แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

(มิคสัญญี) ที่รามคำแหง :มุมมองจากในสนามกีฬา

ที่มา Thai E-News





"พวกเสื้อแดงทั้งซึมเศร้าและคั่งแค้น เมื่อหีบศพผ่านมาถึง บางคนเคาะที่ข้างโรงพร้อมพูดว่า 'สู้ สู้' หลังจากเสร็จพิธีเผา เสื้อแดงเคลื่อนย้ายต่อไปอีกสองสามถนนยังงานศพเสื้อแดงอีกคนที่ถูกฆ่าในคืนเดียวกัน" 

ถอดความจากเรื่อง 'Ramkhamhaeng: A View From Inside The Stadium' โดย นิค นอสติทซ์ นักเขียนรับเชิญของ นิว แมนดาล่า ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖

(คำเตือน โปรดระวังภาพสยองขวัญ)
นี่เป็นสิ่งที่ผมได้เห็นที่สนามกีฬาราชมังคลา และที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคืนวันเสาร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ มีผู้สื่อข่าวไม่กี่คนอยู่ที่นั่นตลอดคืนนั้น เนื่องจากเพื่อนนักข่าวคาดว่าจะมีการปะทะกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลในวันรุ่งขึ้น ผมเองโดยปกติก็จะเป็นอย่างนั้นถ้าหากผมไม่ได้ถูกทำร้ายเมื่อ วันจันทร์ที่ ๒๕ พ.ย. ตามด้วยการรณรงค์ตามล้างผลาญต่อผม ทำให้ไม่สามารถไปทำข่าวที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลได้ ผมเดินทางไปยังที่ชุมนุมเสื้อแดงที่สนามราชมังคลาส่วนใหญ่เพราะมันปลอดภัย กับผมมากกว่า และผมต้องออกไปทำอะไรสักอย่างแทนที่จะทนอึดอัดอยู่กับบ้าน อย่างน้อยผมอยากถ่ายภาพการชุมนุมของเสื้อแดงเอาไว้ คิดว่าจะได้ภาพที่น่าประทับใจ ผมไม่นึกว่าจะได้มาเป็นสักขีพยาน และประสบกับการปะทะกันที่โหดเหี้ยมที่สุดนับแต่ปี ๒๕๕๓ เลยทีเดียว
ผมไม่ได้ออกมาเล่าความตามที่ผมเห็นจนกระทั่งบัดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะความกลัวว่าจะต้องตกเป็นเป้าถูกทำร้ายอีก การกล่าวหาของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลส่วนใหญ่แล้วในหลายกรณีตรงข้ามกับที่ผมได้เห็น นอกนั้นผมยังรอการยืนยันในข้อเท็จจริงบางอย่าง กับข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
ในวันเสาร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ผมออกเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์เมื่อเวลาบ่ายสี่โมง ธรรมดาการเดินทางเส้นนี้ใช้เวลาราว ๓๐ ถึง ๔๕ นาฑี แต่วันนี้ผมต้องใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่ง แรกทีเดียวผมไม่ทราบว่าทำไมรถจึงติดมากอย่างนั้น แทบจะไม่ขยับเอาเลย ผมมารู้ภายหลังเมื่อถึงสนามราชมังคลาแล้วจากการพูดโทรศัพท์กับภรรยา เธอบอกว่าได้ฟังจากข่าวว่านักศึกษารามคำแหงได้ปิดถนนรามคำแหงเพื่อค้นหาคนเสื้อแดงแล้วรุมทำร้าย โชคดีและเรียกได่ว่าฟลุค ผมตัดสินใจใช้เส้นทางถนนลาดพร้าว ไม่ได้ไปทางถนนพระราม ๙ อย่างเคยอันจะทำให้ต้องไปผ่านหน้ารามคำแหงที่นักศึกษากำลังไล่ล่าคนเสื้อแดงอยู่ เมื่อไปถึงผมได้พบกับเพื่อนนักข่าวบางคนที่ได้ถ่ายภาพนักศึกษาทำร้ายเสื้อแดงเอาไว้ นักข่าวคนหนึ่งบอกผมว่านักศึกษาคนหนึ่งตบหน้าช่างภาพชาวต่างชาติที่ถ่ายภาพเหตุการณ์
ผม ไม่เข้าไปใกล้รามคำแหงซึ่งเป็นที่ชุมนุมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเกรงว่าพวกนี้ จะจำหน้าผมได้จากการรณรงค์ต่อต้านผมบนหน้าเฟชบุ๊คของสถานีบลูสกาย ผมคงโดนกระทำแบบเดียวกับคนเสื้อแดง เพื่อนนักข่าวบอกผมว่าไม่ทราบแน่ใครเป็นผู้เริ่มการต่อสู้กัน แต่ขณะนั้นพวกนักศึกษากระชากตัวเสื้อแดงลงจากรถประจำทาง รถแท็กซี่ และรถส่วนตัวที่คนพวกนี้เข้าถึงได้ เวลาต่อมาเพื่อนคนที่ไปอยู่ตรงทางเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง ถึงสามโมงบอกว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความรุนแรงแล้วภายใต้การควบคุมของพวกนัก ศึกษา และการ์ดสวมเสื้อดำผ้าโพกหัวสีธงชาติไทย โดยขณะนั้นยังอยู่กันตรงประตูทางเข้าซึ่งมีรถเวทีปราศรัยเคลื่อนที่จอดอยู่ ต่างตะโกนด่ารถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านไปมา
ในเต๊นท์พยาบาลตรงหน้าสนามกีฬา คนเสื้อแดงที่ถูกทำร้ายกำลังได้รับการดูแลอยู่ เขาติดอยู่ที่นั่นเพราะว่าการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บเป็นเรื่องเสี่ยงเกินกว่าจะทำได้ วิชิต กัลยาโธ อายุ ๔๕ ปี เล่าว่าเกิดเหตุขึ้นเมื่อเวลาบ่ายสี่โมง เขาเป็นเสื้อแดงคนเดียวที่อยู่บนรถเมล์ เมื่อพวกนักศึกษาเข้าล้อมรถบัสและทุบตีกระจกหน้าต่างรถเขาจึงลงจากรถเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารอื่นๆ ได้รับความเดือดร้อน เขาถูกลากตัวเข้าไปในซอยรามคำแหง ๔๓ ตรงข้ามทางเข้ามหาวิทยาลัย คนประมาณ ๑๐ ถึง ๒๐ กลุ้มรุมทำร้ายบังคับให้เขาถอดเสื้อแดงออก ทิ้งโทรศัพท์มือถือ แล้วไล่ไปไม่ให้เข้าไปยังสนามกีฬา เขาพยายามไปถึงราชมังคลาจนได้ด้วยสภาพซี่โครงส่วนบนร้าว กระดูกต้นคอแตก และรอยฟกช้ำทั่วร่างกาย จนถึงเวลาทุ่มครึ่งเมื่อรถบรรเทาสาธารณะภัยสามารถเข้าไปในสนามกีฬาได้นั่นแหละเขาจึงถูกนำตัวออกไปได้ เขาถูกใส่เปลหามออกจากสนามเข้าไปในสถานีตำรวจหัวหมากแล้วส่งมอบให้กับรถพยาบาลฉุกเฉินที่จอดรออยู่
 
