แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บทบาทของพระสงฆ์ในสงครามความขัดแย้ง

ที่มา ประชาไท

 
สุรพศ ทวีศักดิ์
กลุ่มพุทธศาสน์ของราษฎร

บน เวทีม็อบขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งต่อมาตั้งชื่อยาวเหยียดว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" หรือ กปปส.มักจะด่ากันทุกวันๆว่า “ระบอบทักษิณแทรกแซงสื่อ” แต่ปรากฏการณ์ของ กปปส.ที่บุกยึดฟรีทีวีทุกช่องในวันที่ 1 ธันวาคมนั้น ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรกันแน่?

ที่จริงแล้วมวลมหาประชาชนที่รวมกลุ่ม กันในนาม ปปส.ปฏิบัติการยึดอำนาจรัฐนั้น ก็คือกลุ่มเดิมๆ ที่อ้างสถาบันกษัตริย์ต่อสู้ทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 48 จนนำมาสู่รัฐประหารปี 49 และเลยมาถึงการสลายการชุมนุมปี 53 แม้จะเป็นความจริงว่า เครือข่ายมวลชนดังกล่าวมีความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในบางระดับ เนื่องจากอ้างการกระทำที่ผิดพลาดของรัฐบาล เช่น การผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม(ไม่)เหมาเข่ง การทุจริตคอร์รัปชัน แต่วิธีการและข้อเรียกร้องของพวกเขากลับเป็นวิธีการแบบ “แก้การกระทำที่ผิดด้วยวิธีที่ผิดมากกว่า” เช่น แก้ปัญหาคอร์รัปชันด้วยวิธีรัฐประหาร เรียกร้อง สนับสนุน และยอมรับผลที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร

การมุ่งยึดอำนาจรัฐเพื่อตั้ง สภาประชาชน ก็เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นรัฐประหารแบบหนึ่งนั่นเอง

แต่ใน สถานการณ์เช่นนี้ กลับมีพระเข้าไปร่วมเป็นแกนนำของมวลชน คือสมณะโพธิรักษ์, ท่านจันทร์ รวมทั้งสมณะแห่งสันติอโศก และหลวงปู่พุทธอิสระ ในฐานะที่เป็นพลเมืองท่านเหล่านี้ย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือการมี ส่วนร่วมทางการเมือง และแม้ในฐานะเป็นพระภิกษุวินัยสงฆ์ก็ไม่ได้ห้ามไว้โดยตรง ฉะนั้น เมื่อว่าโดยสิทธิการแสดงออกทางการเมืองและวินัยสงฆ์ การแสดงออกของท่านเหล่านั้นก็ไม่ผิด

แต่ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เมื่อพระแสดงออกทางการเมือง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมเคลื่อนไหวในทางการเมือง พระย่อมมีสถานะเท่าเทียมกับคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ที่จะทำให้พระอยู่เหนือการตั้งคำถาม วิจารณ์ตรวจสอบ หรือกระทั่งถูกด่าดังเช่นคนธรรมดาทั่วไป

ความเห็นของพระที่อ้างธรรมะ อ้างศาสนาก็มีความหมายเป็นเพียงความคิดเห็นธรรมดาๆ ที่ถูกตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งได้เหมือนความเห็นของคนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าเป็นพระแล้วพูดอะไรไปคนต้องพนมมือสาธุๆ เท่านั้น เพราะว่าสิ่งที่พระพูดก็อาจผิดได้ และอาจนำไปสู่ความหลงผิด หรือความรุนแรงยิ่งกว่าคำพูดของคนธรรมดาทั่วไปก็ได้

ดังที่เราได้ เห็นในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เช่น คำพูดของกิตติวุฑโฒที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ของ ว.วชิรเมธี “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” เป็นต้น แต่ก็น่าแปลกใจว่าในวงการพระสงฆ์ไทยกลับไม่มีการสรุปบทเรียน ไม่เคยขอโทษประชาชนจากการที่พระเสนอความเห็นในเชิงสนับสนุนความรุนแรงในความ ขัดแย้งครั้งสำคัญๆ ที่ผ่านมา

ยิ่งกว่านั้นในม็อบ กปปส. หลวงปู่พุทธอิสระยังขึ้นเวทีคู่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อรับรองความชอบธรรมให้นายสุเทพเป็น “ผู้นำทัพปราบมาร” หรือนำทัพล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” สมณะโพธิรักษ์ก็กล่าวรับรองการที่มวลชนบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ ว่าเป็นการกระทำอย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ถือเป็น “รัฐศาสตร์อาริยะ” และท่านจันทร์เองก็เล่นการเมืองในโซเชียลมีเดียแบบตามกระแสเกลียดทักษิณและ ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่โพสต์คลิปกล่าวหาทักษิณล้มเจ้า คนหนักแผ่นดิน ไปจนกระทั่งโพสต์ภาพอากัปกิริยาของนายกฯยิ่งลักษณ์ให้แฟนคลับด่า เป็นต้น

