21 มีนาคม, 2014 - 04:49 | โดย streetlawyer
“พี่ชายผมและพี่สะใภ้เดินทางไปบ้านญาติที่อยู่ในซอยค่อนข้างเปลี่ยวแต่ ไม่ไกลจากชุมชนมากนัก ซึ่งพบด่านคล้ายด่านของตำรวจจึงหยุดให้ตรวจตามปกติ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้ขอตรวจค้นรถ และพบหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับหนึ่งเขาจึงถามว่าเล่นพนันฟุตบอลหรือไม่ พี่ชายผมปฏิเสธไป เค้าดูหัวเสียแต่จะคาดคั้นเอาให้ได้ว่าพี่ชายผมเล่นการพนันไม่ก็เป็นเจ้ามือ หรือคนเดินโพย แต่เพราะไม่มีหลักฐานอื่นที่หามาปรักปรำได้ จึงคว้าบัตรประชาชนและใบขับขี่ไปแล้วถอยออกไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ หลบมุมต้นไม้ข้างทางอยู่ ก่อนที่จะเดินกลับมายังรถยนต์ของพี่ชาย
เขาเปลี่ยนประเด็นใหม่ และบอกว่าพี่ชายเป็นบุคคลต้องสงสัยมีประวัติเคยค้ายาเสพติดเพราะลองเช็คกับ ฐานข้อมูลดูแล้วตรงกับชื่อในบัตรประชาชน พี่ชายและพี่สะใภ้ผมจึงปฏิเสธอีกครั้ง ขณะเดียวกันพี่ชายผมกำลังโทรศัพท์กลับมาที่บ้านเพื่อบอกให้แม่ได้ทราบ
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ดึงโทรศัพท์ออกและรุมทำร้ายพี่ชายผม พร้อมกับพูดว่า “มึงหัวหมอนักหรือ” จากนั้นเอาโทรศัพท์ไปคุย และแนะนำตัวว่าเป็น สารวัตรกำนัน และบอกแม่ผมว่าพี่ชายถูกจับเพราะมากับผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด ซึ่งแม่ได้ปฏิเสธไป จากนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นรับปากทางโทรศัพท์ว่าจะช่วยดูแลพี่ชายผม ซึ่งจริงๆแล้วได้ทำร้ายพี่ชายผมไปแล้วจากนั้นก็ได้ปล่อยตัวพี่ชายผมและพี่ สะใภ้ผมกลับมา
หลังจากเห็นท่าไม่ดี แม่จึงรีบไปแจ้งความที่ สภอ.เมืองฯ เพื่อให้เรื่องไม่ลุกลามไปใหญ่โต เพราะกลัวว่าจะมีคนมาตามว่าเป็นผู้ค้ายาเสพย์ติดอีกรึเปล่า แต่เมื่อไปถึงทาง สภอ.เมืองฯ กลับให้ไปแจ้งความที่ สน.ท้องที่ เมื่อไปถึงที่ท้องที่กลับบอกว่าไม่มีการตั้งด่านที่นั้น หากมีการตั้งด่านจะมีแต่บริเวณหน้า สภอ.เมืองฯ เท่านั้น ซึ่งก่อนกลับได้ไปแวะที่เกิดเหตุหลังจากเดิมประมาณ 3 ชม. ก็ไม่พบการตั้งด่านใดๆ
เมื่อกลับไปที่ สภอ.เมืองอีกครั้ง จึงได้ลงบันทึกประจำวัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้พูดปัดความรับผิดชอบว่าคนทำร้ายเป็นสารวัตรกำนัน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ อบต. ถ้าจะฟ้องร้องก็ให้ไปเอาผิดที่นั่นเอง เช้าวันรุ่งขั้นแม่จึงโทรศัพท์ติดต่อไปที่ อบต. แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธและพูดเชิงดูถูกถากถางอีกเช่นเคย แม่จึงโทรไปหากำนันท้องที่ ซึ่งกำนันคนนั้นก็พูดและถามด้วยความรำคาญทั้งยังเยาะเย้ยและดูถูกโดยไม่สนใจ แต่อย่างใด
หลังจากนั้นแม่จึงโทรศัพท์ไปที่ อบต.อีกครั้ง และได้พบนายกฯอบต.แม่จึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งเขายอมรับฟังเหตุผลและสนทนาด้วยพร้อมกับรับปากว่าจะตักเตือนเจ้าหน้าที่ ในสังกัด และกล่าวขอโทษแม่ แม่จึงยอมยุติเรื่องไว้เท่านี้ แต่ส่วนผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ใช้อำนาจที่มิชอบควรจะทำอะไรบ้าง ไม่อย่างนั้นพี่ชายหรือผมอาจโดนดักกลั่นแกล้งซ้ำเพราะไปแจ้งความให้เขาเดือด ร้อน”
เรื่องทำนองนี้ยังมีอีกหลายกรณีที่เคยปรึกษาเข้ามาว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งได้ใช้อำนาจของตนใช้ในทางที่มิชอบ กล่าวคือ มีการตั้งด่านตรวจรถและเรียกรับค่าปรับจากผู้ขับขี่
โดยลักษณะการตั้งด่านตั้งตรวจในทางโค้งบ้าง ในมุมมืดมุมอับบ้าง ไม่มีป้ายบอกว่ามาจาก สน.ท้องที่ไหน ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าจะต้องตั้งในทางตรงที่สามารถมองเห็นได้ และต้องมีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรดูแลควบคุมด้วย ในหลายกรณีก็มีคนที่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบตำรวจมาปะปนหรือตั้งด่านขอตรวจ ค้นและข่มขู่อยู่เป็นระยะ
