การต่อต้านการคอร์รัปชั่น ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย
แต่มีอยู่ทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศด้อยพัฒนา กำลังพัฒนา
หรือประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังมีระบบการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่น
ส่วนหนึ่งถูกตราเป็นกฎหมายเพื่อใช้ป้องกันและปราบปราม
รวมถึงกำหนดบทลงโทษสำหรับ
ผู้ที่กระทำความผิดที่มีความรุนแรงแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กรณี
ในสหรัฐฯ เองก็ยังคงมีปัญหาการคอรัปชั่นเช่นเดียวกันกับประเทศทั้งหลาย
ทั้งการคอร์รัปชั่นเป็น
การกระทำที่แนบเนียนมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยทั่วไป
จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ระหว่างประเทศชื่อ
“Transparency International” (T.I.) ได้ออกมาระบุว่า
แม้สหรัฐฯจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่ก็ยังถือว่ามีการคอร์รัปชั่นอยู่ในอันดับกลางๆ ด้วยคะแนน 73
ใกล้เคียงกับอันดับในปีก่อนหน้านี้(2012)
เรียงตามลำดับประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากไปหาน้อย อเมริกันอยู่ในลำดับ
24 ดีขึ้นกว่าปี 2000 ที่อยู่ในลำดับ 14 และในปี 2012 อยู่ลำดับที่ 19
จาก 177 ประเทศ โดยแคนาดา เยอรมันนี อังกฤษและญี่ปุ่น
มีพัฒนาการในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว
องค์กรต้านคอร์รัปชั่น Transparency International
ยังวิจารณ์รัฐบาลและหน่วยงานอเมริกันว่า
ยังมีความหละหลวมในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นที่เกิดจาก โครงการที่รัฐบาลทำสัญญากับเอกชน
(government contracting) เป็นจำนวนมาก แม้ว่าทางการอเมริกัน
จะได้พยายามแก้ปัญหานี้จนดีขึ้นก็ตาม
แต่จนถึงเวลานี้ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นแทบทุกรัฐและใน
บรรดาหน่วยงานกลางของรัฐบาลอเมริกัน
ในปี 2013 ประเทศที่ได้ชื่อว่า คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด ได้แก่
เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ ซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 91 (จากคะแนนเต็ม 100)
ส่วนประเทศที่คอร์รัปชั่นมากที่สุด ได้แก่ อาฟฆานิสถาน
เกาหลีเหนือและโซมาเลีย โดยได้แค่ 8 คะแนน
ขณะที่รัสเซียได้คะแนนเท่ากับปีที่แล้ว คือ 28 คะแนน
ส่วนจีนดีขึ้นกว่าปีแล้วคะแนนเดียว คือ ได้ 40 คะแนน เท่ากับกรีซ
ที่อยู่ในลำดับที่ 80 จากบรรดาประเทศทั้งหมดทั่วโลก โดยเฉพาะกรีซ
หลังจากที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินได้ชื่อว่า
เป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในบรรดาชาติทั้งหมดในสหภาพ
ยุโรป(E.U.)
สองในสามของ 177 ประเทศ
ได้ชื่อว่ามีการคอร์รัปชั่นในระดับสูงจนเรียกว่า ไม่สามารถยอมรับได้
โดยมีสาเหตุมาจากการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลหรือหรือผู้นำ (abuse of
power) การทำธุรกิจทั้งของ เอกชนและรัฐบาลอย่างลับๆ (secret dealings)
รวมถึงการฉ้อฉลต่างๆ (bribery)
ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ไม่เปิดกว้างด้านการปกครองแบบประชาธิปไตย
บริหารจัดการเพียงคนกลุ่มเดียวหรือเพียงไม่กี่กลุ่มในประเทศ
รวมถึงพรรคการเมืองที่เข้าไปบริหารกิจการประเทศ
โดยเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องและเครือข่าย
การให้คะแนนคอร์รัปชั่นกับประเทศต่างๆนั้น เป็นการพิจารณาจากข้อมูลของ
หน่วยงานทางด้าน เศรษฐกิจ ธนาคารโลก และเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลก
โดยเรียงลำดับคะแนนจากคะแนน 0 คือ แย่ที่สุด ไปหาคะแนน 100 คือ ดีที่สุด
หากประเทศใดได้คะแนนนต่ำกว่า 50 คะแนนถือว่า มีการโกงหรือคอร์รัปชั่น