พอตะวัน ตกดินพวกนักศึกษาไปรวมกันอยู่ฝั่งตรงข้ามบนถนนรามคำแหงตะโกนด่าแช่งเย้ยหยัน เสื้อแดง กำลังตำรวจซึ่งมีเพียงกระบองและโล่ห์ยืนรักษาการณ์บริเวณทางเข้าด้านข้างถนน เจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งเหนือขึ้นไปกำลังทำหน้าที่ควบคุมการจราจร
 
เสื้อแดงที่ประตูทางเข้าถือท่อแป๊บเหล็กและหนังสติ๊กเป็นอาวุธไว้ป้องกันตัวถ้าฝ่ายนักศึกษาจะเข้าไปทำร้าย แต่พวกเขาเป็นฝ่ายตั้งรับ ยืนกันอยู่หลังแนวตำรวจซึ่งเป็นเพียงแถวบางๆ มีอาวุธไม่พอกับการรับมืออยู่ภายในบริเวณสนามกีฬาตรงสนามหญ้าด้านหลังบึงน้ำเล็กๆ ระหว่างถนนกับสนาม
ตรงประตูหลังของสนามกีฬาสถานการณ์คล้ายคลึงกัน ในซอยเล็กๆ ไม่ปลอดภัยสำหรับเสื้อแดง ภายในราชมังคลากลายเป็นสถานที่ยึดครองของเสื้อแดงไปโดยปริยาย เกลื่อนไปด้วยเสื้อแดงที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือออกไปสู่ภายนอกสนามได้เนื่องจากความหวาดกลัวถูกโจมตีและทำร้ายบาดเจ็บ
เวลาราวสองทุ่มผมเดินไปยังทางขึ้นเวทีปราศรัย มีระเบิดลูกหนึ่งขว้างข้ามกำแพงมาจากภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงทำให้กระจกรถคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ข้างสนามกีฬาราชมังคลาแตกละเอียด ผมเห็นควันโขมงตรงบริเวณที่ระเบิดลง
ผมจึงเดินต่อเข้าไปในสนามกีฬาถ่ายรูปการชุมนุมที่มีคนเสื้อแดงแน่นเต็ม

