แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557

"2แสนฮาร์ดคอร์พร้อมรบ"

ที่มา Thai E-News




ที่มา โพสต์ทุเดย์

โดย...ทีมข่าวการเมือง
คำประกาศเชื้อเชิญชายฉกรรจ์อายุ 18 ปีขึ้นไป ร่างกายกำยำ จิตใจฮึกเหิม จัดตั้งเป็นกองกำลังนักรบฝ่ายประชาชนพร้อมพลีชีพได้เพื่อประชาธิปไตยอัน สมบูรณ์ของ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในฐานะประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ได้สร้างความตระหนก งวยงง สงสัย แก่สังคมไทย
มิหนำซ้ำท่าทีที่ดุดันถึงขั้นประกาศกร้าว “ตายเป็นตาย” ภายใต้การสลักยี่ห้อ “แรมโบ้อีสาน” ด้วยแล้ว ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกเสียจากความหมายตรงตามตัวอักษร “ตาย-เป็น-ตาย”
“โพสต์ทูเดย์” บุกถ้ำเสือฐานบัญชาการแนวร่วมคนเสื้อแดง ชั้น 4 อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เปิดใจ “แดงฮาร์ดคอร์”
คนคำนวณมิสู้ลิขิตฟ้า แต่นาทีนี้ “สุภรณ์” ขอเย้ยฟ้า ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า เดิมพันชีวิตต่อต้านอำนาจนอกระบบที่โค่นล้มประชาธิปไตย
“ผมมีความคิดจะจัดตั้งอาสาสมัครเหล่านี้มานานแล้ว ที่ผ่านมายังไม่มีใครทำก็เลยเสนอตัวเอง และคณะกรรมการแต่ละจังหวัดเป็นแม่งาน” เขาเริ่มเล่า
“มันไม่ไหวแล้ว วันนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย มีสองมาตรฐานเกิดขึ้นมากมาย หรืออย่างรัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่พอมีอะไรนิดหน่อยทหารก็ลากปืนออกมายึดอำนาจ ทำรัฐประหารซ้ำไปซ้ำมา กลับเข้ามาทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถามว่าแล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ได้เมื่อใด”
ทางออกเดียวคือติดอาวุธสู้?... “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอาวุธ ตอนนี้เรายังไม่มีอาวุธ แต่ถ้าอีกฝั่งหนึ่งเอาอาวุธมา ถามว่าถ้าเราแย่งอาวุธได้จะถือไว้เฉยๆ ให้เขายิงอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ จะไม่ให้ยิงเขากลับเลยหรือ แต่วันนี้ย้ำว่าอาวุธเรายังไม่มี มีแต่การติดอาวุธทางปัญญา ทางความคิด และติดอาวุธในหัวใจ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าประชาธิปไตยต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์อย่างไร”
“ถ้าเขามามือเปล่า เราก็ใช้มือเปล่า ถ้าเขาเอาปืนมายิงเรา ถ้าเรามีปืน เราก็ต้องยิงสู้ มันไม่มีทางเลือก มันก็ต้องสู้กันทั้งใต้ดินบนดิน ก็คือสู้กันแลกด้วยชีวิตเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย”
นั่นนำมาสู่การตั้งกองกำลัง อพปช. ซึ่งสุภรณ์ได้ออกแถลงการณ์การก่อตั้งกลุ่ม อพปช. มีวัตถุประสงค์
1.ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
2.เรียกร้องประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน และเรียกร้องความถูกต้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
