
สั่งซื้ิอทางออนไลน์ได้ที่ http://www.sameskybooks.net/shop
สารบัญ
ที่มา: http://www.sameskybooks.net
คำนำสำนักพิมพ์
หนังสือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง
รวมบทความว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ของ ธงชัย วินิจจะกูล
ที่เขียนขึ้นระหว่างปี 2547 – 2555
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ธงชัยได้คลี่ให้เห็น เค้าโครงประวัติศาสตร์ประชา –
ธิปไตยไทย แบบเป็นกระแสซ้อนกัน โดยดูจากประวัติศาสตร์ ในช่วงยาว
ซึ่งเริ่มจากการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยรัชกาลที่ 5
มาจนถึงประชาธิปไตย แบบอำมาตย์ท่ามกลางวิกฤตการเมืองเหลือง –
แดงที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
ในสายธารประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอันยาวนาน
ธงชัยวิเคราะห์ให้เราเห็นการต่อสู้ต่อรองของผู้เล่นมากหน้าหลายตา
ทั้งการปะทะกันระหว่างสถาบันกษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้า
กับคณะราษฎรและผู้เอาใจช่วยระบอบใหม่ที่มีจุดยืนร่วมกันว่า“อำนาจสูงสุดนั้น
เป็นของราษฎรทั้งหลาย”
เพื่อกำหนดสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
การปะทะกันระหว่างกองทัพกับฝ่ายเสรีนิยมที่จบลงด้วยชัยชนะอย่างไม่กระโตก
กระตากของสถาบันกษัตริย์ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองและกลุ่มทุน
กับขบวนการพลเมืองซึ่งหันไปเป็นพันธมิตรกับฝ่ายนิยมเจ้า
ทั้งนี้ทั้งนั้น
ผู้เล่นที่ธงชัยวิเคราะห์แจกแจงบทบาทไว้อย่างละเอียดและลุ่มลึกที่สุดก็คือ
สถาบันกษัตริย์ที่คนส่วนใหญ่มองว่ามีสถานะ “เหนือการเมือง”
กล่าวได้ว่า
การวิเคราะห์วิพากษ์บทบาทสถาบันกษัตริย์ของธงชัยเป็นเสียงเตือนที่มาก่อนกาล
ดังจะเห็นได้จากภาค 1 “ประชาธิปไตยแบบไทย”
ซึ่งทั้งหมดเขียนขึ้นก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ธงชัยชี้ให้เห็นว่า
สถานะเหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งในระบบการเมืองไทย
และกำลังได้รับความเชื่อถือสูงยิ่งขึ้นเมื่อความไว้วางใจต่อรัฐสภาลดต่ำลง
ธงชัยเตือนหนักๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า
ความพยายามต่อสู้กับรัฐบาลบ้าอำนาจด้วยวาทกรรมพระราชอำนาจเป็นเรื่องที่
อันตรายอย่างยิ่ง และยังแนะด้วยว่า จะข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง 14
ตุลาที่สถาบันกษัตริย์ได้ขึ้นมามีบทบาทนำมากขึ้นนั้นต้องมองให้ออกว่า
ประชาธิปไตยไทยเป็นระบบการเมืองแบบสามเส้า ได้แก่ มวลชน ทุนกับนักการเมือง
และฝ่ายกษัตริย์นิยม
โดยมีสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือระบบการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 ของฝ่ายเจ้าขึ้นจริงตามคาด ในภาค 2
“รัฐประหาร”นอกจากสถาบันกษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้าซึ่งถูกธงชัยวิพากษ์แล้ว
บรรดาปัญญาชนทั้งหลายที่ทำตัวเป็นอภิชน pragmatists
ให้การรับรองความชอบธรรมในการรัฐประหาร
ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักในการวิพากษ์ด้วยเช่นกัน
ในส่วนนี้นอกจากบทความที่ “วิวาทะ” กับผู้สนับสนุนรัฐประหารแล้ว ในบทความ
“ล้มประชาธิปไตย”ธงชัยได้ “ถอยออกมาหนึ่งก้าว”
เพื่อชี้ให้เห็นบริบททางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อเป็นประชาธิปไตย
(Democratization)
โดยแจกแจงวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายเจ้าที่ปูทางมาสู่การรัฐประหารครั้ง