ถ่ายภาพเสร็จผมต่อไปยังประตู ๕ ทางที่จะออกไปยังซอยรามคำแหง ๒๔ ซึ่งมีเสื้อแดงถือไม้พลองยืนกันอยู่หลังแนวบางๆ ของตำรวจภายในบริเวณสนามกีฬา เฮลิค็อปเตอร์ของตำรวจบินวนฉายไฟลงมาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นภาพที่สยิวสยองทำให้รำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๕๓
  เวลา ๒๑.๔๐ น. มีเสียงยิงปืนดังมาจากภายในมหาวิทยาลัยเข้ามาตรงทางเข้าด้านหลังเวที พวกเสื้อแดงหมอบหลบข้างรถที่จอดอยู่ บ้างวิ่งหาที่หลบภัย พวกการ์ดพยายามมองหาว่าคนยิงอยู่ที่ไหน จากอาคารภายในมหาวิทยาลัยหรือว่าจากสนามข้างกำแพง ผมยังรออยู่ที่เดิมราว ๓๐ นาฑี
เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลงผมเคลื่อนต่อไปยังประตู ๕ อีกครั้ง มีรายงานว่าเกิดการปะทะในซอยรามคำแหง ๒๔ บริเวณหลังสเตเดี้ยมตรงทางเข้ามหาวิทยาลัยด้านหลังนั่นเอง ที่ประตูผมเห็นเสื้อแดงท่าทีหวาดกลัวได้รับการเปิดทางให้กลับเข้ามาภายใน
เวลา ประมาณ ๒๒.๔๐ น. ผมค่อยๆ เคลื่อนอย่างระมัดระวังออกไปสู่บริเวณที่มีการปะทะกัน ห่างจากประตูเข้าไปในเส้นทางสักสองสามร้อยเมตร แต่พยายามอยู่ตรงหลังแนวเพื่อไม่ให้ถูกนักศึกษาจับตัวแล้วจำได้ว่าผมคือใคร ผมสามารถมองเห็นเงาของกลุ่มนักศึกษาชัดเจนเลยแนวเสื้อแดงออกไป มีชาวบ้านไม่กี่คนยืนดูเหตุการณ์จากข้างถนน เสียงดังลั่นจากการยิงปืนและการขว้างระเบิดปิงปอง สักครู่ก็มีเสื้อแดงคนหนึ่งวิ่งโร่ออกมาชูสองแขนถือกระบอง ตะโกนร้องเสียงหลง มึงยิงเข้ามาเยอะแยะ พวกเราไม่ตายสักคน ไม่มีใครตายสักคน

ถึงตอนนี้ดูเหมือนเสื้อแดงจะดันพวกนักศึกษาถอยร่นกลับเข้าไปภายในมหาวิทยาลัย และเข้าไปในตรอกย่อยห่างจากสเตเดี้ยมได้ มีเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอยู่ตรงกำแพงมหาวิทยาลัยที่ยังมีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังออกมาอยู่ไม่ขาด ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง และคิดว่าไม่เข้าไปใกล้นักจะดีกว่า เมื่อมีคนบนตึกชะโงกออกมาดูพวกเสื้อเสื้อแดงก็ตะโกนบอกให้ปิดหน้าต่างเสีย พวกเขาบอกกับผมว่าระหว่างที่มีการปะทะกันนั้นถูกคนที่อยู่ในตึกขว้างขวดใส่ด้วย

เวลาราว ๒๓.๓๐ น. ขบวนยาวเหยียดของรถตำรวจเข้าไปถึง บางส่วนหยุดอยู่บริเวณที่มียังนักศึกษาอยู่ นอกนั้นหยุดตรงที่มีเสื้อแดงจับกลุ่ม พวกนักสู้ของเสื้อแดงร้องเชียร์ตำรวจ สถานการณ์ตอนนั้นไม่ได้ชุลมุนแล้ว

มีเพื่อนนักข่าวต่างชาติของผมเดินผ่านไป พวกเขาอยู่ในเหตุการณ์เมื่อมีการปะทะเกิดขึ้น พวกเขาเล่าว่าตรงแนวหน้านั้นผลัดกันรุกผลัดกันรับ ตอนหนึ่งนักศึกษาเป็นฝ่ายไล่ตี อีกตอนเสื้อแดงได้เปรียบ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าผมตัดสินใจถูกที่ยอมหลบอยู่แนวหลัง นักข่าวคนหนึ่งให้ผมดูรูปนักศึกษาที่เสียชีวิต กับรูปเสื้อแดงที่ถูกนักศึกษาจับตัวได้ และบาดเจ็บสาหัส
พวกเสื้อ แดงและตำรวจช่วยกันพาพนักงานร้านพิชซ่าแห่งหนึ่งออกจากภายในร้านที่ผนัง กระจกหน้าถูกทุบแหลกลาญ มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งถูกทุ่มเข้าไปในร้าน เสื้อแดงเล่าว่าระหว่างการปะทะกันนั้นคนที่อยู่ชั้นบนของตึกขว้างขวดและทิ้ง ระเบิดลงใส่พวกเขา

ถึงตอนเที่ยงคืนก็ยังมีการต่อสู้กันอยู่ในตรอกย่อยซอย ๑๔ ซึ่งแก๊งนักศึกษายังคงฮึกเหิมกันในความมืดตามแนวถนน เสื้อแดงคนหนึ่งซึ่งบาดเจ็บเล็กน้อยจากขวดที่ถูกขว้างใส่เดินออกมา ไล่หลังอีกคนที่ร้องเสียงหลงว่าถูกยิงที่แขน มีรถมอเตอร์ไซค์ช่วยพาตัวออกมา

ทุกอย่าง เริ่มสงบลง ผมเดินกลับไปทางสเตเดี้ยมยังคงได้ยินเสียงยิงปืนเป็นครั้งคราว ผมเดินมุ่งไปทางประตูใหญ่ที่เหตุการณ์สงบแล้ว ระหว่างทางนั้นเองผมเห็นการ์ดเสื้อแดงจับตัวชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มี สติ๊กเกอร์เครื่องหมายกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลบนอกเสื้อมาได้ กำลังพาตัวไปยังเวทีพร้อมตะโกนห้ามเสื้อแดงรอบๆ ไม่ให้เข้าทำร้าย

