เมื่อต้นเดือนกันยายน 2556 ทางบีอาร์เอ็น (BRN)
ได้ยื่นคำอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเรียกร้องเบื้องต้น 5
ข้อถึงรัฐบาลไทยโดยผ่านผู้อำนวยความสะดวก (มาเลเซีย) เป็นที่คาดหวังว่า
ทางฝ่ายไทยจะเอาไปวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน
และจะได้ส่งคำตอบมาอย่างเป็นทางการในภายหลัง
ไม่ว่าจะยอมรับเพื่อนำมาถกเถียงเรื่องดังกล่าวในการประชุมกลุ่มคณะทำงานร่วม
กัน (Joint-Working-Group, JWG) ในครั้งที่ 5
คำตอบดังกล่าวจะเป็นสิ่งยืนยันว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จะเดินหน้าต่อไปหรือเป็นไปในทางตรงข้ามกัน
จนถึงขณะนี้ การเดินทางของกระบวนการสันติภาพเคแอล "ถูกระงับ"
เป็นการชั่วคราว เพราะทางฝ่าย BRN ยังรอคำตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย
ก่อนที่การพูดคุยจะสานต่อใหม่อีกครั้ง
เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า การที่การพูดคุยถูกระงับไปในครั้งนี้
เป็นมติการตัดสินจากสภาชูราของบีอาร์เอ็นที่ได้ประกาศในเดือนรอมฎอนโดย
สมาชิกกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นผ่านทางเว็บไซต์ยูทูป
หลายฝ่ายรวมทั้งกองทัพ (ไทย), ฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์)
และนักวิเคราะห์ข่าวบางราย ไม่ทันได้ตรวจสอบข้อมูลใดๆ ก็ได้สรุปไปแล้วว่า
กระบวนการพูดคุยที่เคแอลได้ประสบกับทางตันหรือสิ้นสภาพไปแล้ว
(ตามมุมมองของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเดอะเนชั่น)
อีกทั้งเขาก็ยังเรียกร้องให้รัฐบาลควรทบทวนอย่างรีบเร่งถึงบทบาทของตัวเอง
หรือไม่ก็หากลุ่มอื่น (ที่นอกเหนือจากกลุ่มปัจจุบันที่นำโดยท่านฮัสซัน
ตอยิบ) เพื่อหาทางพูดคุยต่อไป
เขามองว่าข้อเรียกร้องเบื้องต้นทั้ง 5 ข้อนั้น เป็นเรื่องที่เกินเลย
และทางฝ่ายบีอาร์เอ็นก็มีความจงใจที่จะให้รัฐบาลไทยอยู่ในสถานการณ์ที่จะ
ตัดสินใจลำบาก ก็เลยตัดสินใจปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวโดยพลัน
ในขณะเดียวกันทำให้กระบวนการสันติภาพต้องหยุดชะงักลง
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงจากทางฝ่าย BRN ก็คือ จากคำประกาศดังกล่าว
มิได้หมายความว่าฝ่ายไทยจะต้อง ยอมรับ และ ดำเนินการ
ตามข้อเรียกร้องหมดทั้ง 5 ข้อแต่อย่างใด แต่ทว่าเพียงขอให้ฝ่ายไทยนั้น
ยอมรับ สิ่งเหล่านั้น
เพื่อเป็นแก่นสารในการถกอภิปรายในการประชุมในครั้งต่อๆ ไป
จุดประสงค์ก็คือเพื่อต้องการให้กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่เคแอลวางอยู่บนรากฐานที่ถูกต้อง
จนถึงขณะนี้เอกสารข้อมูลคำอธิบายของบีอาร์เอ็น (ประมาณ 20 หน้า)
ฉบับภาษาอังกฤษยังไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนในประเทศไทยแต่อย่างใด
