
ดิฉันมั่นใจว่าการไปร่วมชุมนุมและการตั้งคำถามในฐานะสื่อมวลชนไม่มีส่วนใดที่ผิดต่อจรรยาวิชาชีพ
ทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยสำนึกพลเมืองไทย
คง ต้องขอบคุณ วิสาร เตชะธีรวัฒน์ รมช.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับภาพที่ดิฉันอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ คงหวังเป็นประเด็นเด็ดที่จะดิสเครดิตความเป็นสื่อมวลชนของดิฉันว่าเลือกข้าง ไม่ควรมาถามคำถามที่เขาตอบไม่ได้
บอกตรง ๆ ว่าค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่การเดินออกจากบ้านหลังเลิกงานแล้วของ "ผู้หญิงคนหนึ่ง" เพื่อไปทำหน้าที่พลเมืองที่แยกอุรุพงษ์ จะได้รับความสนใจทั้งจากพี่น้องเสื้อแดงนำไปขยายผลแล้วแต่ความต่ำของระดับ จิตใจ ไปจนถึงคนระดับรัฐมนตรี แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าระดับมันสมองที่อยู่ในระนาบเดียวกัน คงไม่รู้จักคำว่า "แยกแยะ" จึงขออนุญาติประกาศกันให้ชัดหน้าเพจนี้เลยค่ะ ท่าน รมช.มหาดไทยจะได้ไม่ต้องเสียแรงโชว์ภาพดิฉันจากมือถือผ่านสื่ออีก ^^
1) การไปที่อุรุพงษ์ไม่ได้ไปทำข่าวเพราะดิฉันไม่ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวนี้ แต่ไปเพื่อแสดงออกให้รัฐบาลหันกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหน้าที่ของ พลเมืองที่ไม่ต้องการเห็นชาติหายนะ
2) ดิฉันไม่ได้ไปที่อุรุพงษ์แค่วันเดียวแต่ไปทุกวันโดยใช้เวลาหลังเลิกงาน ไม่มีการติดบัตรสื่อ เพื่อแยกแยะให้เห็นว่าไม่ได้มาทำหน้าที่สื่อมวลชน และไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของสื่อมวลชนด้วยแต่อยู่ในสถานที่ชุมนุมชัดเจน แม้มีคนถามก็บอกว่า "มาทำหน้าที่พลเมือง"
3) การไปที่อุรุพงษ์ ไม่ได้เป็นความลับอะไรเลยมีคนถ่ายภาพมากมาย และนำไปเผยแพร่กันในเฟซบุ๊ค ซึ่งดิฉันเพียงแต่ใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 (ุ6) ที่บัญญัติให้ประชาชนมี "เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนที่จะใช้ที่ สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก เท่านั้น
4) พื้นที่อุรุพงษ์ไม่ใช่แม้แต่จะเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ความมั่น คง ตาม พ.ร.บ.มั่นคง ทำไมประชาชนจะไปชุมนุมไม่ได้ และดิฉันก็ไม่ได้เป็นคนปิดถนน แต่เมื่อไปยังสถานที่ดังกล่าวถนนก็ได้ถูกปิดไปโดยปริยายแล้ว ไม่ต่างจากที่ตำรวจประกาศปิด 14 เส้นทางจนเดือดร้อนทั่วกรุง มากกว่าความเดือดร้อนของประชาชนที่แยกอุรุพงษ์ที่รัฐบาลนำมาอ้างเสียอีก
5) อย่ากักขังเสรีภาพของการเป็นพลเมืองไทยโดยพยายามเอาคำว่า "สื่อมวลชน" มาเป็นกรงครอบ เพราะดิฉันพร้อมทำหน้าที่ทั้งสื่อมวลชนที่ดีและการเป็นพลเมืองไทยที่ดีไป พร้อม ๆ กัน
6) หากสื่อไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ เท่ากับเขาถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพให้ต่ำกว่าประชาชนทั่วไปเสียอีก ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนนั้นบกพร่องหรือไม่ และดิฉันมั่นใจว่าการไปร่วมชุมนุมและการตั้งคำถามในฐานะสื่อมวลชนไม่มีส่วน ใดที่ผิดต่อจรรยาวิชาชีพ และยังสามารถมองหน้าตัวเองในกระจกได้อย่างภาคภูมิใจว่า "เป็นคนไทยไม่สยบยอมเป็นขี้ข้าใคร"
7) มุกเดิม ๆ ของพรรคเพื่อไทยที่จะผลักให้ดิฉันไปเป็นศัตรูเพื่อเลี่ยงตอบคำถามด้วยการ พยายามดิสเครดิตไม่ได้ผลหรอกค่ะ ดิฉันจิตแข็งพอที่จะทนแรงเสียดทานเหล่านี้ได้ เพราะก่อนที่จะทำอะไรย่อมเห็นถึงผลที่จะตามมาอยู่แล้วว่ามีโอกาสที่จะเกิด อะไรขึ้นบ้าง โดยพร้อมที่จะเผชิญกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่หวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น