นี้ ด้วยการชี้ให้เห็นการกลับมาของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย
การปรับตัวจนกลายมาเป็นสถาบันกษัตริย์ยุคใหม่
และการเกิดขึ้นของลัทธิกษัตริย์นิยมที่เป็น “ประชาธิปไตย”
พร้อมกับวิเคราะห์ให้เห็นด้านกลับของวาทกรรมทำการเมืองให้สะอาดของ
“ภาคประชาชน” ที่เกื้อหนุนให้เกิดการรัฐประหารอีกด้วย
ขณะที่ภาค 3 “สังหารหมู่” ไม่แปลกที่จะมีลักษณะอัตวิสัย (subjective)
ค่อนข้างสูง เพราะธงชัยเขียนในฐานะผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ 6 ตุลา
และถูกกล่าวหาว่าจงใจให้เกิดความรุนแรงในเหตุการณ์ครั้งนั้นเพื่อก่อให้เกิด
ภาวะ “ตายสิบเกิดแสน”
บทความแรกเป็นการวิเคราะห์ปฏิกิริยาของชนชั้นกลางชาวกรุงต่อเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งมีฐานมาจากการครุ่นคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทมาเป็นเวลาหลายปี
ขณะที่บทความหลังเป็นความพยายามทำความเข้าใจโศกนาฏกรรมสังหารหมู่คนเสื้อแดงตรงราชประสงค์และ
กระบวนการปรับแปลงลงเป็นประวัติศาสตร์หลังจากนั้น
โดยมองผ่านหนังและวรรณกรรม กล่าวได้ว่า จากประสบการณ์ส่วนตัวทำให้ธงชัย
“เข้าใจ” แกนนำเสื้อแดงในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่ง
ในสภาวะปลายรัชกาลที่วิกฤตอันจะเกิดขึ้นจากการสืบราชสมบัติเป็นสิ่งที่ไม่
อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ภาค 4 “เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน” ซึ่งประกอบด้วยบทความ 3
ชิ้น
ที่ย้อนกลับไปวิเคราะห์ถึงการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามโดยมี
ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมเป็นแกนหลัก
มาจนถึงสภาวะที่เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง“สถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่อต้าน
เครือข่ายกษัตริย์” ในปัจจุบัน
ชัดอยู่แล้วว่าบทความดังกล่าวกำลังสื่อสารอะไรกับสังคมไทยและโดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งกับสถาบันกษัตริย์และฝ่ายกษัตริย์นิยม ฉะนั้น อย่าปล่อยให้ “น้อยเกินไป
สายเกินการณ์” เรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์บ้าง
น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยให้เจ็บปวดน้อยกว่าในท้ายที่สุด
ในฐานะผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เรา –ฟ้าเดียวกัน– หวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ด้วยวิธีวิทยาแบบประวัติศาสตร์หลากกระแสหลายมิติที่ธงชัย วินิจจะกูล
ได้แสดงให้เห็นในหนังสือเล่มนี้ จะทำให้เราพึงตระหนักว่า
การต่อสู้เพื่อเป็นประชาธิปไตยนั้น
ต้องถือว่าประชาธิปไตยมิใช่เพียงแค่เครื่องมือ (tool) แต่คือวิถีทาง
(means) ที่เป็นจุดหมาย(end)
และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมิใช่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายหรือม้วนเดียว
จบแบบที่พูดๆ กัน แต่เป็นการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์
เป็นวิถีทางที่ไม่สิ้นสุด และไม่เคยสมบูรณ์
ธงชัย วินิจจะกูล
คำนำ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง
ต้นปี 2548 ผู้เขียนได้รับการติดต่อให้เป็นองค์ปาฐกสำหรับปาฐกถา 14 ตุลาในปลายปนี นั้น
ในขณะนั้นเป็นเวลาไม่ถึงปีหลังจากเขยีนบทความ “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เสร็จ ผู้เขียนจึงบอกกับผู้จัดไว้ล่วงหน้าว่าจะพูดประเด็นดังกล่าว เพราะขณะนั้นเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างที่เป็นอยู่น่า จะเป็นปัญหา และก่อนหน้าปาฐกถาเพียงไม่กี่เดือนก็ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มปะทุขึ้นมา จริงๆ ในระยะนั้น