ประชาชนที่แจ้งเข้ามาจำนวนหนึ่งก็มักจะถูกเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบเรียกค่าปรับในกรณีขับขี่รถโดยที่ไม่มีใบอนุญาต หรือไม่สวมหมวกกันน็อก ซึ่งชาวบ้านก็ไม่รู้คิดว่าตนผิด จึงยอมจ่ายค่าปรับตรงนั้น และมีหลายครั้งที่แจ้งว่าการจ่ายดังกล่าวเป็นการจ่ายโดยที่ไม่มีการออก เอกสารใดๆ ให้ และเสียตรงจุดเกิดเหตุ และในระยะหลังมีการพูดถึงการปฏิบัติตัว ณ ด่านตรวจแอลกอฮอล์เข้ามามาก
รวมถึงด่านที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจค้นแรงงานผิดกฎหมายที่เรียกรถโดยสารที่ มีพี่น้องชาติพันธุ์เดินทางมากับรถสาธารณะ หรือขับรถส่วนตัวมา เมื่อพบว่าเลขประจำตัวประชาชนมิได้ขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรือเลข 1 ก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ หรือเมื่อพูดภาษาไทยไม่ชัดก็จะโดนบังคับให้ลงจากรถเพื่อตรวจค้นตัวค้นรถ อย่างละเอียด แม้บางคนเป็นคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยถูกกฎหมายก็ยังโดนกัก ตัวไว้นานทำให้เสียเวลาในการทำงานไปมากเช่นกัน
ลักษณะการกระทำข้างต้นพี่น้องที่แจ้งเข้ามากันมาไม่น้อยก็เพราะเห็นว่าเป็น ช่องทางหาผลประโยชน์ที่มิชอบของเจ้าพนักงาน และเป็นการให้ประชาชนเสียเวลาและอารมณ์มากทีเดียว
วิเคราะห์ปัญหา
1.การตั้งด่านจราจรและด่านตรวจจะกระทำตามอำเภอใจและให้เจ้าหน้าที่ระดับใดจะมาตั้งตรวจและใช้อำนาจในการตรวจค้นได้หรือไม่
2.การใช้อำนาจในการขอดูใบขับขี่
บัตรประจำตัวประชาชน และตรวจค้นรถจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร
สามารถยึดบัตรและเอกสารของประชาชนไปทันทีได้หรือไม่
3.การตั้งข้อหาเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายจราจรและการเปรียบเทียบปรับจะต้องทำเช่นไร หากเจอด่านตรวจแอลกอฮอล์ต้องทำอย่างไร
4.การตั้งข้อหาร้ายแรงกับประชาชนจะกระทำได้หรือไม่ ประชาชนมีสิทธิในกระบวนการกล่าวหาปรักปรำเหล่านี้อย่างไร
5.การเพ่งเล็งประชาชนกลุ่มใดเป็นพิเศษด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา สถานะ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
6.การพูดจาข่มขู่ และทำร้ายร่างกายประชาชนมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่
7.หากเกิดการละเมิดสิทธิโดยเจ้าพนักงานจะมีกระบวนการเรียกร้องสิทธิอย่างไร
การนำกฎหมายมาแก้ไข
1.การตั้งด่านจราจรหรือด่านตรวจของเจ้า
พนักงานรัฐ จะต้องมีเจ้าหน้าที่สัญญาบัตรประจำด่านอย่างน้อยหนึ่งคน
โดยป้ายด่านจะต้องมีการะบุถึงสังกัดที่มาตั้งด่านตรวจรวมถึงชื่อของร้อยเวร
ผู้ควบคุม โดยจะต้องตั้งในจุดที่มองเห็นได้ มิใช่จุดอับจุดอันตราย
หากเป็นด่านเถื่อน ด่านลอย ประชาชนไม่ต้องหยุดรถให้ตรวจ
และสามารถแจ้งให้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ตั้งดานลอยได้
2.เจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการตรวจนั้นจะ
ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ที่มีการแต่งตั้งตามกฎหมายเท่านั้น
การขอดูบัตรและเอกสารจะกระทำได้แต่เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจยึดไว้ทันทีต้องมี
การดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ พรบ.จราจรทางบกฯ
เสียก่อน
การตรวจค้นตัวและรถจะต้องทำในที่สว่างและมีพยานชัดเจนและประชาชนรวมถึงเจ้า
ของรถมาร่วมตรวจได้
3.การตั้งข้อหาหรือเปรียบเทียบปรับจะต้อง
เป็นไปตามกฎหมายจราจรเท่านั้น
ซึ่งจะมีข้อหาที่ชัดเจนและมีโทษระบุไว้อย่างละเอียด
