9 ตุลาคม, 2013 - 19:36 | โดย yukti mukdawijitra
ข่าวครม.ผ่านร่างพรบ.ว่าด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ชวนให้ผู้เขียนเศร้าใจจนกลายเป็นโกรธและสมเพชรั ฐบาลอย่างเกินเวทนา ผู้บริหารประเทศนี้ชักจะบ้าจี้ก ันไปใหญ่แล้ว ความจริงไม่ใช่นักการเมืองบ้าอำ นาจหรอก แต่นักการเมืองประเทศนี้เกรงกลั วสถาบันหลักต่างๆ อย่างไร้สติกันเกินไปแล้ว จนกระทั่งออกกฎหมายป้อยอ ปกป้องกันจนจะบิดเบือนธรรมชาติของ สังคมกันไปใหญ่แล้ว
คำถามข้อแรกเลยคือ ทุกวันนี้สถาบันกษัตริย์ ศาสนา และความมั่นคงของประเทศ ยังได้รับการคุ้มครองไม่เพียงพอ อีกหรืออย่างไร จึงต้องเอาการคุ้มครองวัฒนธรรมเ ข้าไปผูกพ่วงด้วย
กล่าวเฉพาะสถาบันกษัตริย์ นี่ถ้าใครหมิ่นกษัตริย์ด้วยภาษา ถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็ นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ นอกจากคดี ม. 112 แล้ว ยังจะต้องถูกดำเนินคดีพ่วงเข้าไ ปอีกคดีหรืออย่างไร ถ้าไม่นับว่าศาลจะมารู้อะไรเกี่ ยวกับวัฒนธรรม ก็สงสัยว่าศาลจะลงโทษอย่างไร ใช้คำหนึ่งคือผิดหนึ่งกระทง ใช้ 5 คำผิด 5 กระทง แบบเดียวกับตัดสินจำนวนครั้งที่ส่ง SMS อีกหรือเปล่า
คำถามต่อมาคือ แล้วใครจะเป็นคนแจ้งความดำเนินค ดี เช่น หากมีใครได้กำลังดูการแสดงหนังต ะลุงอยู่ แล้วถ่ายคลิปที่แสดงในลักษณะ "หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบกระเทือนศาสนาและความมั่นค งของประเทศ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศ ีลธรรมอันดี" ไว้ ก็สามารถนำไปแจ้งความจับได้อย่า งนั้นหรือ
นี่จะไม่ทำให้สังคมไทยโกลาหลกัน ไปใหญ่หรือ สังคมนี้จะกลายเป็นสังคมที่ทุกค นจ้องจับผิดกันเองตลอดเวลาหรือ สังคมนี้มิทำให้ทุกคนกลายเป็นเด ็กขี้ฟ้องหรอกหรือ ลำพังคดี ม. 112 ที่พี่น้องแจ้งความดำเนินคดีกัน หรือนักจัดรายการอะไรที่ไหนก็ไม ่รู้เดินขึ้นโรงพักไปแจ้งความดำ เนินคดี ม. 112 กับนักศึกษาที่ออกมารณรงค์เรื่อ งชุดนักศึกษา ฯลฯ ยังโกลาหลคลุ้มคลั่งกันไม่พออีก หรืออย่างไร
คำถามสุดท้าย วัฒนธรรมกลายเป็นสิ่งของที่คนบา งกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถปกป้อ งดูแลได้หรือ เราจะไว้ใจ "คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม" ที่มีอำนาจในการเรียกคนนั้นคนนี ้ที่เข้าข่ายกระทำผิดมาสอบสวนได ้อย่างไร คนเหล่านั้นเป็นใคร มาจากไหน รู้จักวัฒนธรรมดีหรือ คณะกรรมการเหล่านี้เป็นใครกันจึ งจะรู้ดีกว่าผู้ผลิตวัฒนธรรม