พวกเขาพาชายคนนั้นไปยังหลังเวทีได้อย่างปลอดภัยทั้งๆ ที่มีเสื้อแดงที่รายล้อมกระหือรือจะเข้าใส่ ชายหนุ่มวัย ๑๗ คนที่ถูกยิงเมื่อก่อนหน้านี้เข้าไปชี้ตัวว่าใช่แน่เป็นชายคนที่ยิงใส่ตน

ชายกลางคนผู้นั้นถูกนำตัวไปยังห้องใกล้กับหลังเวทีเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม จากนั้นก็ส่งตัวให้กับตำรวจ ผมกระหายน้ำจึงไปขอน้ำกินแต่ปรากฏว่าไม่มีน้ำเหลืออยู่เลยในสเตเดี้ยมนั้น
ผมเดินกลับเข้าไปในตรอกด้านหลังประตู ๕ ที่ซอยย่อย ๑๔ ของรามคำแหง ๒๔ ผมมองเห็นรูปเงาลึกเข้าไปในซอยพวกนักศึกษายังคงท้าทายเสื้อแดงอยู่ มีรถเข็นออกมาจากเงามืดมาจอดขายบะหมี่น้ำให้แก่เสื้อแดง เสื้อแดงกลุ่มหนึ่งตรูกันเข้าไปในซอยไล่พวกนักศึกษาออกไป จุ่น ตากล้องหนังสารคดีกับผมสองคนเท่านั้นที่เป็นผู้สื่อข่าวอยู่ที่นั่น เราตกลงว่าจะเข้าไปในตรอกลึกเพียง ๓๐ เมตร ทันใดนั้นเราก็ได้ยินเสียงยิงปืน ๖ นัดออกมาจากภายในตรอก มันเป็นเวลาตี ๑.๕๕ น. ของวันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖
ไม่นานนักก็มีเสื้อแดงคนหนึ่งวิ่งออกมาตะโกนว่าเพื่อนของเขาถูกยิงตาย กลุ่มเสื้อแดงแบกร่างชายคนหนึ่งเร่งมาทางเรา ผมกดชัตเตอร์เก็บภาพไว้ได้ รถขนส่งของมูลนิธิร่วมกตัญญูมาถึง เสื้อแดงช่วยกันนำร่างผู้บาดเจ็บขึ้นรถบึ่งออกไปจากซอย ผมสามารถเก็บภาพชายที่บาดเจ็บได้ เขาถูกยิงเข้าที่หัว
(คำเตือน โปรดระวังภาพสยองขวัญ)

พวกเสื้อแดงยืนมุงกันดูหมวกกันน็อคของชายที่ถูกยิง ผมถ่ายภาพไว้ ช้อตแรกด้านนอกของหมวกเห็นรูกระสุนเข้าชัดเจน จากนั้นถ่ายภายในหมวกเห็นคราบสมองกระเด็นติดผ้าซับใน ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่าเขาถูกยิงในระยะ ๑๐ เมตรจากชั้นสองของตึกที่เป็นหอพักนักศึกษามีคนใต้เช่าอาศัยอยู่เต็ม

ผมเห็นคนเข้าไปในร้านเซเว่นอีเล็ฟเว่นกันอย่างเงียบๆ ผมก็เลยไปที่นั้น กระจกหน้าร้านถูกปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์จากภายใน ผมบอกผ่านช่องเล็กๆ ที่แง้มบานประตูไว้เพื่อขอซื้อน้ำ เขารับเงิน ๑๐๐ บาทที่ผมยื่นเข้าไปแล้วกลับมาส่งถุงบรรจุน้ำขวดสองถุงให้ผม ผมส่งให้จุ่นหนึ่งขวดเก็บไว้ของตนเองหนึ่งขวดที่เหลือให้พวกเสื้อแดงไป  
จุ่นกับผมลงนั่งบนเก้าอี้พล้าสติกที่ตั้งอยู่ข้างถนนในซอยนั้น ผมยังไม่รู้สึกอะไรมากนักจนกระทั่งไม่ช้าก็ต้องพบกับความเศร้าสลดอย่างลึกซึ้ง เมื่อได้ถ่ายภาพชายหนุ่มอีกหนึ่งคนที่ต้องเสียชีวิตลง
จุ่นใช้ สม้าร์ทโฟนของเขาถ่ายภาพเดียวกับที่ผมใช้กล้องถ่ายรูปเก็บภาพไว้ ผมส่งข่าวเข้าไปยังประชาไทว่ามีคนตายเพิ่มอีกหนึ่งแล้วในคืนนั้น ทันทีก็มีกลุ่มเสื้อแดงที่แสดงอากัปกิริยาโกรธเกรี้ยวส่งเสียงระงมกรูกัน เข้าไปในตรอก คนหนึ่งถือปืนยิงรัวขึ้นบนท้องฟ้า ผมกับจุ่นนั่งเฉยบนเก้าอี้ตัวเดิม
บางครั้งจะมีคนที่อยู่อาศัยแถบนั้นเดินมา พวกเสื้อแดงก็จะบอกให้ระวังอย่าเข้าไปในตรอกลึกนัก เพราะพวกนักศึกษาอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเสื้อแดงแล้วทำร้ายเอา เหตุร้ายคลี่คลายลงอีก ผมกับจุ่นพากันเดินไปยังสเตเดี้ยมอีกครั้ง ผมถ่ายภาพเสื้อแดงที่ยังติดอยู่ที่นั่นรอเวลาได้กลับบ้าน โดยเฉพาะรายหนึ่งเห็นแล้วกินใจผม เป็นครอบครัวมีเด็กเล็กนอนหลับกันอยู่ตรงมุมใกล้ทางขึ้นหลังเวที

