รายงานเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 ของฟรีดอมเฮาส์
โดยรวมลดลงกว่าปีที่ผ่านมา เผยไทยอันดับแย่กว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน
ขณะที่มีคะแนนเสรีภาพเท่ากับอียิปต์ ด้านสหรัฐฯ
ถูกประเมินแย่ลงจากเรื่องโครงการสอดแนมอินเทอร์เน็ตที่ถูกเปิดโปง
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2013 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ ซึ่งเป็นองค์กรที่รายงานเรื่องเสรีภาพสื่อและเสรีภาพอินเทอร์เน็ต เปิดเผยรายงานสถานการณ์อินเทอร์เน็ตโลกปี 2013 โดยกล่าวถึงเรื่องการสอดแนมอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง มีการออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมเนื้อหาเว็บ และมีการจับกุมผู้ใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงกว่าปีที่แล้วโดยภาพรวม
อย่างไรก็ตาม รายงานเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 ระบุว่ากลุ่มนักกิจกรรมสามารถรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องภัยต่างๆ เหล่านี้ได้และในหลายกรณีสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดมาตรการปิดกั้นเสรีภาพ เพิ่มขึ้น
ซานจา เคลลี่ ผู้อำนวยการโครงการเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 กล่าวว่าในขณะที่หลายประเทศยังใช้วิธีการปิดกั้นและกลั่นกรองเพื่อเซ็นเซอร์ เนื้อหา รัฐบาลอีกหลายประเทศเริ่มหันมาใช้วิธีการสอดส่องว่าใครพูดอะไรในอิน เทอร์เน็ต และพยายามหาทางลงโทษพวกเขา
"บางประเทศผู้ใช้อาจจะถูกจับกุมได้เพียงเพราะโพสต์สิ่งต่างๆ บนเฟซบุ๊ก หรือแค่ 'กดไลค์' ความคิดเห็นของเพื่อนที่ถือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ" เคลลี่กล่าว
รายงานเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 เก็บข้อมูลเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ตจาก 60 ประเทศ เพื่อประเมินในเรื่องต่างๆ เช่น อุปสรรคการเข้าถึง การจำกัดเนื้อหา และการละเมิดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
ฟรีดอมเฮาส์ระบุว่า เรื่องที่สำคัญและเป็นที่สนใจสำหรับปีนี้คือเรื่องโครงการสอดแนมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน และยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ นอกจากนี้ ในรายงานของฟรีดอมเฮาส์ยังระบุว่ามี 35 ประเทศจากทั้ง 60 ประเทศ ที่มีเทคโนโลยีหรือมีอำนาจทางกฎหมายในการสอดแนมอินเทอร์เน็ต ซึ่งการสอดแนมเช่นนี้มักจะเป็นปัญหาจากการถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามผู้ต่อ ต้านทางการเมืองและนักกิจกรรมด้านสิทธิพลเมือง ในประเทศเผด็จการหลายประเทศมีการใช้อีเมลและเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ของนักกิจกรรมมาเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีหรือถูกสั่งให้เผยแพร่ในช่วงไต่ สวน ทำให้พวกเขาถูกจำคุก ทารุณกรรม หรือแม้กระทั่งถูกสังหาร
นอกจากนี้ความกลัวเรื่องพลังทางโซเชียลมีเดียในการเป็นแรงขับเคลื่อนการ ประท้วงระดับประเทศ ทำให้มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ต นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012 มี 24 ประเทศจากกลุ่มประเทศที่ถูกสำรวจใช้การออกกฎหมายหรือคำสั่งที่เป็นการจำกัด เสรีภาพอินเทอร์เน็ต