ถึงกระนั้นก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า
เอกสารดังกล่าวได้ถูกส่งไปยังหน่วยงานของรัฐบางหน่วยที่เกี่ยวข้อง
เผื่อว่าเอกสารดังกล่าวนั้น จะถูกพิจารณาและถกเถียงกัน
มีนักวิเคราะห์ข่าวบางรายได้เข้าถึงข้อมูลในเอกสารดังกล่าวในทางลับ
และได้กลั่นกรองเพียงบางส่วนได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เหล่านั้น
เป็นที่แน่นอนไปแล้วก็คือ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจและถูกถกเถียงกันมากที่สุดก็คือข้อเรียกร้องเบื้อง
ต้นประการที่ 4 ซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ
สิทธิความเป็นเจ้าของของชนชาติมลายูปาตานี
(กรุณาอ่านคำอธิบายของผู้เขียนในหัวข้อดังกล่าวใน: http://www.deepsouthwatch.org/ms/node/4740 และฉบับแปลไทย - http://www.deepsouthwatch.org/node/4757)
ในบรรดาสาระสำคัญที่มีการระบุไว้ในข้อเรียกร้องประการที่ 4 ของเอกสารของ BRN 4 ได้แก่
1. รัฐบาลไทยจำเป็นต้องยอมรับว่าแผ่นดินปาตานีเป็น สิทธิ (เจ้าของ) ของประชาคมมลายูปาตานี
2.
รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเปิดพื้นที่และโอกาสให้กับประชาคมมลายูปาตานีในการ
ปกครองจังหวัดทางภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง (Right
of Self-Determination) ผ่านหลักการการปกครองตนเอง (AUTONOMI)
ที่มีการบริหารในฐานะเขตปกครองแบบพิเศษ (Special Administrative Region)
ภายในประเทศไทย
ตามแบบอย่างของรูปแบบการปกครองตนเองอย่างจำกัดที่ได้ลิ้มรสมาแล้วโดย
เมืองกรุงเทพฯและเมืองพัทยา
3. บีอาร์เอ็นไม่ได้เรียกร้องเพื่อแยกตัวออกจากประเทศไทย
กล่าวโดยสรุปก็คือว่า หากเราอาศัยข้อมูลตามเอกสารดังกล่าว BRN
เรียกร้องการปกครองตนเอง (ออโตนอมี)
บนผืนแผ่นดินปาตานีและจะไม่มีการแยกตัวออกจากประเทศไทยนั่นเอง
ตรงนี้นี่เองที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยและเครื่องหมายคำถามจากหลายๆ ฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นในหมู่นักต่อสู้กันเอง นักเคลื่อนไหว นักวิเคราะห์สื่อ
นักวิเคราะห์การเมือง ประชาชนทั่วไป และแม้แต่คนของทางการเอง
เป็นไปได้อย่างไรกันที่ขบวนการต่อสู้อย่าง BRN
ซึ่งได้ต่อสู้กับรัฐไทยด้วยกำลังอาวุธมาอย่างยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการได้มาซึ่งเอกราช
จะยอมรับการปกครองตนเองภายใต้กฎหมายไทย?
ขบวนการ BRN ได้ทอดทิ้งอุดมการณ์แห่งการปลดปล่อยและเอกราชเสีย
โดยปรารถนาเพียงการปกครองตนเองเหมือนเช่นเมืองกรุงเทพฯและพัทยา
เช่นนั้นหรือ? บางฝ่ายนั้นเกิดข้อสงสัยว่า ทางฝ่าย BRN
อาจมีนัยยะซ่อนเร้นภายใต้ความพยายามเรียกร้องการปกครองแบบตนเองอะไรหรือไม่
หรือจะเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่จะเดินหน้าสู่ความเป็นอิสรภาพเต็มรูปแบบ?