มากกว่าการไม่โกง หรือพฤติกรรมสุจริต
ประเทศในกลุ่ม E.U. ที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50 ได้แก่ อิตาลี กรีซ
โรแมเนีย สโลวาเกียและ สาธารณรัฐเช็ค
ส่วนประเทศที่มีพัฒนการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นดีขึ้นในปีนี้ ได้แก่ พม่า
บรูไน เลโซโธ ซีเนกัล เนปาล เอสโตเนียและลัตเวีย
ประเทศที่การปัญหาการคอร์รัปชั่นย่ำแย่กว่าปีก่อนๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย
สโลเวนีย ไอร์แลนด์ สเปน แกมเบีย กีเนีย-บิสซัว ลิเบีย มาลี อีริเทรีย
มัวริเทียส เยเมน กัวเตมาลา มาดากัสการ์ และสาธารณรัฐคองโก
T.I. ตั้งข้อสังเกตว่า ในบรรดาประเทศต่างๆ
ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่การคอร์รัปชั่นในภาครัฐมากกว่าการคอร์รัปชั่นในภาค
อื่นๆ เช่น ในส่วนของภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับภาครัฐ
และจะส่งผลที่เลวร้ายต่อความยากจนของคนในประเทศ
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ของประเทศและของโลก
รวมถึงปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
ถึงแม้ว่าแทบทุกประเทศจะมีการรณรงค์ในเรื่องการต้านคอร์รัปชั่น
แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกัน ถึงการแก้ไขปัญหานี้แต่อย่างใด
เนื่องจากปัญหาการคอร์รัปชั่นได้หยั่งรากลึกในเชิงวัฒนธรรมเสียแล้ว
ซึ่งหมายถึงว่าการคอร์รัปชั่นได้เกิดขึ้นจากพฤติกรรมวัฒนธรรมเชิงปัจเจก
อีกนัยหนึ่งคือ มีวัฒนธรรม
ฉ้อฉลอยู่ในสายเลือดของผู้คนในประเทศนั้นๆอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งนี้หากปราศจาคความร่วมมือของประชาชนโดยทั่วไปด้วยการเปลี่ยน
พฤติกรรมนิยมคอร์รัปชั่นของพวกเขา
การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นย่อมเป็นไปได้โดยยาก เช่น
การนิยมให้สินบนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ต่างๆ
การพยายามเลี่ยงภาษีรายได้นิติบุคคล
จากการเสนอรายงานของ T.I. ข้อสังเกตที่เห็นคือ การคอร์รัปชั่นใน
ประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐฯ ประเทศในกลุ่มE.U. การคอร์รัปชั่น
มักเป็นไปในกรณีการฟอกเงิน และการทำสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน
ที่มีความลึกลับซับซ้อน และมีขนาดความใหญ่ “ของกรณีคอร์รัปชั่น”
(Corruption case) กว่า
การคอร์รัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย
การคอร์รัปชั่นในสหรัฐฯ ยังเชื่อมโยงไปถึงแก๊งค์อาชญากรรม
และยาเสพติด ที่สัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้พิพากษา
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานด้านกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่คอร์รัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา
มีการคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ ทั้งในส่วนของการฟอกเงิน
การทำสัญญาระหว่างรัฐกับบริษัทเอกชน การเลี่ยงภาษี การจ่ายเงินใต้โต๊ะให้
กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆของรัฐ ชนิดที่ผู้จ่ายก็สมยอมที่จะจ่าย
เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ อย่างเช่น การขอใบอนุญาตประเภทต่างๆ
หรือแม้กระทั่งการอำนวยความสะดวกในเรื่องเวลา การลัดคิว
ก็ถือเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง
ที่หลายประเทศในแถบเอเชียนิยมทำกันอย่างเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ
เมื่อปีที่แล้ว (2012) T.I. ให้ไทยอยู่ในลำดับประเทศคอร์รัปชั่นที่
88 จาก 176 ประเทศ โดยไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นจาก 34 คะแนน (2011)เป็น 37
คะแนน (2012) จากการวิเคราะห์ส่วนหนึ่งของสื่อต่างประเทศ