3.เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ของกลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย 20 จังหวัดภาคอีสาน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ
4.ร่วมต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารและเผด็จการทุกรูปแบบ
“ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงจะต้องรวมพลังเพื่อแสดงพลังถึงมหาพลังอัน ยิ่งใหญ่ของประชาชนออกมาพิทักษ์ปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้จัดเตรียมยุทธวิธีในการจัดการกับกลุ่มบุคคล คณะบุคคลที่มุ่งจะทำลายประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ไทย”แถลงการณ์ระบุ
สำหรับกำหนดการรับสมัครสมาชิกกลุ่ม อพปช.ให้ได้จำนวน 2 แสนคน ภายในเดือน มี.ค. 2557 นับหนึ่งที่ จ.มหาสารคาม ในวันเสาร์ที่ 1 มี.ค. 2557 คณะกรรมการจังหวัดในภาคอีสาน 20 จังหวัด จะเปิดรับสมัครพร้อมกันทั่วทุกจังหวัด
ถ้าเป็นไปตามที่ “สุภรณ์” วางแผนไว้โดยไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในวันที่ 15 มี.ค.นี้ ทั่วทั้งประเทศจะมีสมาชิกกองกำลังนักรบ อพปช.กระจายอยู่ โดยเป้าหมายแรกกำหนดไว้ที่ 6 หมื่นนาย
“ตอนแรกจะจัดตั้งเฉพาะในภาคอีสาน แต่พอคนภาคอื่นรู้ข่าวก็สนใจกันมาก เขาก็น้อยอกน้อยใจกันอีกว่าทำไมถึงรับแต่ภาคอีสาน ก็มีความรู้สึกว่าคนที่รักประชาธิปไตย คนที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมใจจะมารวมพลังกันทำไมถึงไม่เปิดโอกาสให้ ผมก็เลยเอาแกนนำของแต่ละภาคมาหารือกัน ซึ่งตอนนี้มีครบทุกภาคแล้ว ตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ”
“แต่ละวันมีคนโทรศัพท์เข้ามาเป็นพันสาย ถามกันว่าจะสมัครอย่างไร ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการจังหวัดไปแล้ว เขาจะมีการพิจารณากำหนดคุณสมบัติเพื่อคัดเลือก ไม่ใช่ไปเอาขี้ยามาฝึก แต่สิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือหัวใจต้องแข็งแกร่ง พร้อมสู้รบ พร้อมที่จะออกมาปกป้องประชาธิปไตย นี่คือคุณสมบัติเด่นอย่างแรกที่ อพปช.ต้องการ จากนั้นจะตรวจสอบประวัติว่ามีที่มาอย่างไรอีกครั้ง”
สุภรณ์ แจกแจงว่า ภาคอีสานเปิดรับในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ที่หน้าศาลากลางจังหวัด ตั้งแต่ 08.00-16.00 น. และในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เป็นคิวของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ก็จะพยายามจัดการให้ทันวันที่ 15 มี.ค.นี้เช่นกัน
“พอรับสมัครเสร็จเรียบร้อยหลังวันที่ 8 มี.ค.เป็นต้นไป เฉพาะภาคอีสานก็จะมีประมาณ 2 หมื่นนาย และก่อนวันที่ 15 มี.ค. ทุกจังหวัดจะได้อีกไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ทั่วประเทศก็จะได้ประมาณ 6 หมื่นนาย จากนั้นก็จะจัดงานสวนสนามแสดงพลังเหมือนที่กองทัพไทยทำ โดยอาจเรียกระดมมาจากทุกจังหวัดโดยพร้อมเพรียง ทุกคนมา|ในเสื้อสีดำ สกรีนตราสัญลักษณ์ อพปช. และกล่าวคำปฏิญาณกันเสียงดังกึกก้อง”