ผมวกเข้าไปหลังเวทีหน่อยหนึ่ง ถ่ายภาพแกนนำเสื้อแดงกำลังปรึกษากันอย่างคร่ำเครียด

จุ่นกับผมจึงต่อไปยังประตูทางเข้าหลักของสนามกีฬา บรรยากาศยังตึงเครียดแต่ว่าผ่อนคลายลงมากแล้ว ตำรวจควบคุมบริเวณประตูทางเข้า พวกเสื้อแดงอยู่ข้างหลังระหว่างบึงน้ำกับสนาม บนถนนรามคำแหงยังคงอยู่ในครอบครองของพวกนักศึกษา ตรงบึงน้ำเสื้อแดงกับนักศึกษาท้าทายต่อกันและกัน ผสมไปกับการใช้หนังสติ๊กยิงประทัดใส่กัน (แต่ก็ตกไม่ถึงฝ่ายใดเพราะระยะห่างกันมาก) พร้อมกับตะโกนด่ากันโหวกเหวก
เรากลับไปยังประตู ๕ ได้ไปพบกับกลุ่มนักหนังสือพิมพ์ไทยที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซอย ๒๔ ใกล้ๆ ด้านหลังของประตู เวลาราวตีห้าเสื้อแดงคนแรกเริ่มออกจากสนามกีฬา ผมนั้นรอให้สว่างเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย จุ่นกลับบ้านเมื่อตอนตีห้าครึ่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนิดหนึ่ง พวกนักหนังสือพิมพ์ไทยและผมเดินกันไปยังประตู ๑ พวกเสื้อแดงส่งเสียงเชียร์กำลังตำรวจที่กำลังเปลี่ยนผลัด

ทันใดนั้นพวกเสื้อแดงพากันวิ่งไปยังด้านข้างของประตู และกรูกันออกไปยังถนนรามคำแหง

สถานการณ์กลับกลายเป็นบ้าคลั่งไปทั่วทุกที่ เสียงยิงปืนดังขึ้นจากทั้งสองฝ่าย เลือดขึ้นหน้ากันแล้ว เป็นคำไทยที่แสดงถึงอาการระห่ำ พวกเสื้อแดงติดกับอยู่ในสนามกีฬามาตลอดทั้งคืน น้ำดื่มก็หมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ห้าทุ่มเริ่มเร่าร้อน ออกไล่นักศึกษาไปจากถนน มีคนขว้างระเบิดใส่เสื้อแดงมาจากบนสะพานข้ามถนน เสื้อแดงกลุ่มใหญ่วิ่งไปกันที่ประตูทางเข้าหลัก เสียงปืนดังขึ้น เสื้อแดงตะโกนว่าพวกตนคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตด้วยกระสุนหลายนัดเข้าหน้าอก

ผมยังคงอยู่ที่ประตูของสนามกีฬา ไม่ช้าก็มีการนำคนเจ็บหลายคนเข้ามา ชายหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงทะลุมือ อีกคนศีรษะมีบาดแผลซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร จากนั้นก็สงบอีกครั้ง พวกเสื้อแดงถอยกลับเข้าไปภายในสนามกีฬา เหตุการณ์ชุลมุนนี้เกิดขึ้นในภายระยะเวลาเพียง ๒๕ นาฑี

แกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม เสื้อแดงพากันทะยอยออกจากสนามกีฬาทางประตูหลังซึ่งขณะนี้ปลอดภัยดีแล้ว ผมก็กลับออกมาเหมือนกันด้วยอาการเหนื่อยเพลียอย่างสุดๆ ที่บ้านผมได้หลับสักสามชั่วโมง ยังอารมณ์ค้างกับความระทึกจากเมื่อคืน ได้รับข่าวสารเพิ่มเติมเข้ามา ว่าในบริเวณเกิดเหตุก็ยังได้ยินเสียงระเบิด เสียงยิงปืนกันอยู่ นักศึกษาได้รับการอพยพออกจากมหาวิทยาลัยโดยกำลังทหาร มีการเผารถประจำทาง และพบโครงกระดูกไหม้เป็นถ่านในซากรถนั้น รายการผู้ตายในคืนนั้นเป็นนักศึกษาต่อต้านรัฐบาลหนึ่งคน (ทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว อายุ ๒๑ ปี) เสื้อแดงถูกฆ่าสามคน (ธนสิทธิ์ เวียงคำ อายุ ๒๒ วิโรจน์ เข้มนาก อายุ ๔๓ และวิศนุ เผ่าผู้ อายุ ๒๖)
กับวัยรุ่นหนึ่งคน (สุรเดช กำแพงใจ อายุ ๑๙) ซึ่งทีแรกการตายของเขาเป็นปริศนา แต่ต่อมามีการกล่าวถึงในข้อเขียนของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่า เขากับเพื่อนเป็นผู้เผารถบัสที่ขนคนเสื้อแดงไปที่ชุมนุม แต่ว่าติดอยู่ภายในรถขณะไฟลุกโหมอย่างรวดเร็วไม่อาจออกมาได้ทัน 
ขณะที่รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นยังคงประปราย แต่ข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้วมากพอสำหรับตั้งคำถามอันทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนได้ว่าอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรงเป็นสิ่งแรก จึงจำเป็นต้องให้ภูมิหลังไว้สั้นๆ ในที่นี้เสียหน่อยว่า นปช. เลือกใช้สนามกีฬาราชมังคลาเป็นที่ชุมนุมของตนด้วยเหตุผลสองประการ
ประการแรก ราชมังคลาเป็นสถานที่อันเป็นสัญญลักษณ์ในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ย้อนกลับไปในปี ๒๕๕๑ เมื่อขบวนการเสื้อแดงเพิ่งจะปรับเปลี่ยนจากการที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ไปสู่องค์กรจัดตั้งอย่างเป็นระบบ เริ่มด้วยการชุมนุมขนาดใหญ่ ครั้งแรกที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ครั้งต่อมาใหญ่กว่าเก่า คนไปร่วมราว ๘ หมื่นในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ประการที่สอง เพราะ นปช. ต้องการเบนจุดสนใจของเสื้อแดงไปจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมสองฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันต้องการแสดงให้เห็นพลังของผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลเช่นกัน
สถานที่ชุมนุมแห่งแรกสำหรับการแสดงพลังแข่งกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีที่หลังอิมแพ็ตอรีน่า เมืองทองธานี วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ มีคนร่วม ๕ หมื่นถึง ๖ หมื่นคน ครั้นม็อบต่อต้านรัฐบาลขยายตัวมากขึ้น พวกเขาจะกลับไปยังเมืองทองอีกไม่ได้เพราะว่าที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญอยู่ใกล้ๆ กัน และมันใกล้วันที่ศาลรัฐธรรมจะอ่านคำตัดสินกรณีการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของวุฒิสมาชิก ราชมังคลาจึงถูกเลือกให้ใช้เป็นที่ชุมนุมประจำวันเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ซึ่งมีผู้ไปร่วมค่อนข้างน้อย ราว ๕ พันคนถึง ๓ หมื่นคน
การใช้ความรุนแรงเกิดกับเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว นักเรียนอาชีวะ และผู้ชุมนุมฮ้าร์ดคอร์ไปสุมกำลังกันอยู่ตามซอยต้นๆ ของรามคำแหง และลาดพร้าว จ้องจัดการกับเสื้อแดงที่หลงไปเดี่ยวๆ
การโจมตี ครั้งแรกเกิดในคืนแรกของการชุมนุมเสื้อแดงเลยทีเดียวที่ซอยรามคำแหง ๕๓ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีขณะเดินกลับบ้าน ในคืนวันที่ ๒๖ พ.ย. เสื้อแดงคนหนึ่งถูกแทงด้วยมีดเข้าที่ท้อง (จากภาพข่าวยังเห็นด้ามมีดติดอยู่ที่ท้องของผู้บาดเจ็บ) ในคืนเดียวกันนั้นเสื้อแดงสามคนถูกกลุ้มรุมตีด้วยไม้ด้ามธงชาติของพวกต่อ ต้านรัฐบาล ถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออก มีหลักฐานวิดีโอถ่ายไว้โดยโทรศัพท์อัจฉริยะของผู้เห็นเหตุการณ์
เสื้อแดงจึงประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ผมอาจจะถูกประณามว่า ลำเอียง หรือ เป็นนักข่าวเสื้อแดงก็ตาม แต่ผมก็ต้องตั้งข้อสังเกตุเจตนาของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในการจัดชุมนุมของตนใน วันเดียวกันที่มหาวิทยาลัยรามกำแหงซึ่งอยู่ติดกับสนามราชมังคลา
การโพทนาว่านี่เป็นเรื่องขัดแย้งระหว่างเสื้อแดงกับนักศึกษารามคำแหงก็ฟังไม่ขึ้น ในฝ่ายของเสื้อแดงมีทั้งนักศึกษาและศิษย์เก่ารามคำแหงอยู่ในนั้น รวมถึงผู้ที่ผมได้พบและคุยด้วยในคืนที่มีการปะทะกันของสองฝ่ายในซอย ๒๔ ในข้างผู้ประท้วงรัฐบาลประกอบด้วยนักเรียนอาชีวะ และเป็นไปได้เป็นพวกที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องมากนักกับมหาวิทยาลัยเลยด้วย
เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วที่มีการแบ่งแยกกันสองฟากในหมู่นักศึกษารามคำแหงที่ขันแข็งในทางการเมือง พวกที่มาจากทางใต้จำนวนมากจะเป็นเสื้อเหลืองสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ นักศึกษาจากภาคเหนือและอีสานจะอยู่ในฝ่ายเสื้อแดง นักศึกษารามคำแหงทำหน้าที่การ์ดในการชุมนุมแรมเดือนของช่องบลูสกายที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ และก็ยังคงทำอยู่ในการชุมนุมปัจจุบัน เครือข่ายนักศึกษาที่ไปตั้งเวทีที่นางเลิ้งก็ล้วนเป็นพวกรามคำแหง