นอก จากนี้ เมื่อเช้าวันที่ 1 ธันวาคม สมณะโพธิรักษ์ยังขึ้นเวทีปลุกใจประชาชนให้ต่อสู้ยึดสถานที่ราชการ โดยกล่าวว่า “ต้องสู้อย่างถึงที่สุด แม้จะต้องตายก็ให้คิดเสียว่าถึงคราวตายใช้หนี้บาปเวร ถือว่าตายดี เพราะเป็นการสละชีวิตเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

การปลุกเร้า ดังกล่าวจึงขัดกับหลักการสันติ อหิงสาในสาระสำคัญ ดังประวัติศาสตร์บอกเราว่าการอ้างอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในการต่อสู้ทางการเมือง มักนำไปสู่ความคิดสุดโต่งและความรุนแรงตามมา เพราะคนที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ดังกล่าวมักคิดว่าตนเองถูกเสมอ

ยิ่ง พระไปปลุกเร้าว่าพวกเราเป็นฝ่ายธรรมะที่ออกมาขจัดฝ่ายอธรรม ยิ่งทำให้เกิดความเชื่ออย่างหัวชนฝาว่า พวกตนเป็นคนดี ทำการในนามคุณธรรมจริยธรรมและอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงทำอะไรถูกต้องเสมอ ทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ ยึดสถานที่ราชการ สื่อมวลชน หรือยึดอำนาจรัฐโดยม็อบก็ตาม

หลักการ กติกา หรือวิถีทางประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง จึงแก้ปัญหา “การกระทำที่ผิดด้วยวิธีการที่ผิดยิ่งกว่า” ตลอดมา ทำให้ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วยิ่งขยายกว้างและซับซ้อนยิ่งขึ้นๆ

ว่า ตามจริง การที่พระไปสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหา “การกระทำที่ผิดด้วยวิธีการที่ผิดยิ่งกว่า” ตลอดมา ก็เพราะไม่ซื่อสัตย์ต่อคำสอนของพุทธศาสนาในเรื่อง “การรักษาสัจจะ (สัจานุรักษ์)” ที่ถือว่าการพูดความจริงต้องพูด “ความจริงทั้งหมด” ไม่ใช่พูดเฉพาะส่วนที่เป็นการทำลายฝ่ายตรงข้ามและเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนเท่า นั้น

เช่น ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นมา พระในฐานะผู้เป็นหลักทางสติปัญญาและศีลธรรมควรจะพูดให้ครบว่า การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ผิด แต่รัฐประหารผิดยิ่งกว่า จะแก้สิ่งที่ผิดด้วยวิธีที่ผิดยิ่งกว่าไม่ได้ เพราะพุทธศาสนาถือว่าวิถีและจุดหมายหรือวิธีการกับเป้าหมายต้องถูกต้องทั้ง สองอย่าง หากเห็นว่าคอร์รัปชันผิด หรือรัฐบาลไม่เคารพกฎหมายผิด พระก็ไม่ควรสนับสนุนหรือยอมรับรัฐประหาร หรือการใช้ม็อบยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญซึ่งผิดยิ่งกว่า

แต่ ความมีเหตุผลดังกล่าวก็ไม่มีความหมายอะไร เมื่อพระเลือกข้างเสียแล้ว และเดินตามหลังประชาชน เวลาที่พระขึ้นเวทีรับรองความชอบธรรมให้สุเทพนำทัพปราบมาร หรือรับรองความชอบธรรมของการยึดสถานที่ราชการว่าเป็น “รัฐศาสตร์อาริยะ” นั้น ไม่ได้แสดงว่าพระกำลังแสดงบทบาทนำทางความคิดแต่อย่างใด หากแต่เป็นการใช้สถานะความเป็นพระไปรับรองหรือสนับสนุนความเชื่อที่ประชาชน เขาเชื่อของเขาอยู่แล้วให้ดูดีขึ้นว่าถูกตามหลักธรรมะ ซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นการบิดเบือนธรรมะไปสนับสนุนวิธีการที่ผิดหลักการและวิถีทาง ประชาธิปไตย

ยิ่งไปขึ้นเวทีพูดทำนองให้ประชาชนต่อสู้ยึดอำนาจรัฐว่า เป็นการเสียสละเพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยคาดการณ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้วว่า หากม็อบยึดอำนาจรัฐได้จริงจะเกิดความขัดแย้งแตกแยกในสังคมยิ่งกว่าเดิม ยิ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังใช้สถานะของพระสนับสนุนการกระทำในนามอหิงสา-สันติ ที่อาจเป็นเงื่อนไขไปสู่สงครามกลางเมืองในอนาคต
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข (7-13 ธันวาคม 2556)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น