รวมทั้งปาฐกถา 14 ตุลาปีนั้นผู้ขยีนจึงได้ย้ำเตือนผู้ที่สนใจ ผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยให้ระวังพวกกษัตริย์นิยมหรือพวกเจ้าในการเมืองไทย อีกครั้งหนึ่ง
ในขณะนั้นเป็นเวลาไม่ถึงปีหลังจากเขยีนบทความ “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เสร็จ ผู้เขียนจึงบอกกับผู้จัดไว้ล่วงหน้าว่าจะพูดประเด็นดังกล่าว เพราะขณะนั้นเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างที่เป็นอยู่น่า จะเป็นปัญหา และก่อนหน้าปาฐกถาเพียงไม่กี่เดือนก็ปรากฏว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มปะทุขึ้นมา จริงๆ ในระยะนั้น
รวมทั้งปาฐกถา 14 ตุลาปีนั้นผู้ขยีนจึงได้ย้ำเตือนผู้ที่สนใจ ผู้ที่ต้องการประชาธิปไตยให้ระวังพวกกษัตริย์นิยมหรือพวกเจ้าในการเมืองไทย อีกครั้งหนึ่ง
ปาฐกถาคราวนั้นผู้เขียนร่างและส่งให้ผู้จัดงานตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยเหมือน
กับปาฐกถา 14 ตุลาในปีอื่น ๆ แต่กลับปรากฏว่าก่อนวันงาน หนังสือ
ดังกล่าวที่ตี พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วถูกดึงออกไปให้นักกฎหมายดูก่อนว่า
ผู้เขียนพูดอะไรเกินเลยหรือมีสิทธิ์จะก่อปัญหาทางกฎหมายหรือไม่
ถึงแม้ว่านักกฎหมายดูแล้วบอกว่าไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่กลับปรากฏว่าหนังสือปาฐกถาดังกล่าวในปี 2548 นั้น
เป็นหนังสือเล่มเดียวในประวัติ ปาฐกถา 14
ตลุาที่ถูกดึงเอาไว้และไม่เผยแพร่แจกจ่ายในเช้าวันงาน
ลงท้ายจึงเป็นปาฐกถาที่ผู้เข้าร่วมงานไม่มีโอกาสได้เห็นตัวบทไม่ว่า
ก่อนหรือหลังวันงานทั้งที่ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนั้น
ก่อนวันกล่าวปาฐกถาเพียงหนึ่งหรือสองวันก็มีคำขู่มาจากหนังสือพิมพ์ดาวสยาม
ยุคใหม่ว่า ให้ระวังไว้ให้ดีว่าจะพูดอะไร
เป็นคำกล่าวเตือนในแบบเพื่อนฝูงเก่าๆ
แต่ในขณะนั้นไม่ต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างมากมายก็พอดูออก
แล้วว่า เหตุร้ายนั้นคงไม่ได้มาจากใครหรอก
นอกจากหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคใหม่ นั่นเอง
ผู้เขียนเดินอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากนั้นสองสามวัน จึงต้องมีบอดีการ์ดอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาทำงานอยู่ต่างประเทศที่ขณะเดินเข้าประตู เครื่องบิน ผู้เขียนรู้สึกโล่งใจและรู้สึกอย่างเต็มที่ว่าเรากำลังจะกลับ “บ้าน” หมายความว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่เมื่อออกจากประเทศไทยกลับไปสหรัฐอเมริกาผู้เขียนรู้สู้ กว่ากำลังจะกลับสู่ที่อบอุ่นกว่า ปลอดภัยกว่าอย่างเต็มที่ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลยตลอดเกือบ ยี่สิบปีที่ผ่านมา
ผู้เขียนเดินอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากนั้นสองสามวัน จึงต้องมีบอดีการ์ดอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาทำงานอยู่ต่างประเทศที่ขณะเดินเข้าประตู เครื่องบิน ผู้เขียนรู้สึกโล่งใจและรู้สึกอย่างเต็มที่ว่าเรากำลังจะกลับ “บ้าน” หมายความว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่เมื่อออกจากประเทศไทยกลับไปสหรัฐอเมริกาผู้เขียนรู้สู้ กว่ากำลังจะกลับสู่ที่อบอุ่นกว่า ปลอดภัยกว่าอย่างเต็มที่ทั้งที่ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลยตลอดเกือบ ยี่สิบปีที่ผ่านมา
บทความในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นระหว่างปี 2547-2555
หลายชิ้นเขียนขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หรือความเข้าใจเบื้องต้นซึ่งไม่ชัดเจน
นักต่อสถานการณ์หนึ่งๆก่อนจะกลับชัดเจนขึ้นในเวลาต่อมา
แต่ผู้เขียนต้องการคงเนื้อความตามที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้นเป็นส่วนใหญ่
มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและส่วนใหญ่ไม่สำคัญเช่น
แก้ไขสำนวนหรือถ้อยคำต่างๆ จำนวนหนึ่ง
แต่ข้อวิเคราะห์หรือความเห็นต่างๆที่สำคัญในบทความเหล่านั้นจะคงไว้ดังเดิม
ตามที่เขียนไว้แต่ครั้งแรก
เราจะเห็นได้ว่า ความเห็นหรือข้อวิจารณ์บางตอนก็ดูฉลาดหรือเข้าท่าดี
ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์นั้นในเวลาต่อมาได้
บางอย่างก็ดูเขลาหรือดูตื้นเขินหรือคาดการณ์ผิดๆ ก็มี บทความอย่างเช่น
“เชื้อร้าย : เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง”
เขียนขึ้นในเวลาสั้นมาก คือเสร็จในวันเดียวขณะที่เกิดเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุม
นปช. บุกโรงพยาบาลจุฬาฯ
แต่กลับมีพื้นฐานมาจากการที่ผู้เขียนครุ่นคิดเรื่องความแตกต่างระหว่างเมือง
กับชนบทมาเป็นเวลาหลายปี
เพราะฉะนั้นบทความที่เขียนในวันเดียวกลับสามารถมีนัยหรือมีความหมายให้เข้า
ใจความขัดแย้งหรือวิกฤตที่ผ่านมามากอย่างที่ผู้เขียนก็ไม่ตระหนักในขณะนั้น
แต่ว่าบางบทความ อย่างเช่น “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เขียนขึ้นก่อนที่จะคาดการณ์หรือล่วงรู้ว่าจะมีวิกฤตการณ์ต่อเนื่องมา จากระบอบการเมืองดังกล่าว
แต่ว่าบางบทความ อย่างเช่น “ชัยชนะของเสรีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” เขียนขึ้นก่อนที่จะคาดการณ์หรือล่วงรู้ว่าจะมีวิกฤตการณ์ต่อเนื่องมา จากระบอบการเมืองดังกล่าว
บทความส่วนมากในเล่มนี้เป็นความพยายามถอยออกมาหนึ่งก้าว
เพื่อมองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากมุมมองระยะยาวๆ ทางประวัติศาสตร์
พยายามวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงในระยะเวลายาวๆ
ชนิดที่ความคิดเห็นสาธารณะต่อสถานการณ์เฉพาะหน้ามักมองไม่เห็น ในทางกลับกัน
บทความเรื่อง “สัมฤทธิผลนิยม(pragmatism) ของปัญญาชนไทยกับการรัฐประหาร 19
กันยายน 2549” ไม่ต้องการให้เป็นข้อเขียนทางทฤษฎีหรือวิชาการแต่อย่างใดเลย
แต่เป็น polemic
หรือเป็นบทความต่อปากต่อคำกับความคิดเห็นที่แพร่หลายหลังรัฐประหาร 2549
โดยต้องการจะชี้ให้เห็นว่า
ความคิดทางการเมืองของหลายคนที่สนับสนุนการรัฐประหาร
เอาเข้าจริงเป็นการคิดสั้นๆ คิดเพื่อหวังผลในระยะสั้น
ผู้เขียนพยายามทิ้งประเด็นสำคัญจำนวนหนึ่งไว้ด้วยในทุกๆ บท
ซึ่งหวังว่าจะมีผู้หยิบยกมาอภิปรายหรือพัฒนาขึ้นในเวลาต่อไป
รวมทั้งตัวผู้เขียนเองก็ยังคิดในหลายประเด็นเหล่านั้นเลยต่อไปจากหนังสือ
เล่มนี้ ตัวอย่างเช่นเรื่อง hyper-royalism ซึ่งจะขยายความในโอกาสอื่นต่อไป
อันที่จริงผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย
สมัยใหม่ ไม่เคยค้นเอกสารชั้นต้นเกี่ยวกับช่วง 2475
ถึงปัจจุบันอย่างจริงจังต่อเนื่อง
เป็นอาชีพผู้เขียนเป็นเพียงผู้ศึกษาและสังเกตการณ์ทางการเมืองซึ่งได้เรียน
รู้หลายเรื่องจากงานศึกษาของคนอื่น
บทความในเล่มนี้จึงนำเอาสิ่งที่หลายท่านศึกษามาใช้ในการช่วยคิดเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่และช่วยคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ในระยะใกล้ลอง
เสนอคำอธิบายและการตีความแบบใหม่ๆ
