หลังจากเมื่อวานนี้ รายการของเราได้นำเสนอรายงานเรื่อง
"สภาฟาสซิสต์" สู่ "สภาประชาชน" ตอนที่ 1
เพื่อบอกเล่าที่มาของสภาเผด็จการในอดีตของอิตาลี เปรียบเทียบกับสภาประชาชน
ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลไทยในปัจจุบัน วันนี้
รายการของเราขอนำเสนอรายงานตอนที่ 2 ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย เพื่อบอกเล่าลักษณะ
และหน้าที่ของสภาฟาสซิสต์
ภายหลังจากที่เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำพรรคฟาสซิสต์ ประกาศนำ "ชายชุดดำ" เข้ายึดสถานที่ราชการต่างๆในเหตุการณ์ "March on Rome" จนพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 แห่งอิตาลี ทรงมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงทางการเมือง ทั้งยังสนับสนุนพรรคฟาสซิสต์ในการต่อกรกับพรรคสังคมนิยมอิตาลีที่มีนโยบาย ล้มล้างสถาบันกษัตริย์
เมื่อมุสโสลินีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการประชุมรัฐสภาครั้งแรกเขา ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปฏิรูประบบรัฐสภา และการเลือกตั้ง โดยสนับสนุนให้สหภาพแรงงานเข้ามามีบทบาททางการเมือง รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ที่นั่ง 2 ใน 3 แก่พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเกินร้อยละ 25 ทำให้พรรคฟาสซิสต์สามารถครองที่นั่งในสภาได้ 2 ใน 3 จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2467
นอกจากพรรคฟาสซิสต์จะครองเสียงข้างมากในสภาแล้ว พรรคฝ่ายค้านยังถูกข่มขู่คุกคามจนต้องถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสภาในที่สุด ทำให้พรรคฟาสซิสต์สามารถครองสภา และแก้ไขรัฐธรรมนูญ // ในปี 2471 "สภาสูงสุดของพรรคฟาสซิสต์" หรือ "แกรน คอนซิจลิโย เดล ฟาซิสสิโม" กลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจเหนือองคพยพทั้งมวลของประเทศ หลังการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาสิ้นสุดลง
สภาสูงสุดของพรรคฟาสซิสต์ ก่อตั้งภายหลังเหตุการณ์ "March on Rome" จึงกลายเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐในปี 2471 โดยมุสโสลินีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการของกษัตริย์ สภานี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาผู้แทนราษฎรที่มาจากสหภาพวิชาชีพต่างๆ การถวายคำแนะนำกษัตริย์ในการแต่งตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญสภาแห่งนี้ยังมีสิทธิในการเลือกองค์รัชทายาทเพื่อการสืบราชสันติ วงศ์ได้อีกด้วย
อำนาจที่ล้นพ้นของพรรคฟาสซิสต์นำไปสู่จุดจบของสภาผู้แทนราษฎรแบบเดิม ซึ่งต่อมามีการตั้ง "สภาฟาสซิสต์และความร่วมมือ" หรือเรียกสั้นๆว่า "สภาแห่งชาติ" ขึ้นทดแทนในปี 2482 สภาแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่เป็นความร่วมมือของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เช่น สหภาพวิชาชีพ กลุ่มทุนทั้ง 22 องค์กร ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จของมุสโสลินี
สภาฟาสซิสต์และความร่วมมือถึงจุดสิ้นสุดในปี 2486 เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรกรีฑาทัพสู่กรุงโรม และโค่นล้มระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ทำให้พระเจ้าวิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 3 ทรงสละราชย์สมบัติ ทำให้พระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 พระโอรสขึ้นครองราชย์ แต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและฝ่ายกษัตริย์นิยม ก็นำไปสู่การลงประชามติกำหนดอนาคตชาติ ปรากฏว่าฝ่ายสาธารณรัฐชนะการลงประชามติด้วยคะเเนนเสียงร้อยละ 54 ด้วยเหตุผลที่ว่า สถาบันกษัตริย์สนับสนุนระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินี อิตาลีจึงเป็นสาธารณรัฐจนถึงปัจจุบัน
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ "สภาประชาชน" ของกลุ่ม กปปส. ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาฟาสซิสต์ ที่คัดสรรบุคคลซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็น "คนดี" จากทุกสาขาวิชาชีพมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คนกลุ่มนี้ยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม จากการใช้สิทธิแทนชาวไทยทั้งประเทศ เพื่อเลือกผู้แทนให้กับประชาชน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในคุณค่า และบรรทัดฐานตามระบอบประชาธิปไตย ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของกลุ่ม กปปส. ต่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจหวนประเทศกลับไปเป็นเหมือนอิตาลีในสมัยของมุสโสลินีก็เป็นได้