ถ้า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นประชาธิปไตยจริง ท่านต้องแยกแยะได้ว่า สื่อมวลชนก็คือพลเมืองและเขามีสิทธิทำหน้าที่พลเมืองควบคู่ไปกับการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนที่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน
9) หากไม่พอใจดิฉันหรือเห็นว่ากระทำผิดกฎหมายขอให้ดำเนินคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่กรุณาอย่าไปบีบต้นสังกัดซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เพราะหากท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับท่านกำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และละเมิดรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ
10) วันนี้เลิกงานสองทุ่มเจอกันที่อุรุพงษ์ดิฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็นสื่อ มวลชนสามารถทำหน้าที่พลเมืองได้ อย่ากักขังตัวเองจนขาดอิสระที่จะทำเพื่อชาติ เพราะในชีวิตหนึ่งเรามีโอกาสไม่มากนักที่จะต่อสู้เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจาก ความเลว
เลิกงานไปอุรุพงษ์ คือเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบของประชาชน
คง ต้องขอบคุณ วิสาร เตชะธีรวัฒน์ รมช.มหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับภาพที่ดิฉันอยู่ที่แยกอุรุพงษ์ คงหวังเป็นประเด็นเด็ดที่จะดิสเครดิตความเป็นสื่อมวลชนของดิฉันว่าเลือกข้าง ไม่ควรมาถามคำถามที่เขาตอบไม่ได้
บอกตรง ๆ ว่าค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่การเดินออกจากบ้านหลังเลิกงานแล้วของ "ผู้หญิงคนหนึ่ง" เพื่อไปทำหน้าที่พลเมืองที่แยกอุรุพงษ์ จะได้รับความสนใจทั้งจากพี่น้องเสื้อแดงนำไปขยายผลแล้วแต่ความต่ำของระดับ จิตใจ ไปจนถึงคนระดับรัฐมนตรี แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่าระดับมันสมองที่อยู่ในระนาบเดียวกัน คงไม่รู้จักคำว่า "แยกแยะ" จึงขออนุญาติประกาศกันให้ชัดหน้าเพจนี้เลยค่ะ ท่าน รมช.มหาดไทยจะได้ไม่ต้องเสียแรงโชว์ภาพดิฉันจากมือถือผ่านสื่ออีก ^^
1) การไปที่อุรุพงษ์ไม่ได้ไปทำข่าวเพราะดิฉันไม่ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวนี้ แต่ไปเพื่อแสดงออกให้รัฐบาลหันกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้องตามหน้าที่ของ พลเมืองที่ไม่ต้องการเห็นชาติหายนะ
2) ดิฉันไม่ได้ไปที่อุรุพงษ์แค่วันเดียวแต่ไปทุกวันโดยใช้เวลาหลังเลิกงาน ไม่มีการติดบัตรสื่อ เพื่อแยกแยะให้เห็นว่าไม่ได้มาทำหน้าที่สื่อมวลชน และไม่ได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของสื่อมวลชนด้วยแต่อยู่ในสถานที่ชุมนุมชัดเจน แม้มีคนถามก็บอกว่า "มาทำหน้าที่พลเมือง"
3) การไปที่อุรุพงษ์ ไม่ได้เป็นความลับอะไรเลยมีคนถ่ายภาพมากมาย และนำไปเผยแพร่กันในเฟซบุ๊ค ซึ่งดิฉันเพียงแต่ใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 (ุ6) ที่บัญญัติให้ประชาชนมี "เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนที่จะใช้ที่ สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก เท่านั้น
4) พื้นที่อุรุพงษ์ไม่ใช่แม้แต่จะเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ความมั่น คง ตาม พ.ร.บ.มั่นคง ทำไมประชาชนจะไปชุมนุมไม่ได้ และดิฉันก็ไม่ได้เป็นคนปิดถนน แต่เมื่อไปยังสถานที่ดังกล่าวถนนก็ได้ถูกปิดไปโดยปริยายแล้ว ไม่ต่างจากที่ตำรวจประกาศปิด 14 เส้นทางจนเดือดร้อนทั่วกรุง มากกว่าความเดือดร้อนของประชาชนที่แยกอุรุพงษ์ที่รัฐบาลนำมาอ้างเสียอีก
