญญาที่รัฐบาลทำไว้กับฝ่ายเอกชนต้องล่าช้าออกไป และอุทยานแห่งชาติต่างๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ต้องปิดตัวลง
ด้วยเหตุนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงตัดลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯใน ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ลงมาที่ประมาณร้อยละ 2 ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการกระตุ้นการจ้างงาน และลดอัตราคนว่างงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯในปัจจุบัน
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังคาดว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภาวะ Government Shutdown ยังอาจทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ต่อไป อย่างน้อยจนถึงปลายปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ไห้วิกฤติเศรษฐกิจเลวร้ายลงอีกครั้ง
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และวิกฤติงบประมาณที่เกิดขึ้น ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะพนักงานของรัฐนับล้านคนที่ถูกพักงานตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ดัชนีความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ภาคเอกชนหลายรายยืนยันว่า ภาวะ Government Shutdown ที่ผ่านมา ทำให้ภาคเอกชนเกิดความไม่มั่นใจ และมองโลกในแง่ร้าย โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่จัดทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมิชิแกน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา
ความไม่เชื่อมั่นในสถานะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯกำลังเข้าสู่ฤดูการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้า และคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง
การผ่านร่างงบประมาณล่าสุดของสภาคองเกรส ยังถือเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาเพียงชั่วคราว เนื่องจากร่างงบประมาณที่ตกลงกันได้อย่างเฉียดฉิว เพียงยืดเวลาการเจรจาเพื่อผ่านร่างงบประมาณฉบับสมบูรณ์ออกไปจนถึงต้นปีหน้า เท่านั้น ดังนั้น นักวิเคราะห์เตือนว่า สหรัฐฯยังคงไม่หลุดพ้นจากวงจรความวุ่นวายด้านงบประมาณ และมีโอกาสสูงที่ความวุ่นวายนี้อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสภาคองเกรสสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงผ่านร่างงบประมาณชั่วคราว เพื่อยุติภาวะ Government Shutdown หรือการปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลกลาง เนื่องจากวิกฤติงบประมาณ พร้อมอนุมัติเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ก่อนเส้นตายเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลเพียงไม่กี่ชั่วโมง อาจถือเป็นข่าวดีของนักลงทุนทั่วโลก แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า สหรัฐฯยังคงมีปัญหาท้าทายใหญ่ๆให้ต้องแก้ไข และภาวะ Government Shutdown ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง มูดี้ส์ และ แสตนดาร์ด แอนด์พัวส์ คาดว่า ภาวะ Government Shutdown ตลอดกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ลดลงร้อยละ 0.5-0.6 หรือคิดเป็นเงินประมาณ 7 แสน 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากพนักงานรัฐเกือบล้านคนต้องถูกพักงาน ขณะที่สัญญาที่รัฐบาลทำไว้กับฝ่ายเอกชนต้องล่าช้าออกไป และอุทยานแห่งชาติต่างๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ต้องปิดตัวลง
ด้วยเหตุนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์จึงตัดลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯใน ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ลงมาที่ประมาณร้อยละ 2 ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการกระตุ้นการจ้างงาน และลดอัตราคนว่างงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของสหรัฐฯในปัจจุบัน
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังคาดว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภาวะ Government Shutdown ยังอาจทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไว้ต่อไป อย่างน้อยจนถึงปลายปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ไห้วิกฤติเศรษฐกิจเลวร้ายลงอีกครั้ง
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และวิกฤติงบประมาณที่เกิดขึ้น ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะพนักงานของรัฐนับล้านคนที่ถูกพักงานตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ดัชนีความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ภาคเอกชนหลายรายยืนยันว่า ภาวะ Government Shutdown ที่ผ่านมา ทำให้ภาคเอกชนเกิดความไม่มั่นใจ และมองโลกในแง่ร้าย โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่จัดทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐมิชิแกน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา
ความไม่เชื่อมั่นในสถานะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ อาจส่งผลกระทบตามมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯกำลังเข้าสู่ฤดูการจับจ่ายใช้สอยช่วงปลายปี ในเทศกาลขอบคุณพระเจ้า และคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง
การผ่านร่างงบประมาณล่าสุดของสภาคองเกรส ยังถือเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาเพียงชั่วคราว เนื่องจากร่างงบประมาณที่ตกลงกันได้อย่างเฉียดฉิว เพียงยืดเวลาการเจรจาเพื่อผ่านร่างงบประมาณฉบับสมบูรณ์ออกไปจนถึงต้นปีหน้า เท่านั้น ดังนั้น นักวิเคราะห์เตือนว่า สหรัฐฯยังคงไม่หลุดพ้นจากวงจรความวุ่นวายด้านงบประมาณ และมีโอกาสสูงที่ความวุ่นวายนี้อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้
by
Phanuwat
17 ตุลาคม 2556 เวลา 11:47 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น