สุภรณ์ บอกว่า ในวันดังกล่าวจะมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประธานที่ปรึกษา อพปช. มาเป็นประธานการสวนสนาม ส่วนตัวเองจะเป็นผู้กล่าวรายงาน
“ผมเป็นคนโทรไปหาท่าน พล.อ.พัลลภ เอง เชิญท่านมา ท่านก็ไม่มีปัญหา ท่านยินดี ที่ต้องเป็น พล.อ.พัลลภ เพราะวันนี้เรามองแล้วว่าท่านคือทหารที่ยืนเคียงข้างประชาชน เป็นหลักเป็นชัยให้กับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยได้ โดยสิ่งที่ท่านจะช่วยเรา มีทั้งการฝึกยุทธวิธี เทคนิคการปฏิบัติในการต้อนรับปลายกระบอกปืน ท่านเป็นที่ยอมรับว่าเป็นทหารสายเหยี่ยวที่มีประสบการณ์ด้านนี้”
สำหรับสถานที่จัดงานนั้น ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือว่าจะรวมพร้อมกัน 6 หมื่นคนในสถานที่เดียว หรือจะแยกเป็นรายจังหวัดแต่จัดในวันเดียวกัน แต่เบื้องต้นได้ดูสถานที่เอาไว้บ้างแล้ว อาทิ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีความจุได้หลายแสนคน
ในส่วนของการฝึก จะมีครูฝึกส่วนใหญ่เป็นตำรวจและทหารนอกราชการที่เคยผ่านสนามรบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทหารพรานค่ายปักธงชัย อดีตผู้บัญชาการ นายพล โดยขณะนี้คนกลุ่มนี้ได้แสดงความประสงค์เข้ามาร่วมสอนจำนวนมาก เบื้องต้นมีแล้วหลายร้อยคน ส่วนคนที่ยังอยู่ในราชการก็มีจำนวนมาก แต่ต้องปฏิเสธน้ำใจของเขาไป เนื่องจากเกรงว่าหน้าที่ในราชการจะกระทบขบวนการได้
“การฝึกนอกจากพื้นฐานคือสมรรถภาพกำลังความเข้มแข็งแล้ว ครูฝึกจะเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยุทธการทางทหาร การจรยุทธ์ รุก-รับ-ไล่ หลักสูตรการจู่โจม โดยส่วนกลางมอบนโยบายไปว่าให้แต่ละจังหวัดไปกำหนดสถานที่ฝึก ทำเต็นท์ทำค่ายพัก ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัดก่อน”
สุภรณ์ บอกอีกว่า เมื่อหลักสูตรการฝึกทั่วไปสมบูรณ์ลงตัวแล้ว ในอนาคตจะมีการคัดเลือกคนแยกออกไปฝึกเป็นหน่วยพิเศษด้วย
“แน่นอนที่สุดมันต้องมีทั้งนัก รบบนดินและนักรบใต้ดิน แต่เรื่องติดอาวุธเรายังไม่พูดถึง แต่อนาคตข้างหน้ามันไม่รู้|เอาเป็นว่าถ้ามีอยู่ในมือก็ใช้เป็นแล้วกัน ผ่านการฝึกมาหมดแล้ว”
นอกจากนี้ จะมีการตั้งวอร์รูมเหมือนกับเป็นฐานบัญชาการ มีการแบ่งให้ชัดเจนว่าจังหวัดไหนเป็นทัพหน้า จังหวัดไหนเป็นทัพเสริม เช่น เบื้องต้นอาจจะให้ จ.มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมานำร่อง โดยองค์กรนี้จะมีสถานที่ประสานงานอย่างชัดเจน เพราะเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เขาบอกว่า แม้ยังไม่มีการสรุปแต่ก็ได้ให้คณะกรรมการทุกจังหวัดกลับไปทำการบ้านกันมาว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วเราจะสามารถระดมกันอย่างไร ใช้ระยะเวลาเท่าไร พื้นที่ใดคือจุดนัดพบ กำหนดออกมาให้ชัดเจน 1-2-3-4 จากนั้นก็จะนำแผนดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดออกมาเป็น แนวปฏิบัติอีกครั้ง
