น่าสังเกตว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ
วาทกรรม “คนดี ความดี
ศีลธรรม”ได้ถูกใช้เพื่อประณามฝ่ายตรงข้ามว่าเลวร้ายอย่างไร้ความเป็นคน
และใช้เป็นฐานให้ความชอบธรรมอย่างเกินพอเพียงแก่ฝ่ายตนเองเพื่อที่จะทำผิด
หลักการและกติกาประชาธิปไตยอย่างไรก็ได้
ดังเช่นการประท้วงของ “ม็อบคนดี” ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยการสนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
(กปปส.) ได้ประณามว่า “ระบอบทักษิณ” เลวร้าย ไร้ศีลธรรม
พวกคนดีมีศีลธรรมอย่างพวกตนจึงมีความชอบธรรมที่จะขจัดระบอบทักษิณด้วยวิธี
ยึดอำนาจรัฐ เพื่อตั้ง “สภาประชาชน” ปฏิรูปประเทศ
โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าเป็นไปตามหลักการและกติกาประชาธิปไตยตามที่บัญญัติ
ไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
วิธีคิดเช่นนี้ย่อมแปลกประหลาดในสายตาโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่
ดังผู้สื่อข่าวบีบีซี.ยิงคำถามกับนายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ในฐานะที่คุณเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ไม่ละอายใจบ้างหรือที่สนับสนุนแนวทางการต่อสู้(ของ กปปส.)ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย” จน
มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้น่าจะ “ตั้งชื่อผิด”
เพราะชื่อพรรคที่มีความหมายในเชิงยืนยันอำนาจสูงสุดของประชาชน
กับแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองที่ยังอยู่ในโหมดแบบ “ยุคกลาง (Medieval)”
โดยอิงสถาบันกษัตริย์ต่อสู้ทำลายคู่แข่งทางการเมืองย่อมขัดแย้งกันอย่างตลก
ร้าย
แต่คำอธิบายของนายอภิสิทธิ์ที่พยายามเน้นว่า
“ระบอบทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชันจึงหมดความชอบธรรม”
ย่อมฟังไม่ขึ้น หรือไม่ make sense ในสายตาฝรั่ง
เพราะตามมาตรฐานของประเทศอารยประชาธิปไตยนั้น ต่อให้รัฐบาลทุจริต
หรือขาดความชอบธรรมอย่างไร (ยกเว้นว่าได้ทำสิ่งเลวร้ายสุดๆ
เช่นใช้กองทัพไล่สังหารประชาชน
หรือทำรัฐประหารตัวเองเป็นรัฐบาลเผด็จการที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบตามวิถี
ทางประชาธิปไตยไม่ได้) ก็ต้องแก้ตามวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น เช่น
โดยการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบของสื่อมวลชน นักวิชาการ ภาคประชาชน
อภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ยื่นถอดถอน เอาผิดทางกฎหมาย
ประชาชนไม่เลือกเข้ามาอีก ฯลฯ ไม่ใช่ใช้วิธีรัฐประหารโดยกองทัพ
หรือใช้ม็อบยึดอำนาจรัฐดังที่นิยมทำกันในบ้านเรา
จึงน่าตั้งคำถามว่า
การต่อสู้ทางการเมืองในนามคนดีที่อ้างความดี หรือศีลธรรมในบ้านเรา
ทำไมจึงกลายเป็นวัฒนธรรมของการยกคนดี ความดี
หรือศีลธรรมให้อยู่เหนือหลักการตลอดมา อ้างว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลว
ไร้ศีลธรรม ทุจริตคอร์รัปชัน
แต่บรรดาคนดีมีศีลธรรมกลับใช้วิธีทุจริตยิ่งกว่าคือ “ทุจริตระบบ”
การทุจริตโดยการซื้อเสียง
หรือคอร์รัปชันภาษีประชาชนย่อมเป็นความเลวร้ายที่ต้องจัดการตามกฎหมาย
แต่ความเลวร้ายนั้นไม่ได้ล้มระบบประชาธิปไตย เพราะหลักการ กติกาประชาธิปไตย
หรือรัฐธรรมนูญยังอยู่ ยังสามารถใช้เป็นกลไกในการแก้ปัญหาความเลวร้ายนั้นๆ
ให้ลดลงหรือหมดไปได้ แต่อาจต้องค่อยๆ แก้จุดอ่อนของระบบ
โดยสร้างความเข้มแข็งของการเมืองในสภาและภาคประชาชนควบคู่กันไป
ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลาแก่กระบวนการประชาธิปไตยได้พัฒนาตัวมันเองให้ก้าวหน้า
ไปอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนประเทศอารยประชาธิปไตยอื่นๆ
แต่การ “ทุจริตระบบ”
คือการอ้างการทุจริตและความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม
เพื่อให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายตนเองได้มีอภิสิทธิ์ใช้อำนาจนอกระบบ
หรือใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ หรือโดย “มวลมหาประชาชน”
ซึ่งหมายถึงประชาชนฝ่ายตนเท่านั้น
ฝ่ายอื่นซึ่งเป็นเสียงข้างมากที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ถูกนับว่าเป็น “ประชาชน”
ฉะนั้น การทุจริตระบบจึงอยู่บนฐานของการบิดเบือนตั้งแต่ความหมายของประชาชน
ความหมายของคนดี ความดี ศีลธรรม
จนนำไปสู่การบิดเบือนระบบและการล้มระบบด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
หรือไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในที่สุด
อันที่จริง สังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าไม่ใช่ว่าไม่ต้องการศีลธรรม
แต่เป็นสังคมที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลธรรมบางอย่าง
ในปรัชญาการเมืองฝรั่งเวลาพูดถึงการมี “ศีลธรรม (Morality)” ในทางการเมือง
ความหมายของศีลธรรมดังกล่าวนี้กว้างกว่าศีลธรรมทางศาสนาแบบบ้านเรา
ที่เน้นเรื่อง “คนดี” หรือผู้ปกครองที่เป็นคนดีเท่านั้น
แต่ศีลธรรมของเขาหมายถึง “หลักการสากล”
ที่ทุกคนพึงยึดถือปฏิบัติร่วมกันเช่นหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค
และความยุติธรรม
หมายความว่าการกระทำที่จะถือว่ามีศีลธรรม เป็นความดี
หรือความถูกต้องนั้น ต้องปฏิบัติต่อทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน
คือเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคนในฐานะเป็นคนเหมือนกัน แม้ว่าแต่ละคนจะโง่
ฉลาด มีบทบาทหน้าที่หรือฐานะทางสังคม (เป็นต้น) ต่างกัน
แต่ต้องถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย
ศีลธรรมจึงมีอยู่ทั้งในกฎหมาย
ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลที่เคารพสิทธิกันและกัน และในวัฒนธรรมทางการเมือง
ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องจัดการตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน
การปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานย่อมผิดศีลธรรม
เพราะขัดต่อหลักความยุติธรรมที่ถือว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน
ศีลธรรมเช่นนี้จึงเป็นอุดมคติของประชาธิปไตย หรือเป็น
“ศีลธรรมประชาธิปไตย” สังคมที่ประชาธิปไตยก้าวหน้า
ระบบการศึกษาต้องปลูกฝังค่านิยมให้ประชาชนรักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค
และความยุติธรรม ไม่ใช่ปลูกฝังให้รักตัวบุคคล
จนเลยเถิดไปยกตัวบุคคลให้อยู่เหนือหลักการ เช่น
ถ้าเชื่อกันว่าคนนี้เป็นคนดีมีศีลธรรมก็ไม่ต้องวิจารณ์ตรวจสอบ เป็นต้น
แต่ศีลธรรมของสังคมไทยที่ปลูกฝังผ่านสถาบันการศึกษา ศาสนา สื่อมวลชน
ฯลฯ เป็นศีลธรรมที่เน้นการเชิดชูยึดติดตัวบุคคล
ในทางศาสนาเราถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังพระสงฆ์มากกว่าเชื่อสติปัญญาของตนเอง
ในทางโลกศีลธรรมยึดโยงอยู่กับความกตัญญูและจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์
โดยปราศจากการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้น
ค่านิยมทางศีลธรรมของสังคมไทยจึงตั้งอยู่อยู่บนพื้นฐานของ
“ความเป็นคนไม่เท่ากัน” ยอมรับลำดับสูงต่ำในความเป็นคนตามลำดับชนชั้น
หรือสถานะที่แตกต่างกัน การอ้าง “ศีลธรรมแบบลำดับชนชั้น” จึงขัดแย้งกับ
“ศีลธรรมแบบเท่าเทียม” ในสังคมประชาธิปไตยในระดับรากฐาน
ฉะนั้น
ทั้งพระสงฆ์และแกนนำมวลชนที่อ้างศีลธรรมต่อสู้ทางการเมือง
จึงเป็นการอ้างเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การ “ทุจริตระบบ”
ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างหัวชนฝาว่า การทำอะไรในนามของคนดี ความดี
หรือศีลธรรมบนฐานความจงรักภักดี จะทำอะไรก็ไมผิด
แม้ว่าด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมหรือล้มระบบประชาธิปไตยก็ตาม
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข (14 – 20 ธันวาคม 2556)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น