ในฝ่ายตรงข้าม เสื้อแดงมีเครือข่ายนักศึกษารามคำแหงเช่นกัน ผู้นำนักศึกษาไปขึ้นเวทีเสื้อแดงเสรี และเวที นปช. บ่อยครั้ง แรกเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๐ การชุมนุมที่สนามหลวงของ นปช. ใช้นักศึกษารามคำแหงเป็นการ์ด แกนนำ นปช. จตุพร พรหมพันธุ์ ก็เป็นศิษย์เก่ารามคำแหง
มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่แบ่งแยกตามสีเสื้อของฝักฝ่ายในทางการเมืองเป็นหลักใหญ่ หาได้แยกแยะกันที่ท้องถิ่นภูมิภาคแต่อย่างใด
อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นมายาคติของคนเมืองก็คือ วาทกรรมที่ว่าเสื้อแดงไปตีวงล้อมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเอาไว้ออกไม่ได้ แต่ที่ผมได้เห็นจะแจ้งจากภายในที่ชุมนุมเสื้อแดงกลับเป็นตรงกันข้าม จนกระทั่งเมื่อเสื้อแดงสามารถผลักให้นักศึกษากลับเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยได้เมื่อตอนราวเที่ยงคืนนั่นแหละ สนามราชมังคลานั่นต่างหากที่อยู่ภายในวงล้อม (กระนั้นซอยเล็กๆ ด้านหลังก็ยังเป็นสถานที่อันตรายสำหรับเสื้อแดงจนกระทั่งใกล้รุ่งสาง) ประตูทางเข้าหลักของมหาวิทยาลัยอยู่ทางด้านถนนรามคำแหง ถนนนี้อยู่ในครอบครองของนักศึกษาผู้ประท้วงฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก่อนรุ่งสาง ถ้าหากจะใช้คำเรียกผู้ประท้วงอย่างผิดๆ ว่านักศึกษาละก็
ยังมีข้อสงสัยอีกว่าผู้ประท้วงที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นมีสักเท่าไรที่เป็นนักศึกษาจริง และมากเท่าไรที่เป็นคนภายนอก ผมเชื่อแน่ว่ามีนักศึกษาจำนวนมากติดอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อการปะทะที่เกิดขึ้น เสียงดังสนั่นของปืนและระเบิดแทบตลอดคืนไปถึงเช้า พวกเขาอกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าออกไปจากบริเวณมหาวิทยาลัย ต้องกลายเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของผู้บริหารที่ชักนำเอาการประท้วงต่อต้านเสื้อแดงเข้าไปภายในมหาวิทยาลัย
ไม่ต้องสงสัยด้วยประการใดเลยทั้งสิ้นว่ามีพวกที่พกอาวุธร้ายและก่อความรุนแรงปนอยู่ในหมู่ผู้ประท้วงรัฐบาลภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่ใช่ว่ามีเพียงนักศึกษาหนึ่งคนที่ตายเพราะถูกยิง เสื้อแดงสามคนก็ตายแบบเดียวกัน และอีกมากมายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน นี้นำไปสู่ข้อกังขาอย่างยิ่งยวดในความรับผิดชอบของแกนนำฝ่ายผู้ประท้วง รัฐบาลและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ยอมให้จัดการประท้วงขึ้นมาเผชิญหน้าโดยตรงต่อสถานที่ซึ่ง นปช. เลือกใช้ด้วยความตั้งใจหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นเป็นเบื้องต้น
นปช. ตัดสินใจเลือกสถานที่นี้ก่อนหน้าเนิ่นนาน ก่อนที่ฝ่ายต่อต้านจะไปใช้ที่ตรงนั้นบ้างเหมือนกัน ทำไมจึงต้องไปตรงนั้นทั้งที่ได้ยึดครองท้องที่ราชดำเนินกับย่านใกล้เคียง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ  และกระทรวงการคลังไว้ได้แล้ว
แม้แกนนำเสื้อแดงอาจถูกกล่าวโทษว่าไม่ได้ประกาศยุติการชุมนุมที่ราชมังคลาเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อเกิดเหตุร้ายครั้งแรกๆ ขึ้นก่อนจะไปถึงวันชุมนุมใหญ่วันที่ ๓๐ พ.ย. นี่ก็นำไปสู่คำถามที่ว่า ถ้างั้นเสื้อแดงเป็นพวกที่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้จัดชุมนุมใดๆ ได้เลยละหรือ เมื่อเร็วๆ นี้ผมไปร่วมสังเกตุการณ์การชุมนุมของเสื้อแดงเสรีแห่งหนึ่งในด้านเหนือของท้องที่กรุงเทพฯ ผู้จัดเล่าให้ฟังว่าตอนดึกๆ ถูกกลุ่มมอเตอร์ไซค์มาก่อกวนโดยยิงปืนเข้าใส่ ทั้งๆ ที่พวกไปร่วมชุมนุมไม่ได้ใส่เสื้อแดงกันด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายตอนกลับบ้าน
อีกเป้าหมายของการกล่าวโทษก็คือตำรวจ แต่ตำรวจจะทำอะไรได้ล่ะ บุกเข้าใส่ด้วยเสียงปืนคำรามหรือไง (ซึ่งตำรวจที่สนามกีฬาก็ไม่ได้ติดอาวุธ) ขณะตกอยู่กึ่งกลางของสองฝ่ายที่มีอาวุธนั่นหรือ เช่นนั้นตำรวจก็จะถูกกล่าวหาบนเวทีปราศรัยของฝ่ายประท้วงรัฐบาลว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุ หรือว่าให้บุกเข้าไปพร้อมด้วยไม้กระบองกับโล่ห์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ แล้วก็ถูกยิงเหมือนเป้าเป็ดเคลื่อนที่ละสิ จากการที่ตำรวจได้ถูกกล่าวหาโดยฝ่ายประท้วงรัฐบาลไว้แล้วว่าเป็น ขี้ข้าทักษิณการเข้าไปแทรกแซงใดๆ โดยตำรวจจะหนีไม่พ้นเป็นชนวนกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงยิ่งกว่าที่เป็นอยู่แล้ว
แต่ว่าตำรวจก็ได้เข้าไปในซอยรามคำแหง ๒๔ เมื่อการต่อสู้กันไดเพลามือลงแล้ว โดยมุ่งหมายที่จะกันสองฝ่ายไม่ให้กระทบกัน เราต้องไม่ลืมด้วยว่ามีความขัดแย้งอยู่ระหว่างตำรวจและหน่วยความมั่นคงของกองทัพ ตำรวจเกรงว่าการปราบปรามรุนแรงใดๆ ต่อผู้ประท้วงรัฐบาลจะเปิดช่องให้ทหารไปเข้าข้างฝ่ายประท้วง ความเป็นไปได้นี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดมาก่อน มันเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๑ เหมือนกันไม่มีผิด เมื่อกำลังทหารไปเข้ากับฝ่ายเสื้อเหลือง จากการที่ผมได้เห็นกับตาในสนาม บวกกับความเป็นไปได้ข้างต้น ผมไม่เห็นว่าตำรวจจะสามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้โดยเข้าไปคลุกในสถานการณ์มากกว่าที่ได้ทำไปแล้ว

ในวัันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๖ และวันต่อมาอันเป็นวันเผาศพ ผมไม่ร่วมงานชาปณกิจหนุ่มนักสู้เสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งถูกฆ่าในคืนนั้น และผมได้ถ่ายภาพของเขาไว้ บัดนี้ผมทราบชื่อเขาแล้ว ธนะสิทธิ์ เวียงคำ ทหารลาพักราชการวัย ๒๒ ปี เขาทิ้งภรรยากับลูกน้อยวัย ๕ ขวบไว้เบื้องหลัง ทั้งครอบครัวของเขาเป็นเสื้อแดงเต็มตัว ในคืนเกิดเหตุทั้งเมียและพ่อแม่ของเขาอยู่ในที่ชุมนุมราชมังคลาด้วยกันหมด กล่าวกันว่าธนสิทธิ์เป็นคนไม่กลัวตาย และมักออกนำหน้าเสมอ ในปี ๒๕๕๓ ธนสิทธิ์กับครอบครัวก็ไปร่วมชุมนุมมาแล้วเช่นกัน
งานศพนี้ก็เหมือนงานศพเสื้อแดงอื่นๆ ที่ผมไปมาอีกมาก เสื้อแดงหลายร้อยคนจะมาร่วม แกนนำ นปช. ก็มา รวมทั้งธิดา ถาวรเศรษฐ์ และสามีของเธอ นพ.เหวง โตจิราการ แม้กระทั่ง ส.ส.เพื่อไทย สุรชาติ จันทร์ประดิษฐ์ บินมาจากจังหวัดศรีสะเกษ อันเป็นบ้านเกิดของธนสิทธิ์และครอบครัว นปช. และพรรคเพื่อไทยมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้ตาย มีการกล่าวคำไว้อาลัย มีการแสดงรำไทย ถวายผ้าบังสุกุลแด่พระสงฆ์ ทหารจากหน่วยของธนสิทธิ์ก็มาร่วมงานด้วย
พวกเสื้อแดงทั้งซึมเศร้าและคั่งแค้น เมื่อหีบศพผ่านมาถึงบางคนเคาะที่ข้างโรงพร้อมพูดว่า สู้ สู้ หลังจากเสร็จจากพิธีเผา เสื้อแดงเคลื่อนย้ายต่อไปอีกสองสามถนนยังงานศพเสื้อแดงอีกคนที่ถูกฆ่าในคืนเดียวกัน

ภรรยาของธนสิทธิ์ นิกร สุรวุฒิ บอกว่าเธอจะต้องกลับไปยังจุดที่ธนสิทธิ์ถูกยิงตายเพื่อทำพิธิทางศาสนาที่ตรงนั้น วิญญานของสามีฉันยังคงอยู่ที่ตรงนั้น เขายังต่อสู้อยู่ ขว้างก้อนหินและขวด เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าได้ตายไปแล้ว ฉันต้องไปช่วยเขาออกไปจากตรงนั้น ฉันต้องไปสวดมนต์และจุดธูปเทียนบูชา
แต่ว่า ที่ตรงนั้น มันยังมีอันตรายมากเหลือเกินต่อการที่เธอจะกลับไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น