“ส่วนเรื่องสู้มันเป็นยุทธศาสตร์ รายละเอียดของยุทธวิธียังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้ มันเป็นความลับของหน่วยเรา ขององค์กรเรา จะไปบอกว่ากูจะไปจับปืนสู้ เอาเหล็กไปแยงแทงรถถังจะไปบอกทำอะไร”
ถ้าถึงวันนั้นจริงคงต้องนองเลือดกันแน่?... “มันก็ยังไม่รู้ แต่ก็ต้องสู้กัน มีสากกะเบืออยู่ในมือก็ต้องรบ”
ข้อสังเกตหนึ่งที่ไม่ถามไม่ได้ กองกำลัง อพปช.ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือปกป้องพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กันแน่แกนนำคนเสื้อแดงรายนี้ยืนยันว่า กองกำลังนี้มีไว้|เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ไม่ใช่ปกป้องพรรคเพื่อไทยหรือท่านทักษิณอะไร มันไม่เกี่ยวกับท่าน จากนี้ถึงมีรัฐบาลชุดใหม่ ไม่จำเป็นว่าจะมาจากพรรคไหน แต่ขอว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่ใช่ตั้งในค่ายทหาร หรืออำนาจนอกระบบ
“ท่านทักษิณก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้ และไม่เกี่ยวข้องกับท่าน เราทำเองคิดเอง ไม่มีใครมากำหนดมาสอน ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้ามาแนะนำ”
แยกกันเดิน รวมกันตี
เกิดคำถามว่า  นี่เป็นเพียงการแบ่งบทกันเล่นของขบวนการเสื้อแดงเพื่อประกันความเสี่ยง หากเพลี่ยงพล้ำหรือต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่
“องค์กร อพปช.นี้ผมคิดเอง ทำเอง และหากต้องรับผิดชอบก็ขอรับผิดชอบเองทั้งหมด ผมไม่ได้คุยกับณัฐวุฒิ (ใสเกื้อ) หรือจตุพร (พรหมพันธุ์) เลย มีก็แต่คุยผ่านนิสิต สินธุไพร อารี ไกรนรา และเจ๋ง ดอกจิก เท่านั้น โดยบอกเพียงว่าพี่ขอแยกแนวทางตรงนี้ออกมาเอง และจะไม่ไปก้าวก่ายงานของ นปช.เพื่อจะไม่ให้มีการกระทบกระทั่งกัน”
“ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวก็จะมาหาว่า นปช.ใช้ความรุนแรง ซึ่งถือว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ขอยืนยันตรงนี้ว่า นปช.ไม่รุนแรง  ถ้าบ้านเมืองรุนแรงเกิดวิกฤติก็ขอให้มองมาที่ผม ที่ อพปช.โดยทั้งหมดนับจากนี้จะไม่เกี่ยวกับ นปช. นั่นเพราะจุดยืนของ อพปช. ชัดเจนว่าพร้อมจะปกป้องดูแลประชาธิปไตยและประชาชนด้วยชีวิต 
สุภรณ์ บอกว่า จนถึงขณะนี้กลุ่มคนเสื้อแดงมี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มนปช. ซึ่งสู้ด้วยแนวทางสันติอหิงสา 2.กลุ่มอพปช. เป็นเหมือนกับอาสาสมัครกองกำลังพิทักษ์ประชาธิปไตยทั้งบนดินและใต้ดินทุกรูป แบบ
“พี่น้องของเราสายหนึ่งก็รู้สึกอึดอัด เขาบอกสู้กันแบบสายสันติอหิงสา สู้ไปแล้ว 2 ยก ก็ยังไม่ชนะ ก็บอกว่ามันจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ บางคนเขาอยากเห็นการต่อสู้แบบฮาร์ดคอร์ เขาก็เลยมาสมัครเป็น อพปช.” 