ภายหลังจากที่เบนิโต มุสโสลินี ผู้นำพรรคฟาสซิสต์ ประกาศนำ "ชายชุดดำ" เข้ายึดสถานที่ราชการต่างๆในเหตุการณ์ "March on Rome" จนพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 แห่งอิตาลี ทรงมอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงทางการเมือง ทั้งยังสนับสนุนพรรคฟาสซิสต์ในการต่อกรกับพรรคสังคมนิยมอิตาลีที่มีนโยบาย ล้มล้างสถาบันกษัตริย์
เมื่อมุสโสลินีขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการประชุมรัฐสภาครั้งแรกเขา ประกาศจุดยืนชัดเจนในการปฏิรูประบบรัฐสภา และการเลือกตั้ง โดยสนับสนุนให้สหภาพแรงงานเข้ามามีบทบาททางการเมือง รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ที่นั่ง 2 ใน 3 แก่พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเกินร้อยละ 25 ทำให้พรรคฟาสซิสต์สามารถครองที่นั่งในสภาได้ 2 ใน 3 จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2467
นอกจากพรรคฟาสซิสต์จะครองเสียงข้างมากในสภาแล้ว พรรคฝ่ายค้านยังถูกข่มขู่คุกคามจนต้องถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสภาในที่สุด ทำให้พรรคฟาสซิสต์สามารถครองสภา และแก้ไขรัฐธรรมนูญ // ในปี 2471 "สภาสูงสุดของพรรคฟาสซิสต์" หรือ "แกรน คอนซิจลิโย เดล ฟาซิสสิโม" กลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจเหนือองคพยพทั้งมวลของประเทศ หลังการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาสิ้นสุดลง
สภาสูงสุดของพรรคฟาสซิสต์ ก่อตั้งภายหลังเหตุการณ์ "March on Rome" จึงกลายเป็นองค์กรสูงสุดของรัฐในปี 2471 โดยมุสโสลินีดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการของกษัตริย์ สภานี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาผู้แทนราษฎรที่มาจากสหภาพวิชาชีพต่างๆ การถวายคำแนะนำกษัตริย์ในการแต่งตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรี ที่สำคัญสภาแห่งนี้ยังมีสิทธิในการเลือกองค์รัชทายาทเพื่อการสืบราชสันติ วงศ์ได้อีกด้วย
อำนาจที่ล้นพ้นของพรรคฟาสซิสต์นำไปสู่จุดจบของสภาผู้แทนราษฎรแบบเดิม ซึ่งต่อมามีการตั้ง "สภาฟาสซิสต์และความร่วมมือ" หรือเรียกสั้นๆว่า "สภาแห่งชาติ" ขึ้นทดแทนในปี 2482 สภาแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่เป็นความร่วมมือของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เช่น สหภาพวิชาชีพ กลุ่มทุนทั้ง 22 องค์กร ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จของมุสโสลินี
สภาฟาสซิสต์และความร่วมมือถึงจุดสิ้นสุดในปี 2486 เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรกรีฑาทัพสู่กรุงโรม และโค่นล้มระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ทำให้พระเจ้าวิคเตอร์ เอมมานูเอลที่ 3 ทรงสละราชย์สมบัติ ทำให้พระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 พระโอรสขึ้นครองราชย์ แต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐและฝ่ายกษัตริย์นิยม ก็นำไปสู่การลงประชามติกำหนดอนาคตชาติ ปรากฏว่าฝ่ายสาธารณรัฐชนะการลงประชามติด้วยคะเเนนเสียงร้อยละ 54 ด้วยเหตุผลที่ว่า สถาบันกษัตริย์สนับสนุนระบอบฟาสซิสต์ของมุสโสลินี อิตาลีจึงเป็นสาธารณรัฐจนถึงปัจจุบัน
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ "สภาประชาชน" ของกลุ่ม กปปส. ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาฟาสซิสต์ ที่คัดสรรบุคคลซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็น "คนดี" จากทุกสาขาวิชาชีพมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่คนกลุ่มนี้ยังคงถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม จากการใช้สิทธิแทนชาวไทยทั้งประเทศ เพื่อเลือกผู้แทนให้กับประชาชน ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในคุณค่า และบรรทัดฐานตามระบอบประชาธิปไตย ผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของกลุ่ม กปปส. ต่อการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจหวนประเทศกลับไปเป็นเหมือนอิตาลีในสมัยของมุสโสลินีก็เป็นได้
13 ธันวาคม 2556 เวลา 08:15 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น