5) อย่ากักขังเสรีภาพของการเป็นพลเมืองไทยโดยพยายามเอาคำว่า "สื่อมวลชน" มาเป็นกรงครอบ เพราะดิฉันพร้อมทำหน้าที่ทั้งสื่อมวลชนที่ดีและการเป็นพลเมืองไทยที่ดีไป พร้อม ๆ กัน
6) หากสื่อไม่สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ เท่ากับเขาถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพให้ต่ำกว่าประชาชนทั่วไปเสียอีก ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนนั้นบกพร่องหรือไม่ และดิฉันมั่นใจว่าการไปร่วมชุมนุมและการตั้งคำถามในฐานะสื่อมวลชนไม่มีส่วน ใดที่ผิดต่อจรรยาวิชาชีพ และยังสามารถมองหน้าตัวเองในกระจกได้อย่างภาคภูมิใจว่า "เป็นคนไทยไม่สยบยอมเป็นขี้ข้าใคร"
7) มุกเดิม ๆ ของพรรคเพื่อไทยที่จะผลักให้ดิฉันไปเป็นศัตรูเพื่อเลี่ยงตอบคำถามด้วยการ พยายามดิสเครดิตไม่ได้ผลหรอกค่ะ ดิฉันจิตแข็งพอที่จะทนแรงเสียดทานเหล่านี้ได้ เพราะก่อนที่จะทำอะไรย่อมเห็นถึงผลที่จะตามมาอยู่แล้วว่ามีโอกาสที่จะเกิด อะไรขึ้นบ้าง โดยพร้อมที่จะเผชิญกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่หวั่นไหวใด ๆ ทั้งสิ้น
ถ้า รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นประชาธิปไตยจริง ท่านต้องแยกแยะได้ว่า สื่อมวลชนก็คือพลเมืองและเขามีสิทธิทำหน้าที่พลเมืองควบคู่ไปกับการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนที่ซื่อสัตย์ต่อประชาชน
9) หากไม่พอใจดิฉันหรือเห็นว่ากระทำผิดกฎหมายขอให้ดำเนินคดีตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่กรุณาอย่าไปบีบต้นสังกัดซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย เพราะหากท่านทำอย่างนั้นก็เท่ากับท่านกำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และละเมิดรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของชาติ
10) วันนี้เลิกงานสองทุ่มเจอกันที่อุรุพงษ์ดิฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็นสื่อ มวลชนสามารถทำหน้าที่พลเมืองได้ อย่ากักขังตัวเองจนขาดอิสระที่จะทำเพื่อชาติ เพราะในชีวิตหนึ่งเรามีโอกาสไม่มากนักที่จะต่อสู้เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจาก ความเลว
เลิกงานไปอุรุพงษ์ คือเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบของประชาชน

ภาพหน้าปกของเฟซบุ๊ค สมจิตต์ นวเครือสุนทร
..............
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ช่อง ๗ สี เขามี บก.คุมจรรยาบรรณนักข่าวมั่งหรือเปล่าครับ
โดย สายลมรัก
ที่มา เว็บบอร์ดประชาทอล์ก
ผมเห็นคลิป คุณสมจิตร แสยะแยกเขี้ยว เข้าใส่ มท.๓ เรื่องกรณีสอบสวน การมีเครื่องปั่นไฟ (ของหลวง ) ที่เขาจะมีคำแปะไว้ข้าง ๆ ว่า ใช้ในราชการเท่านั้น ไปโผล่กลางม๊อบอุรุพงษ์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แล้ว
ผมพูดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก กับพฤติกรรมของเธอ
ไอ้ เรื่อง กทม. จะเอียงเข้าข้าง ม๊อบการเมืองหนะ ผมไม่ค่อยติดใจอะไร เพราะถ้าคิดอย่างธรรมชาติ ของมนุษย์ ก็พวกเดียวกันมานานแล้ว จะแอบช่วยเช่น ไอ้รถสุขามาไวอย่างพร้อมเพรียง เอ้าแถมแท๊งค์น้ำกินน้ำอาบกันให้ชุ่ม ในพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด (สนามหลวง) ก็ยังพอจะกัดฟันทนไหว
แต่ตั้งเครื่องปั้นไฟให้เป็นการเป็นงานเนี่ย ในฐานะ คน กทม.อย่างผมมันรับไม่ได้จริง ๆ
เฮ้อออ....ไอ้เอ๋อเอ้ย....