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาพของกลุ่มคนเสื้อแดง-นปช.-อพปช.-พรรค เพื่อไทย-รัฐบาล รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกผูกติดกันอย่างแยกไม่ออก คำถามคือเมื่อ “สุภรณ์” ตัดสินใจตั้งกองกำลังแล้ว คนในพรรคเพื่อไทยมีท่าทีอย่างไร
“พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยวข้อง ขนาดพรรคผมก็ยังไม่ได้เข้าประชุม ส่วนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติก็ยังไม่ได้เข้าประชุม ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกันและไม่มีความขัดแย้งอะไรกัน ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องประชาธิปไตยเพียงแค่แนวทางยุทธวิธีแตก ต่างกัน เพราะ อพปช.เป็นฮาร์ดคอร์ชุดพิเศษ คอยอารักขา นปช.ส่วนเรื่องติดอาวุธไม่มี”
ถามถึงทุนการดำเนินงานจนถึงวันนี้ยังใช้จ่ายไปไม่เท่าไร ... เจ้าตัวตอบว่า “มันก็มีเฉพาะค่ายถ่ายเอกสารใบสมัครอย่างเดียว อย่างอื่นที่ดำเนินการในจังหวัดก็เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการประจำ จังหวัดเหล่านั้น วันนี้ยังไม่มีเบี้ยเลี้ยงให้ อพปช.เป็นจิตอาสากันก่อน วันนี้มาทำงานเพื่อบ้านเมืองใครมาบอกว่าต้องมีเงินมีเบี้ยเลี้ยงมันผิดหลัก การ อย่างนั้นมันจะจบตั้งแต่ต้น โดยตั้งแต่ทำงานมามีแต่พรรคพวกลงขันช่วยกัน กรรมการควักเนื้อ ควักกระเป๋ากัน” 
ไม่มีใครหยุดแรมโบ้ได้
ชื่อของ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ถูกประทับตรายี่ห้อ “ฮาร์ดคอร์-หัวรุนแรง” ฉายา “แรมโบ้อีสาน” อธิบายสรรพคุณไว้พร้อมสรรพ
เมื่อ “สุภรณ์” ตัดสินใจตั้งกองกำลัง ทุกฝ่ายจึงต้องจับตามอง และยิ่งเมื่อ “สุภรณ์” ประกาศชัดว่า กองกำลัง อพปช.พร้อมเข้าช่วยเหลือทันที หากมวลชนคนเสื้อแดงผู้รักสันติและยึดหลักอหิงสาปราศจากอาวุธอย่างกลุ่มแนว ร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกอำนาจฝ่ายตรงข้ามเข้าทำร้าย-รังแก-ห้ำหั่น
อะไรทำให้คนอย่าง “สุภรณ์” ต้องเลือกเดินสายฮาร์ดคอร์ หรือทั้งหมดมาจากดีเอ็นเอ? “เพราะรับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม เราอยากเห็นบ้านเมืองสงบ สันติ ก็ไม่ได้เห็น มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยา ไม่มีสามัคคี มันกลายเป็นความรู้สึกว่า หากไม่ออกมาทำอะไรสักอย่างคงไม่ดีแน่ พี่ไม่ใช่คนแบบบ้าดีเดือดนะ แต่ทนเห็นสภาพสังคมแบบนี้รับไม่ได้ ในหัวคิดเสมอว่าตายคือตายเกิดมา|ทั้งทีอย่าให้เสียชาติเกิด มันก็เลยต้องทำ”
“แน่นอนการจัดตั้งกองกำลังลักษณะนี้ขึ้น หน่วยความมั่นคงต้องจับตาเป็นพิเศษอย่างแน่นอน ผมขอชี้แจงในส่วนนี้เลยว่าวันนี้ผมพูดชัดเจนการก่อกำเนิดจัดตั้ง อพปช.ขึ้นมา ไม่ใช่การตั้งมาเพื่อรบกับกองทัพ องค์กรอิสระ แต่ต้องการให้เห็นว่า กลุ่มคนใดหรือกลุ่มใต้ดินพยายามเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย แนววิธีขัดต่อรัฐธรรมนูญ อยุติธรรม ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผม|เอาแน่ สู้แน่ แต่สู้ด้วยยุทธวิธีไหนขอปิดเป็นความลับ ผมพร้อมในที่ตั้งตลอดเวลา ถ้าบ้านเมืองมีวิกฤตจริงไม่ว่ารัฐบาลไหนเราก็จะช่วย”