ก่อนที่เราจะกล่าวอย่างอื่น
คงจะเป็นการดีหากเราย้อนไปดูคำแถลงการณ์ที่ได้เผยแพร่ผ่านทางยูทูปไปแล้ว
ก่อนหน้านี้
ภายหลังจากการลงนามข้อตกลงทั่วไปเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ณ
กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2013
1. จากยูทูปคลิปที่1 :
“BRN คือขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี
เป้าหมายในการก่อตั้งขบวนการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความเป็น
หนึ่งให้เกิดขึ้นในหมู่ชนชาวมลายูปาตานี
เพื่อทำการรวบรวมชาวมลายูปาตานีภายใต้ความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งเดียวกัน
ที่จะครอบคลุมไปถึงทุกกลุ่มชนของสังคม ในฐานะนักต่อสู้ชาวปาตานีด้วยกัน
“หลังจากนั้นเราจะทำการรวบรวมชาติพันธุ์มลายูปาตานีที่มีอยู่ให้เป็น
หนึ่งและที่ทรงพลัง จากนั้นเราก็จะได้รับความเป็นอิสรภาพ
ซึ่งต่อไปเราคงจะได้รับอิสรภาพในทุกๆ ด้าน
ตลอดจนเราจะสามารถปกครองด้วยตัวเราเองด้วยความยุติธรรมที่สุด
ไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม
“ด้วยเหตุนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ผมขอความร่วมมือจากประชาชนชาวมลายูปาตานีทุกเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นคนสยามก็
ดี คนมลายูก็ดีและคนจีนเองที่มีอยู่ในปาตานี
อย่าได้วิตกกังวลใจต่อการสร้างความยุติธรรมครั้งนี้เลย”
“นั่นคือภาพรวมอย่างคร่าวๆของ BRN
เกี่ยวกับแนวทางการต่อสู้ที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมความเจริญรุ่งเรืองตลอดจน
เพื่อนำไปสู่การสถาปนารัฐในที่สุด
بَلْدَةٌ طَيِّبَةٌ وَرَبٌّ غَفُورٌ "–อุสตาซฮัสซัน ตอยิบ
2. จากยูทูปคลิปที่2
“ด้วยเหตุนี้ขบวนการ (BRN)
เพื่อการปลดปล่อยปาตานีจากการยึดครองของสยามก็ได้กำเนิดขึ้น
เพราะฉะนั้นเราพร้อมที่จะเสียสละทั้งเลือดเนื้อและทรัพย์สิน
ในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและอิสรภาพของปาตานีจากการยึดครองของ
สยาม” - ฮัจญี อาดัม มูฮัมหมัดนูร - ตัวแทน BRN
3. จากยูทูปคลิปที่ 3:
“หลังจากสยามทำให้ปาตานีตกเป็นอาณานิคม
และปกครองด้วยการกดขี่และความโหดร้าย องค์กร BRN
ก็ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างความสามัคคีในประชาชน (ปาตานี)
รวมตัวกันในการต่อสู้ปลดปล่อยชาวปาตานีจากการปกครองแบบอาณานิคมของสยาม”
อุสตาซฮัสซัน ตอยิบ
จากทั้งคลิปทั้งสามดังกล่าวข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่า
จุดประสงค์ของการสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็นนั้นก็เพื่อหลอมรวมชาวมลายูปาตานี
ให้มีความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติ
ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องความเป็นอิสรภาพจากอาณัติของนักล่าอาณานิคมและ
สถาปนาการปกครองเสมือนเช่นประเทศหนึ่ง
ควรกล่าวด้วยว่า
องค์กรที่ต่อสู้เพื่อปาตานีกลุ่มอื่นๆก็มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่คล้าย
กัน ไม่ว่าจะเป็นขบวนการ PULO (Patani United Liberation Organisation)
BIPP (Barisan Islam PembebasanPatani) GMIP (Gerakan Mujahidin Islam