ทั้งในฐานะของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองและในฐานะผู้มีส่วนร่วมกับ
ประวัติศาสตร์ดังกล่าวเป็นระยะๆ
หลายท่านอาจเห็นว่าการที่ผู้เขียนอยู่นอกสังคมไทยเป็นข้อดี
หลายท่านเห็นเป็นข้ออ่อน ผู้เขียนเห็นว่า
เรื่องภายนอกภายในต่างมีข้อดีข้ออ่อนไปต่างๆ กัน คำกล่าวที่ว่า
คนนอกไม่รู้เรื่องหรอก จะไปรู้ดีกว่าคนไทยได้อย่างไร
เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดเรื่องอะไร
คำกล่าวที่ว่า คนนอกเห็นแง่มุมที่ต่างจากคนในประเทศ
อาจได้รับข่าวสารมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศเสียอีก
อันนี้ก็ไม่จริงนักขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรเช่นเดียวกัน
และขึ้นอยู่กับคำถามหรือกรอบการคิดการวิเคราะห์ในเรื่องหนึ่งๆ ด้วย
ดังนั้น ผู้ เขียนจะไม่ขออวดอ้างว่า หนังสือ เล่ม นี้ดีเด่นเพราะเป็นการมองจากข้างนอก และต้องขอแย้งไว้ล่วงหน้าหากมีคนทึกทักล่วงหน้าว่าหนังสือเล่มนี้ไม่น่า เชื่อถือเพียงเพราะผู้เขียนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ผู้เขียนคงขอแย้งความเห็นทั้งสองขั้วดังกล่าว
ดังนั้น ผู้ เขียนจะไม่ขออวดอ้างว่า หนังสือ เล่ม นี้ดีเด่นเพราะเป็นการมองจากข้างนอก และต้องขอแย้งไว้ล่วงหน้าหากมีคนทึกทักล่วงหน้าว่าหนังสือเล่มนี้ไม่น่า เชื่อถือเพียงเพราะผู้เขียนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ผู้เขียนคงขอแย้งความเห็นทั้งสองขั้วดังกล่าว
ท่ามกลางสถานการณ์ในคราวสงกรานต์เลือดปี 2552
ผู้เขียนเฝ้าดูการชุมนุมของฝ่ายเสื้อแดงอยู่ห่างออกไปครึ่งโลก
ฟังคำปราศรัยทุกๆ คำของคุณวีระ
มุสิกพงศ์ในยามที่เฝ้ารอกองกำลังฝ่ายรัฐบาลบุกเข้ามา
ผู้เขียนคงไม่สามารถบอกได้ว่าเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ในทางกลับกัน
กล้าบอกว่าเข้าใจบรรดาผู้นำการชุมนุมในครั้งนั้น ปี 2553 ก็เช่นกัน
ผู้เขียนจดจ่ออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ตั้งแต่ผู้นำการชุมนุมขึ้นไปอยู่บนเวทีขณะที่มีการล้อมปราบอย่างหนัก
จนถึงนาทีที่ไม่เหลือใครอีกแล้ว
กล้องจับนิ่งอยู่แต่ภาพเวทีที่ว่างเปล่าและมีเสียงปืนระดมยิงอยู่เป็นฉาก
หลัง ในขณะนั้นผู้เขียนพอนึกออกและเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้
หรืออยู่ร่วมในสถานการณ์ที่ราชประสงค์ด้วยตัวเองแต่อย่างใด
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์พัฒนาการ
ของประชาธิปไตยในประเทศไทยในมุมมองที่กว้างขึ้น ยาวไกลกว่าเดิม
และแตกต่างจากความคิดเห็นที่แพร่หลายครอบงำสังคมไทยอยู่
ถึงแม้ว่าฝุ่นของประวัติศาสตร์จะไม่มีวันสงบอย่างสมบูรณ์เลยก็ตาม
สุดท้าย ในระหว่างเขียนบทความชิ้นต่างๆ ผู้เขียนได้รับการช่วยเหลือ
ข้อคิดเห็นจากบุคคลต่างๆ เป็นจำนวนมาก และขอขอบคุณเป็นพิเศษต่อคุณธนาพล
ลิ่มอภิชาติ ประจักษ์ ก้องกีรติและธนาพล อิ๋วสกุล
ในการช่วยค้นคว้าและจัดทำต้นฉบับของบทความ “ข้ามให้พ้นประชาธิปไตยแบบหลัง
14 ตุลา” คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ สำหรับการแปลบทความ
“รัฐประหารของฝ่ายเจ้ากับแรงจูงใจซ่อนเร้น” “ล้มประชาธิปไตย”
“สถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่อต้านเครือข่ายกษัตริย์ :
ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทยกับสภาวะปฏิเสธความเป็นจริง” คุณพงษ์เลิศ
พงษ์วนานต์ สำหรับการแปลบทความ “เชื้อร้าย :
เมื่อร่างกายทางการเมืองไทยติดเชื้อแดง” และคุณไอดา อรุณวงศ์
สำหรับการแปลบทความ “วาทกรรมพระราชอำนาจหรือประชาธิปไตยแบบคิดสั้น”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น