ฟรีดอมส์เฮาส์สรุปโดยภาพรวมว่า มี 34 ประเทศที่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงโดยเฉพาะประเทศเวียดนามและเอธิโอเปีย ขณะที่เวเนซุเอลามีการเพิ่มการเซนเซอร์ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยอย่างอินเดีย สหรัฐฯ และบราซิล ก็ถูกจัดอยู่ในข่ายมีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลง
จากอันดับตารางพบว่า ประเทศไอซ์แลนด์ และเอสโตเนียยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ส่วนสหรัฐฯ แม้จะมีคะแนนแย่ลงจากการถูกเปิดโปงเรื่องโครงการสอดแนม ก็ยังอยู่ใน 5 อันดับแรก ส่วนประเทศจีน คิวบา และอิหร่านยังคงอยู่ท้ายตารางในเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ตติดต่อกันเป็นปี ที่สอง
ไทยขยับจาก "ไม่เสรี" เป็น "เสรีบางส่วน"
ทางด้าน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 46 จาก 60 อันดับ ขยับจากไม่เสรีเมื่อปี 2012 เป็นมีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตบางส่วนด้วยคะแนน 60 คะแนนเท่ากับประเทศอียิปต์ (คะแนนน้อยกว่าถือว่ามีเสรีภาพมากกว่า) โดยมีคะแนนดีขึ้น 1 จุดจากปี 2012 เมื่อเทียบกับประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าอันดับแย่กว่ากัมพูชา (47 คะแนน) มาเลเซีย (44 คะแนน) อินโดนีเซีย (41 คะแนน) และฟิลิปปินส์ (25 คะแนน) แต่อยู่ในอันดับดีกว่าพม่า (62 คะแนน) และเวียดนาม (75 คะแนน)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบคะแนนจากปี 2012 ประเทศพม่าและตูนิเซีย ถือว่ามีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากมาตรวัดต่างๆ ในรายงานของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่า ประเทศไทยมีการปิดกั้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับสังคม การเมือง และศาสนา มีกลุ่มผู้สนับสนุนทางการคอยชี้นำบีบบังคับในการอภิปรายในโลกออนไลน์ มีการออกกฎหมายหรือคำสั่งข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการสอดส่องหรือห้ามการปิด บังตัวตน
ในรายงานกล่าวอีกว่า รัฐไทยได้บล็อคเว็บไซต์และหน้าโซเชียลมีเดียจำนวนหลายหมื่น นอกจากนี้ยังมีการสั่งจำคุกคนที่เผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความเห็นทางอินเทอร์ เน็ตหรือทางโทรศัพท์ โดยปัญหามาจากกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารและ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
"การที่ใครๆ ก็สามารถฟ้องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใครก็ได้ในประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้หลาย คนใช้เป็นเครื่องมือฟ้องร้องศัตรูทางการเมืองหรือเพื่อยับยั้งกิจกรรมเรียก ร้องสิทธิพลเมืองในบรรยากาศที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองสูงมาก" รายงานของฟรีดอมเฮาส์กล่าว
นอกจากนี้ฟรีดอมเฮาส์ยังได้กล่าวถึงวิธีการที่มักจะนำมาใช้ในการควบคุม อินเทอร์เน็ต ซึ่งนอกจากการปิดกั้นหรือการออกกฎหมายเพื่อจับกุมแล้ว ยังรวมการสอดแนม การติดสินบนให้มีการแสดงความเห็นสนับสนุนฝ่ายทางการและดิสเครดิตฝ่ายต่อต้าน รวมถึงการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต เช่น ในกรณีของมาเลเซียและเวเนซุเอลาที่มีการขัดขวางหรือก่อกวนระบบเครือข่าย (DDoS attack) ของเว็บไซต์สื่ออิสระในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง
เรียบเรียงจาก
New Report: Internet Freedom Deteriorates Worldwide, but Activists Push Back, Freedom House, 03-10-2013
http://www.freedomhouse.org/article/new-report-internet-freedom-deteriorates-worldwide-activists-push-back
รายงานฉบับเต็ม
