13 ตุลาคม, 2013 - 19:53 | โดย yukti mukdawijitra
แว่บแรกที่ฟังจบ ผมอุทานในใจว่า "ปาฐกถาเสกสรรค์โคตรเท่!" ผมไม่คาดคิดเลยว่าปาฐกถา อ.เสกสร รค์ ประเสริฐกุลในวาระ 40 ปี 14 ตุลาจะเท่ขนาดนี้ ผมว่ามีประเด็นมากมายที่ไม่ต้อง การการสรุปซ้ำ เพราะมันชัดเจนในตัวของมันเอง อย่างน้อยในหูและหัวของผม
เสกสรรค์ไม่ได้เสนออะไรใหม่ ข้อนี้ไม่ต้องมาบอกกันก็รู้ แต่ถ้าใครประเมินปาฐกถานี้ของเส กสรรค์จากเพียงเกณฑ์แค่นี้ ผมก็ว่าเป็นการดูเบา
ปาฐกถานี้เกินไป อย่างน้อยที่สุด วิธีประกอบสร้างความคิด
การใช้ถ้อยคำในการนำเสนอ การเรียบเรียงภาษา พร้อมทั้งการแสดงปาฐกถา
ล้วนประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมศั กดิ์ศรีความเป็นเสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผมคิดว่าเขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 2549 เอาเถอะ แม้จะพูดช้าเกินกาลไปมาก แต่ก็ไม่แย่นักที่จะยอมแตกหักกั บมิตรสหายและ "อดีต" (ex...) ของเขา เสกสรรค์กล่าวถึงพฤษภา 53 ในฐานะที่เป็นความรุนแรงโดยรัฐเ ช่นเดียวกับตุลา 16, ตุลา 19 และพฤษภา 35 ประเด็นเหล่านี้ทำให้เขายืนอยู่ บนเวทีหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ใน บ่ายวันที่ 13 ตค. 56 ได้จนจบการปาฐกถา
มีบางประเด็นที่ยังความปลาบปลื้ มส่วนตนมาสู่ผม คือการที่เสกสรรค์ใช้คำศัพท์ที่ ทีมวิจัยผมใช้ ตลอดจนการที่เสกสรรค์มองปัญหาเช ิงโครงสร้างในกรอบเดียวกัน คือปัญหาความขัดแย้งระหว่างชนชั ้นกลางเก่า (มวลชนเสื้อเหลือง) กับชนชั้นกลางใหม่ (มวลชนเสื้อแดง) โดย มีชนชั้นนำเก่าและชนชั้นนำใหม่เ ป็นพันธมิตรด้วย สำหรับคนที่ทำงานวิชาการ แค่ได้รู้ว่ามีคนอ่านงานและนำไป ใช้ในมิติสาธารณะอย่างนี้ก็เป็น รางวัลที่ยิ่งใหญ่แล้ว
ประเด็นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจเป็ นพิเศษและเกินไปจากที่เคยคิดคือ การที่เสกสรรค์พยายามประคับประค องและหาหนทางปรองดองการต่อสู้ขอ งชนชั้นกลางใหม่ในระบอบรัฐสภากั บการเลือกตั้งให้ไปด้วยกันได้กั บการเมืองภาคประชาชน เขาพยายามย้ำว่า การเมืองสองส่วนนี้ไม่จำเป็นต้อ งแยกจากกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิปักษ์กันใน ท่ามกลางความขัดแย้งระลอกใหม่นี ้ ประเด็นนี้ผมว่าคนเสื้อแดงที่นั ่งฟังอยู่ยังไม่ "ซื้อ" นัก
ที่ว่าไม่ซื้อ เพราะที่ผ่านมาบรรดาผู้ที่ขับเค ลื่อนการเมืองภาคประชาชนเป็นปฏิ ปักษ์กับการเมืองของชนชั้นใหม่อ ย่างร้าวลึก พวกเขาเป็นหัวขบวนของการเมืองภา คประชาชนผู้ต่อต้านทุนนิยม และเรียกร้องประชาธิปไตยทางตรงผ ่านการเดินขบวน การเคลื่อนไหวทางการเมืองทางตรง และต้องการตรวจสอบควบคุมนักการเ มืองที่มาจากการเลือกตั้ง พวกเขาคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าประชาช นทั่วไปว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่ส ุดของประชาชนเหล่านั้น หัวขบวนของการเมืองภาคประชาชนนั ้นก็คือส่วนหนึ่งของชนชั้นกลางเ ก่านั่นเอง และดังนั้น นักการเมืองภาคประชาชนเก่านี้จึ งไม่ลังเลที่จะสนับสนุนการรัฐปร ะหาร 2549 และการรัฐประหารครั้งต่อๆ หากจะม ีขึ้นมาอีกได้ เพื่อโค่นอำนาจของชนชั้นนำใหม่ซ ึ่งเป็นผู้นำของทุนนิยมเสรี
นึกอีกที ผมอยากรู้ว่าหากเสกสรรค์พูดกับฝ ่ายชนชั้นกลางเก่่า พูดกับสหายการเมืองภาคประชาชนขอ งเขา เขาจะพูดอย่างไร เขาจะทำให้พวกนั้นยอมรับความผิด พลาดที่ไปสนับสนุนการรัฐประหาร 2549 จนเหตุการณ์บานปลายมาถึงการปราบ ปรามปราชนเมื่อ พฤษภา 53 หรือไม่ ผมไม่มั่นใจ และดังนั้น ผมไม่คิดว่าเสกสรรค์จะสามารถพูด ให้สหายการเมืองภาคประชาชนของเข ายอมฟังคำปาฐกถาของเขาจนจบได้เท ่ากับที่สหายเสื้อแดงชนชั้นใหม่ของเขายอ มฟังเขาจนจบ
ผมจึงคิดว่า ปาฐกถาของเสกสรรค์คือคำขอการปรอ งดองระหว่างชนชั้นใหม่กับสหายการเมื องภาคประชาชนของเขา เป็นความพยายามประสานรอยร้าวระห ว่างปีกสังคมนิยมและการเมืองภาค ประชาชนในชนชั้นกลางเก่า กับปีกเสรีนิยมและประชาธิปไตยตั วแทนในชนชั้นกลางใหม่ แต่เทียบเชิญเพื่อการปรองดองนี้ จะต้องส่งไปทั้งสองฝ่าย เสกสรรค์อาจประสบความสำเร็จในกา รเป็นฑูตเจรจากับฝ่ายชนชั้นกลาง ใหม่ แต่กับชนชั้นกลางเก่า ผมไม่แน่ใจว่าพวกนั้นเขาจะฟังเสกสรร ค์
เสกสรรค์ไม่ได้เสนออะไรใหม่ ข้อนี้ไม่ต้องมาบอกกันก็รู้ แต่ถ้าใครประเมินปาฐกถานี้ของเส
ผมคิดว่าเขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า
มีบางประเด็นที่ยังความปลาบปลื้
ประเด็นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจเป็
ที่ว่าไม่ซื้อ เพราะที่ผ่านมาบรรดาผู้ที่ขับเค
นึกอีกที ผมอยากรู้ว่าหากเสกสรรค์พูดกับฝ
ผมจึงคิดว่า ปาฐกถาของเสกสรรค์คือคำขอการปรอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น