สุภรณ์ พูดเสียงดังหนักแน่นว่า การตั้งกองกำลังครั้งนี้จริงจังไม่ใช่จะมาสร้างหน้าตาหรือสร้างภาพเดินกัน เหยาะแหยะ แต่ในวันนี้ถ้าเกิดสถานการณ์ขึ้นมา ถามว่าวงจรอุบาทว์นี้ควรพอแล้วหรือยัง มันถอยหลังลงคลองเสียหายยับเยินขนาดไหน ดังนั้นในวันนี้ถ้าเราไม่มีความเสียสละบอกได้เลยว่าเสียชาติเกิด มันควรจะมีคนที่กล้าเสียสละจริงจังจริงใจในการปกป้องประชาธิปไตยเสียที อย่าปล่อยให้พวกนี้คิดว่าอำนาจเป็นของพวกตัวเองอย่างเดียว อำนาจอยู่ที่ปลายกระบอกปืน
“ถ้าเกิดกรณีเหมือนปี 2549 มันก็ต้องสู้กัน อย่าลืมว่าวันนี้เราปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังเป็นรัฐบาลรักษาการของประชาชนที่มาจากการเลือก ตั้ง เราก็ยังถือว่าเป็นรัฐบาลที่มาตามกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย วันนี้ผมมั่นใจว่ากองกำลังของพวกผม อพปช.ก็จะเป็นส่วนหนึ่งถ้ากรณีที่จะมีคนมายึดอำนาจ คนที่ก่อการยังไม่ชนะก็เท่ากับว่ายังเป็นกบฏอยู่ พวกเราก็พร้อมจะเป็นทหารของรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยในการไปสู้กับกบฏที่มาปล้น อำนาจรัฐบาล”
แม้ว่าสุภรณ์จะกล่าวอย่างชัดเจนว่านอกจากการทำรัฐประหาร แล้ว ไม่มีเงื่อนไขอื่นที่จะทำให้กองกำลังฮาร์ดคอร์ออกปฏิบัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการตั้งกองทัพประชาชนขึ้นมาเช่นนี้ทำให้ฝ่ายความ มั่นคงโดยเฉพาะทหารต้องจับตา
“บอกเลยว่าไม่มีปัญหา ผมไม่ได้ไปรบกับทหาร ผมไม่ได้ไปแบ่งแยกประเทศ แบ่งแยกแผ่นดิน แต่ผมมาปกป้องแผ่นดิน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมเพียงแต่รวมพลังเพื่อตักเตือนว่าใครอย่าคิดเอาทหาร เอารถถังมาทำลายประชาธิปไตย”
“ถ้าพวกเราประชาชนไม่เสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตยแล้ว แน่นอนว่าทหารก็ต้องออกมาอีก เดี๋ยวก็รถถัง เดี๋ยวก็อำนาจมืดนอกระบบ สุดท้ายบ้านเมืองเราก็ถอยหลังตามเพื่อนบ้านอย่างพม่า กัมพูชา ลาว ดังนั้น จึงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมพลีชีพตายเป็นตาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้คนกลุ่มนี้ต้องกล้า|ที่จะอุทิศโดยเอาตัว เองแลกกับประชาธิปไตยของประชาชน ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามันเอาไว้ให้ได้”
คำว่าตายเป็นตายของ “สุภรณ์” ฟังดูออกจะรุนแรงชนิดเลือดสาดนองแผ่นดิน เขาอธิบายว่า ตายเป็นตายคือเราพร้อมรบ กรณีที่ต้องออกปล้นรถถัง-แย่งรถถังไม่ให้ทหารยึดอำนาจเราก็ต้องทำ คือทำทุกอย่างทุกรูปแบบ แต่เราไม่ได้หมายความว่าเรากำลังตั้งกองกำลังเพื่อเอาไปสู้กับทหาร ไม่ใช่อย่างนั้น เราชัดเจนว่าสิ่งเดียวที่ห้ามทำคือรัฐประหาร
นั่นหมายความว่ารัฐประหารคือสถานการณ์เดียวที่กองทัพ อพปช.จะเคลื่อนไหวเช่นนั้นหรือ สุภรณ์ ยอมรับว่า “ใช่” ก่อนจะอธิบายเพิ่มว่า รัฐประหารในที่นี้หมายความรวมไปถึงการรัฐประหารโดยอำนาจนอกระบบด้วย เช่น เอาองค์กรอิสระมาตัดสินสะเปะสะปะ เอาอัตตาความคิดส่วนตัวมาเป็นข้อตัดสิน ทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนด้วยการตั้งข้อกล่าวหาจากอคติของตัวเอง ไม่ยึดกฎหมายที่ยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นกลาง ตรงนี้เราก็ยอมไม่ได้