Patani) ทั้งหมดนั้นได้จัดวางการปลดปล่อย
(Liberation)ในฐานะที่เป็นแนวทางและกำหนดให้อิสรภาพ (independence)
เป็นเป้าหมายสูงสุด
หากจะมีความแตกต่างในหมู่พวกเขาอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นเพียงความต่างใน
แง่ของยุทธศาสตร์และวิธีการเพียงเท่านั้น บางกลุ่มมุ่งเน้นต่อสู้ด้วยอาวุธ
มีไม่น้อยที่เน้นไปที่การทำงานทางการทูตกับต่างประเทศ (ระดับนานาชาติ)
และมีบางกลุ่มเช่นกันที่มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างงานทางด้านทรัพยากร
มนุษย์ (การศึกษา) เศรษฐกิจชุมชนและการจัดตั้งมวลชนโดยทั่วไปแล้ว
บรรดาองค์กรเหล่านี้จะมีจุดยืนที่หนักแน่นว่าจะไม่ประนีประนอมไม่ให้ความ
ร่วมมือและจะไม่มีการต่อรอง (เจรจา) ใดๆ ทั้งสิ้นกับรัฐไทย
จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่านับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาประมาณ 50
ปีที่แล้วองค์กรต่อสู้เพื่อปลดแอกปาตานีทั้งหมด
ยังคงยืนหยัดกับเป้าหมายเดิมคือความเป็นอิสระ
จนถึงวินาทีนี้ยังไม่มีองค์กรใดออกมายกเลิกความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายของ
อิสรภาพอย่างเป็นทางการ
แต่อยู่ๆ ประชาชนปาตานีก็ต้องตื่นตระหนกกับท่าทีของ BRN
ที่ได้ตกลงจะเข้าร่วมในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพที่เคแอลกับรัฐบาลไทย
เรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ และข้อสันนิษฐานจากหลายๆ
ฝ่ายซึ่งปัจจุบันก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปกันไปแล้ว
ตลอดระยะเวลาของกระบวนการนี้ดำเนินอยู่
สิ่งที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงตัวแทนสมาชิกคณะการพูดคุยท่านอื่นๆของ BRN
ที่ปรากฏตัวขณะที่มีการลงนาม (คนอื่นที่ไม่ใช่อุซตาสฮัสซัน ตอยิบ)
บางคลิปวิดีโอของ BRN ที่เผยแพร่ผ่านยูทูปอย่างการริเริ่ม “หยุดยิง”
ในเดือนรอมฎอน การระงับการพูดคุยโดยอาศัยมติจากสภาชูราของบีอาร์เอ็น
และล่าสุดในตอนนี้ก็เป็นเอกสารอธิบายเกี่ยวกับข้อการเรียกร้องเบื้องต้นทั้ง
5 ข้อ
ทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไร?
หรือจะเป็นเรื่องจริงตามความคาดเดาจากบางฝ่ายที่ว่ากระบวนการพูดคุยเพื่อ
สันติภาพที่เคแอลนี้เป็นการจัดฉาก? อะไรคือทัศนะที่แท้จริงของ BRN
และองค์กรอื่นๆที่เข้าร่วมโต๊ะเจรจาดังกล่าว (PULO และ BIPP)?
ฝ่ายไทยจะปฏิบัติตามความต้องการของ BRN หรือไม่?
มาเลเซียในฐานะเป็นผู้อำนวยความสะดวกจะมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่อย่างไร?
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามในการแสวง
หาตามอุดมการณ์แห่งเสรีภาพและความเป็นอิสรภาพของ BRN
และกลุ่มพันธมิตรจะมีการยอมรับการปกครองตนเองที่อยู่ภายใต้การปกครองของไทย
นั้น จะมีความเป็นไปได้หรือ?
ทั้งหมดนี้จะนำเสนอรายละเอียดอีกครั้งในตอนที่ 2 เร็วๆนี้
น้ำส้มสายชูและน้ำผึ้ง - จากนอกรั้วปาตานี
ซุลฮิจญะฮ์ / ตุลาคม 2013
หมายเหตุ: กรุณาดูต้นฉบับเดิม “BRN TOLAK MERDEKA ? (Bahgian1)” ที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/4821
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น