หากใครที่ใช้วัฒนธรรมเหล่านั้นไ ปกระทำผิด คนเหล่านั้นก็น่าจะต้องเป็นเจ้า ของวัฒนธรรมนั้นเองไม่ใช่หรือ เช่น คนร้องเพลงแหล่ ก็จะต้องร้องเพลงเป็น ก็แสดงว่าเขาเป็นผู้ใช้และสืบทอ ดเพลงนั้นมาเอง ก็แปลว่าเขาเป็นเจ้าของวัฒนธรรม นั้นไม่ใช่หรือ แต่เจ้าของวัฒนธรรมเหล่านี้กลับ จะต้องถูกตัดสินจากใครก็ไม่รู้ว ่ากระทำผิดทางวัฒนธรรมของตนเองอ ย่างนั้นหรือ
ต่อให้มีการเชิญเจ้าของวัฒนธรรม มาร่วมตัดสินคดี รัฐกำลังจะให้อำนาจคนบางคนมาตัด สินคุณค่าทางวัฒนธรรมเท่านั้นหร ือ เช่น จะมีเพียงเจ้าของภาษาถิ่นบางคนเ ท่านั้นหรือที่จะรู้ดีว่า อะไรถูกอะไรผิดในการใช้ภาษานั้น ๆ
วัฒนธรรมเป็นของทั้งชุมชนผู้สร้ างและปัจเจกชนผู้ใช้ แสดงออก และร่วมสร้าง ทั้งชุมชนและปัจเจกชนมีสิทธิครอบค รอง ใช้ และดัดแปลงวัฒนธรรมของตนเอง ไม่ใช่เรื่องอะไรที่รัฐจะต้องยื่นอำนา จเข้ามาก้าวก่าย รัฐอาจช่วยส่งเสริม ช่วยสนับสนุนให้พัฒนาได้ และนั่นเป็นบทบาทที่ถูกต้องของร ัฐ การประกาศกฎหมายแบบนี้ออกมาเขาไ ม่ได้เรียกการส่งเสริมวัฒนธรรมห รอก เขาเรียกเผด็จการทางวัฒนธรรมต่างหาก
แล้วคิดว่ากฎหมายแบบนี้จะช่วยปก ป้องคุ้มครองสถาบันหลักๆ เหล่านั้นได้จริงหรือ กฎหมายที่มีอยู่แล้วยังช่วยคุ้ม ครองสถาบันเหล่านั้นไม่เพียงพอห รือ และเท่าที่มีกฎหมายต่างๆ อยู่แล้วน่ะ สามารถปกป้องไม่ให้สถาบันเหล่าน ั้นเสื่อมลงได้หรือ อะไรจะดีจะงามย่อมอยู่ที่คุณค่า ในตัวมันเองและความนิยมชมชอบ ความเคารพศรัทธาของสังคมไม่ใช่ห รือ กฎหมายจะทำให้สถาบันเหล่านั้นดี งามขึ้นมาได้อย่างไรถ้าสถาบันเห ล่านั้นเสื่อมลงไปเอง
คำถามข้อแรกเลยคือ ทุกวันนี้สถาบันกษัตริย์ ศาสนา และความมั่นคงของประเทศ ยังได้รับการคุ้มครองไม่เพียงพอ
กล่าวเฉพาะสถาบันกษัตริย์ นี่ถ้าใครหมิ่นกษัตริย์ด้วยภาษา
คำถามต่อมาคือ แล้วใครจะเป็นคนแจ้งความดำเนินค
นี่จะไม่ทำให้สังคมไทยโกลาหลกัน
คำถามสุดท้าย วัฒนธรรมกลายเป็นสิ่งของที่คนบา
หากใครที่ใช้วัฒนธรรมเหล่านั้นไ
ต่อให้มีการเชิญเจ้าของวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเป็นของทั้งชุมชนผู้สร้
แล้วคิดว่ากฎหมายแบบนี้จะช่วยปก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น