แต่กระนั้นก็ยากที่จะติดสินได้ว่าอะไรคือความเป็นกลางหรือ ไม่เป็นกลาง สุภรณ์ บอกว่า ในวันนี้พวกเรารู้ว่ากระบวนการขององค์กรอิสระอันไหนยุติธรรมไม่ยุติธรรม เราอย่าหลอกตัวเอง ประชาชนระดับรากหญ้าเขาก็รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมองค์กรอิสระเป็นอย่างไร มันไม่มีหรอกที่จะเกิดสองมาตรฐานอย่างชัดเจน บางทีบางเรื่องเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ดองกันเป็นหลายปี พอเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง เป็นเรื่องของรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย มันด่วนจี๋ ตัดสินได้ทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้น ถามว่าจะให้เราทนกันอยู่ได้อย่างไรเขาบอกว่า ตอนนี้อายุก็ 50 แล้ว ผ่านการเมืองมา 30 ปี เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายสมัย อยากให้เหตุการณ์มันจบไปสักที ถ้าต้องมาเสียชีวิตอย่างน้อยก็คิดเสียว่าชาตินี้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าได้ หากทุกคนเสียสละเพื่อประชาธิปไตย ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัวบ้านเมืองก็คงถอยหลังลงคลองดังเช่นนี้
“ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า” ดังนั้น “สุภรณ์” จึงกล้าเดิมพันด้วยชีวิต
แรมโบ้อีสาน ดำเนินเรื่องต่อไปว่า เพราะอำนาจเก่ายังฝังรากอยู่ ซึ่งกลุ่มนั้นอาจไม่พอใจ นั่นก็ต้องมาสู้กันว่าหลักการแบบเผด็จการต้องมาสู้กับประชาธิปไตย
ไม่กลัวตาย? ...“มนุษย์คนไหนเกิดมาไม่กลัวตาย ทุกคนเกิดมาตายทั้งหมด เพียงจะมีอายุขัยสั้นหรือยาวเท่านั้น ผมคลุกคลีทำงานการเมืองไทยตั้งแต่สมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย ผมพร้อมแลกกันด้วยชีวิตตายเป็นตาย อะไรจะเกิดขึ้น อพปช.ขอรับผิดชอบเอง ครั้งนี้ต้องการทำ อพปช.ให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน และปกป้องทุกรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ”
“ถ้าวันหนึ่งตายก็ไม่เสีย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างน้อยได้ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีคนหนึ่งที่จะปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาธิปไตย อย่างพ่อและน้องชายผมต้องตายก่อนเวลาอันควร ถามว่ายังไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ถ้าผมจะตายเพราะประชาธิปไตยก็ดีกว่าตายเพราะมะเร็งและความดัน อย่างน้อยก็ได้เริ่มทำ”
สุภรณ์ บอกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตอนนี้ไม่มีใครคาดได้ว่ามันจะลงเอยด้วยสันติวิธีหรือ เกิดการกลียุค ซึ่งนั่นไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามกลางเมือง สำคัญที่สุดคือเราต้องการเรียกร้องความถูกต้อง ความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้ ตามกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ให้เดินไปตามหลักนิติธรรมและทุกอย่างจะจบหมด แต่ถ้าทุกคนเดินนอกกฎหมาย ถือว่าหายนะหมด ส่วนคดีความที่ติดตัวช่วงที่มีการขับเคลื่อนทางการเมือง ตรงนี้ขอปิดเป็นความลับ
อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นเวทีด่าว่าหรือปลุกปั่นใคร แต่คนที่ถูกถอนประกันเนื่องจากไปขึ้นเวทีพูดจายุยงปลุกปั่นผิดเงื่อนไขศาล การประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ ไม่ใช่ปลุกปั่น เชิญชวน ไม่ผิดตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ทว่าคือการแสดงพลัง แต่อย่างสวนลุมพินีของกลุ่ม กปปส.ผิดชัดเจน

“ไม่มีใครสามารถสั่งหยุด อพปช.ได้แล้ว แม้วันที่แรมโบ้ไม่อยู่ก็จะมีคนอื่นขึ้นมาสานต่อทำหน้าที่เดิมเพื่อ ประชาธิปไตย แม้ทักษิณจะสั่งห้ามก็หยุดผมไม่ได้”แรมโบ้อีสาน ระบุ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น