สาเหตุของปัญหามาจากระบบอุปถัมภ์ ซึ่งมีตัวอย่างให้ได้เห็นกัน
ในชื่อของเส้นสาย หรือ “เด็กเส้น” โดยคำหลังนี้
เป็นที่รู้จักของคนอเมริกันจำนวนไม่น้อย
ผลที่เกิดขึ้นจากระบบอุปถัมภ์ดังกล่าว ก็คือ คอร์รัปชั่น ที่เรียกกันว่า
คอร์รัปชั่นอยู่ในสายเลือด
ดูเหมือนบางชาติได้พยามยามแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นอย่างหนัก
อย่างเช่น จีน ที่มีการบัญญัติบทลงโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต
เพื่อให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดความกลัว
ความเข้มงวดของทางการจีนดังกล่าวส่งผลให้การคอร์รัปชั่นในประเทศเดียวกันนี้
ลดลง แม้ลดลงไม่มากก็ตาม
โดยทางการของจีนได้พยายามสร้างจิตสำนึกของประชาชนให้เกิดร่วมในเวลาเดียวกัน
ด้วย เพราะการสร้างจิตสำนึกเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันการคอร์รัปชั่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค่อยๆเปลี่ยน วัฒธรรมใต้โต๊ะเป็นวัฒนธรรมบนโต๊ะแทน
ขณะเดียวกันในเวทีสากลหลายที่
ได้พูดถึงการคอร์รัปชั่นอำนาจโดยวิถีทางรัฐประหาร
หรือการยึดอำนาจไปจากประชาชนโดยกองทัพหรือคณะนายทหาร
ซึ่งประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายยังนิยมกระทำอยู่
แม้กว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม
ในเมื่อไทย
เป็นประเทศหนึ่งที่นิยมและอยู่ในกระแสต้านคอร์รัปชั่นอยู่ในขณะนี้
นอกเหนือไปจากการรณรงค์ ต่อต้านเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลและนักการเมืองแล้ว
ควรมีการรณรงค์สร้างจิตสำนึกของตนเองและประชาชนไทยเชิงปัจเจกหรือเชิง
จิตสำนึกของแต่ละคนด้วย
เพราะลักษณะของปัจเจกชนเป็นฐานสำคัญของการยุติปัญหาคอร์รัปชั่น
แทนที่จะไปเรียกร้องคนอื่นหรือหน่วยงานอื่น
หากควรเรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศเกิดจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหา
คอร์รัปชั่นด้วยควบคู่กันไป
เพราะปัญหาการคอร์รัปชั่นมาจากการสมยอมและการให้ความร่วมมือซึ่งกันและ
กันของทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และฝ่ายประชาชน
ทั้งน่าเสียดายว่า บทบาทของสื่อไทยในการรณรงค์เรื่องนี้
ไปให้ความสำคัญกับรัฐบาลและรัฐสภาในเชิงการเมืองมากกว่าการปลูกจิตสำนึกให้
เกิดกับเยาวชนและประชาชนทั่วไป
หน่วยงานต้านคอรัปชั่นของไทยทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่เป็นคณะทำ
งานอิสระ และภาคเอกชน(NGOs)
ยังคงพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานและบุคคลสาธารณะในแวดวงการเมือง
ปลุกกระแสให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายระบอบการเมืองประชาธิปไตยเสียงส่วน
ใหญ่ในปัจจุบัน เช่น บอกว่านักการเมืองโกงกินเป็นส่วนใหญ่ ควรหันไปใช้ “ระบอบคนดี” เป็นผู้ปกครองมากกว่า เพราะ “คนดี” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการคอร์รัปชั่น
ระบอบคนดี ซึ่งเป็นระบอบเสียงข้างน้อยปกครองประเทศ
เชื่อมโยงกับเครือข่ายอุปถัมภ์ชั้นบน
ระบบดังกล่าวถูกอ้างถึงอย่างมากในวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย
ที่มักอ้างเหตุผลของการชุมนุมประท้วงอย่างหนึ่งว่า
เป็นเพราะรัฐบาลปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น
ซึ่งส่วนใหญ่พุ่งเป้าโจมตีไปที่นักการเมืองและเครือข่ายผลประโยชน์ของนักการ
เมือง
ขณะที่ลักษณะการคอร์รัปชั่นในแง่วัฒนธรรมเชิงปัจเจกประจำวัน
อย่างเช่น การเลี่ยงภาษี การยัดเงินใส่มือตำรวจเวลาตำรวจจะให้ตั๋ว
การตัดแปลงบัญชีกิจการร้านค้า
การจ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อความคล่องตัว แป๊ะเจี๊ยะเข้าโรงเรียน
การจ่ายสัสดีเพื่อเลี่ยงเกณฑ์ทหาร ฯลฯ ยังดำเนินไปตามปกติ.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น