ทำไมไม่ให้ ไอ้ทองแดง เขาใช้ห้องทำงานของผู้ว่า เป็นที่แถลงข่าวรายวันไปเลยหละ พ่อคุ๊ณณณณณ พ่อมหาจำเริญ
แหม....เห็นการกระทำของ กทม.ผมว่าหนักแล้วนะ แต่ยังไม่เท่ากับ
อาการ คลุ้มคลั่งของสมจิตร ในวันนี้
ไอ้คลั่งแบบ หญิงโสด แม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ ทั่วไปก็ยังพอเข้าใจ
แต่ การคลั่งในขณะทำหน้าที่ของนักข่าวนี่สิ ไม่รู้ บก.ต้นสังกัด เขารู้สึกกันอย่างไร สมาคมนักหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าว สมาคมวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทย เขาคิดกันอย่างไรบ้าง
แต่ประชาชนอย่างผม รู้สึกสยอง ปน ขยะแขยง
อยากจะเอาเสื้อของสื่อ ที่รณรงค์ว่าหยุดใช้ความรุนแรง (หรือหยุดสร้างความเกลียดชัง) ยัดไปที่จอบของสมจิตร สักสามสี่ตัว เผื่อจะได้สติว่า
ขณะนี้เธอกำลัง ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนอยู่
ไม่ใช่อยู่ในระหว่าง ปฏิบัติการ รักมาร์คสุดขอบฟ้า
จริง ๆ แล้ว ผมก็เข้าใจเธอน๊ะ แบบว่ารักย่อมเข้าใจในรัก
เพราะแม่ยก กองเชียร์ พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากแพ้ซ้ำซากมาถึง ๒๑ ปี มักจะมีอาการหนักแบบนี้ แทบทุกคน
เสียง ดัง (ไม่มีสาเหตุ) ตาขวาง ยามเห็นอะไรที่มันเป็นผลงานของฟากการเมืองฝั่งตรงข้าม หูตั้งหางชี้ เอ้ยไม่ใช่ หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ หากเห็นวัตถุหรือภาชนะใด ๆ ลักษณะเป็นเหลี่ยม ๆ
ตอนนี้ ก้าวไปอีกขั้น หากเห็นสีอะไรที่ออกโทนแดง ๆ อาจจะวิ่งเข้าขวิดโดยไม่แสดงอาการบอกล่วงหน้า
ในระยะหลัง ๆ มันเป็นแบบนี้จริง ๆ
สม จิตรเองก็อยู่ในข่ายนี้ เข้าข่ายป่วยหนัก กำเริบในขณะปฏิบัติหน้าที่ จนผมกลัวว่า สักวันหนึ่งเธออาจเอาฟันไปเฉาะหน้า นักการเมืองฝั่งตรงข้าม กับพรรคที่เธอเชียร์ก็เป็นได้
ธรรมดา สมจิตร ของมาร์ค เธอก็มี หน้าตาเป็นอาวุธ อยู่แล้ว
แต่ พอเห็นเธอแยกเขี้ยวในคลิ๊ปแล้ว ผมพูดไม่ออก บอกไม่ถูกว่ามันสยองขนาดไหน พอจะอุปมานได้เลยว่า รับรองเลยว่าหมาที่บ้านผม(สุดยอดแห่งการปากเปราะทั้งสามตัว) หากเจอสมจิตร แยกเขี้ยวใส่แบบนี้ รับรอง หมาไม่กล้าเห่า ไม่กล่าขู่ เผลอ ๆ วิ่งไปหลบอยู่ในครัวหลังบ้านแน่ ๆ
ผมไม่ทราบว่า หน่วยงานต้นสังกัดเขาคิดอย่างไร และกำลังคิดอะไรอยู่
หรือจะเก็บไว้เป็นกรณี ศึกษา เปรียบเทียบว่า การมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ นั้น
ให้ดูสมจิตรเป็นตัวอย่างหรือ ?
จริง ๆ ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งแล้วว่า เรื่องการรักใครชอบใครนั้น มันเป็นสิทธิของทุกคนที่จะเลือก แต่ต้องแยกแยะระหว่าง เรื่องส่วนตัว กับการทำหน้าที่
ลักษณะแบบนี้ ผมว่า มันต้องเข้าโรงพยาบาลบำบัดอาการทางจิตได้แล้วหละ
ไม่ก็ออกไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
จะได้ไปนั่งประชันความสวยกับ มอลลี่ แถลงข่าว ด่าฝั่งตรงข้ามซะให้สมใจ
อย่าให้ จรรยาบรรณของสื่อไทย ที่แม่มโคตรจะหายากในวันนี้ มันตกตำเลวร้ายไปกวานี้อีกเลย
สงสารเด็ก ๆ เยาวชนที่มันดูข่าว
โตขึ้นมันจะเสียคน เพราะมันคงเข้าใจคำว่า จรรยาบรรณในวิชาชีพ ไปในทางผิด ๆ แน่ ๆ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น