http://freedomhouse.org/sites/default/files/resources/FOTN%202013_Full%20Report_0.pdf
รายงานในส่วนประเทศไทย
http://www.freedomhouse.org/report/freedom-net/2013/thailand
เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2013 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ ซึ่งเป็นองค์กรที่รายงานเรื่องเสรีภาพสื่อและเสรีภาพอินเทอร์เน็ต เปิดเผยรายงานสถานการณ์อินเทอร์เน็ตโลกปี 2013 โดยกล่าวถึงเรื่องการสอดแนมอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง มีการออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมเนื้อหาเว็บ และมีการจับกุมผู้ใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงกว่าปีที่แล้วโดยภาพรวม
อย่างไรก็ตาม รายงานเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 ระบุว่ากลุ่มนักกิจกรรมสามารถรณรงค์สร้างความตระหนักในเรื่องภัยต่างๆ เหล่านี้ได้และในหลายกรณีสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดมาตรการปิดกั้นเสรีภาพ เพิ่มขึ้น
ซานจา เคลลี่ ผู้อำนวยการโครงการเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 กล่าวว่าในขณะที่หลายประเทศยังใช้วิธีการปิดกั้นและกลั่นกรองเพื่อเซ็นเซอร์ เนื้อหา รัฐบาลอีกหลายประเทศเริ่มหันมาใช้วิธีการสอดส่องว่าใครพูดอะไรในอิน เทอร์เน็ต และพยายามหาทางลงโทษพวกเขา
"บางประเทศผู้ใช้อาจจะถูกจับกุมได้เพียงเพราะโพสต์สิ่งต่างๆ บนเฟซบุ๊ก หรือแค่ 'กดไลค์' ความคิดเห็นของเพื่อนที่ถือว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ" เคลลี่กล่าว
รายงานเสรีภาพอินเทอร์เน็ตปี 2013 เก็บข้อมูลเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ตจาก 60 ประเทศ เพื่อประเมินในเรื่องต่างๆ เช่น อุปสรรคการเข้าถึง การจำกัดเนื้อหา และการละเมิดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
ฟรีดอมเฮาส์ระบุว่า เรื่องที่สำคัญและเป็นที่สนใจสำหรับปีนี้คือเรื่องโครงการสอดแนมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน และยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ นอกจากนี้ ในรายงานของฟรีดอมเฮาส์ยังระบุว่ามี 35 ประเทศจากทั้ง 60 ประเทศ ที่มีเทคโนโลยีหรือมีอำนาจทางกฎหมายในการสอดแนมอินเทอร์เน็ต ซึ่งการสอดแนมเช่นนี้มักจะเป็นปัญหาจากการถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามผู้ต่อ ต้านทางการเมืองและนักกิจกรรมด้านสิทธิพลเมือง ในประเทศเผด็จการหลายประเทศมีการใช้อีเมลและเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ ของนักกิจกรรมมาเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีหรือถูกสั่งให้เผยแพร่ในช่วงไต่ สวน ทำให้พวกเขาถูกจำคุก ทารุณกรรม หรือแม้กระทั่งถูกสังหาร
นอกจากนี้ความกลัวเรื่องพลังทางโซเชียลมีเดียในการเป็นแรงขับเคลื่อนการ ประท้วงระดับประเทศ ทำให้มีการออกกฎหมายจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ต นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2012 มี 24 ประเทศจากกลุ่มประเทศที่ถูกสำรวจใช้การออกกฎหมายหรือคำสั่งที่เป็นการจำกัด เสรีภาพอินเทอร์เน็ต
ฟรีดอมส์เฮาส์สรุปโดยภาพรวมว่า มี 34 ประเทศที่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงโดยเฉพาะประเทศเวียดนามและเอธิโอเปีย ขณะที่เวเนซุเอลามีการเพิ่มการเซนเซอร์ในช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ ขณะที่ประเทศประชาธิปไตยอย่างอินเดีย สหรัฐฯ และบราซิล ก็ถูกจัดอยู่ในข่ายมีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลง
จากอันดับตารางพบว่า ประเทศไอซ์แลนด์ และเอสโตเนียยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ส่วนสหรัฐฯ แม้จะมีคะแนนแย่ลงจากการถูกเปิดโปงเรื่องโครงการสอดแนม ก็ยังอยู่ใน 5 อันดับแรก ส่วนประเทศจีน คิวบา และอิหร่านยังคงอยู่ท้ายตารางในเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ตติดต่อกันเป็นปี ที่สอง
ไทยขยับจาก "ไม่เสรี" เป็น "เสรีบางส่วน"
ทางด้าน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 46 จาก 60 อันดับ ขยับจากไม่เสรีเมื่อปี 2012 เป็นมีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตบางส่วนด้วยคะแนน 60 คะแนนเท่ากับประเทศอียิปต์ (คะแนนน้อยกว่าถือว่ามีเสรีภาพมากกว่า) โดยมีคะแนนดีขึ้น 1 จุดจากปี 2012 เมื่อเทียบกับประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือว่าอันดับแย่กว่ากัมพูชา (47 คะแนน) มาเลเซีย (44 คะแนน) อินโดนีเซีย (41 คะแนน) และฟิลิปปินส์ (25 คะแนน) แต่อยู่ในอันดับดีกว่าพม่า (62 คะแนน) และเวียดนาม (75 คะแนน)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบคะแนนจากปี 2012 ประเทศพม่าและตูนิเซีย ถือว่ามีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากมาตรวัดต่างๆ ในรายงานของฟรีดอมเฮาส์ระบุว่า ประเทศไทยมีการปิดกั้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับสังคม การเมือง และศาสนา มีกลุ่มผู้สนับสนุนทางการคอยชี้นำบีบบังคับในการอภิปรายในโลกออนไลน์ มีการออกกฎหมายหรือคำสั่งข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการสอดส่องหรือห้ามการปิด บังตัวตน
ในรายงานกล่าวอีกว่า รัฐไทยได้บล็อคเว็บไซต์และหน้าโซเชียลมีเดียจำนวนหลายหมื่น นอกจากนี้ยังมีการสั่งจำคุกคนที่เผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความเห็นทางอินเทอร์ เน็ตหรือทางโทรศัพท์ โดยปัญหามาจากกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารและ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
"การที่ใครๆ ก็สามารถฟ้องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพใครก็ได้ในประเทศเป็นการเปิดโอกาสให้หลาย คนใช้เป็นเครื่องมือฟ้องร้องศัตรูทางการเมืองหรือเพื่อยับยั้งกิจกรรมเรียก ร้องสิทธิพลเมืองในบรรยากาศที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองสูงมาก" รายงานของฟรีดอมเฮาส์กล่าว
นอกจากนี้ฟรีดอมเฮาส์ยังได้กล่าวถึงวิธีการที่มักจะนำมาใช้ในการควบคุม อินเทอร์เน็ต ซึ่งนอกจากการปิดกั้นหรือการออกกฎหมายเพื่อจับกุมแล้ว ยังรวมการสอดแนม การติดสินบนให้มีการแสดงความเห็นสนับสนุนฝ่ายทางการและดิสเครดิตฝ่ายต่อต้าน รวมถึงการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต เช่น ในกรณีของมาเลเซียและเวเนซุเอลาที่มีการขัดขวางหรือก่อกวนระบบเครือข่าย (DDoS attack) ของเว็บไซต์สื่ออิสระในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง
เรียบเรียงจาก
New Report: Internet Freedom Deteriorates Worldwide, but Activists Push Back, Freedom House, 03-10-2013
http://www.freedomhouse.org/article/new-report-internet-freedom-deteriorates-worldwide-activists-push-back
รายงานฉบับเต็ม
http://freedomhouse.org/sites/default/files/resources/FOTN%202013_Full%20Report_0.pdf
รายงานในส่วนประเทศไทย
http://www.freedomhouse.org/report/freedom-net/2013/thailand
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น