การเปรียบเทียบปรับต้องกระทำที่สถานีตำรวจที่ด่านระบุ
หรือถ้าเป็นตำรวจทางหลวงอาจมีสำนักงานอยู่ใกล้จุดตรวจก็เสียค่าปรับ ณ
จุดตั้งด่านได้ ในกรณีมีด่านตรวจแอลกอฮอล์
ประชาชนต้องให้ความร่วมมือในการตรวจ
กฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ไม่ให้ความร่วมมือ คือ
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ
4.เจ้าพนักงานจะควบคุมตัวและตั้งข้อหาร้าย
แรงกับประชาชนได้ต่อเมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า เช่นพบหลักฐานเป็น
วัตถุผิดกฎหมาย หรือวัตถุเชื่อได้ว่ามีไว้เพื่อกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
ซึ่งประชาชนก็มีสิทธิโต้แย้งสิทธิและขอพบตัวแทนทางกฎหมาย
และติดต่อญาติพี่น้อง ที่ปรึกษากฎหมายได้ทันทีเช่นกัน
ซึ่งจะมีไม่มีการตัดสินว่าผิด ณ จุดตรวจ ต้องมีการดำเนินคดีไปจนถึงศาล
5.การใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานในการตรวจ
ค้นโดยเหตุแห่งความแตกต่างทางสถานภาพบางประการจะกระทำไม่ได้
เพราะเป็นการเลือกประติบัติด้วยเหตุที่ไม่เป็นธรรม
เว้นแต่มีหลักฐานที่ชัดเจนเช่นการรายงานจากสายข่าวว่ามีบุคคลใดที่ต้องสงสัย
ผ่านมา
จึงจะสามารถใช้อำนาจตามวิธีพิจารณาความอาญาเข้าไปขอตรวจค้นและหากพบหลักฐาน
จึงจะนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
6.การพูดจาข่มขู่และทำร้ายร่างกายประชาชน
ถือเป็นความผิดวินัย และเป็นความผิดทางอาญาฐานทำร้ายร่างกาย
รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าพนักงาน
ช่องทางเรียกร้องสิทธิ
1.กระบวนการตาม พรบ.การจราจรทางบกฯ
เป็นวิธีการใช้อำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คดีความทั้งหลายจึงอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลอาญา
รวมไปถึงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย
2.การตั้งข้อหา การเปรียบเทียบปรับ
หรือการฟ้องร้องทั้งหลาย จึงเริ่มที่ตำรวจ ส่งสำนวนไปที่อัยการ
สั่งฟ้องไปที่ศาลอาญา
หากเป็นความผิดที่โทษไม่สูงสามารถเปรียบเทียบปรับที่ สน.
ได้เลยไม่ต้องขึ้นศาล ในกรณีความผิดร้ายแรง เช่น
เมาแล้วขับต้องไปขึ้นศาลเพื่อฟังคำพิพากษาและรับโทษหรือมาตรการเพื่อความ
ปลอดภัยต่อไป เช่น รายงานตัวและบำเพ็ญประโยชน์
3.หากมีกรณีเจ้าพนักงานเลือกประติบัติ
ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย
ให้ร้องเรียนไปยังต้นสังกัดของเจ้าพนักงาน เช่น
นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ
เรื่อยไปถึงผู้กำกับสถานีตำรวจดังกล่าว
หากเรื่องไม่คืบหน้าและยังไม่มีการเยียวยา อาจร้องไปยัง ปปช. ได้
รวมถึงการร้องเรียนองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
4.หากต้องการฟ้องร้องให้เจ้าพนักงานรับผิด
ทางอาญาและชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งต้องแจ้งความให้อัยการฟ้องไปยังศาลอาญา
ให้ลงโทษและสั่งชดใช้ค่าเสียหาย
หากตำรวจไม่รับแจ้งความหรืออัยการสั่งไม่ฟ้อง
ก็ยังตั้งทนายฟ้องเองได้เช่นกัน
เมื่อศาลสั่งลงโทษทางอาญาก็จะสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งพร้อมกันไปเลย
ได้ตามค่าเสียหายที่นำสืบได้ตามสำนวน
สรุปแนวทางแก้ไขใช้หลักการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานต้องกระทำตามกรอบของกฎหมาย และความผิดต่อร่างกายทางอาญา ซึ่งกรณีนี้มีการตั้งด่านลอยโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ร้อยเวรประจำการ ซึ่งกรณีนี้ไม่มีนายตำรวจร้อยเวร และมีการปรับ ณ จุดเกิดเหตุ ย่อมเป็นการกระทำผิดกฎหมาย สามารถร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชา และ ปปช. รวมถึงฟ้องศาลอาญาในคดีเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
กรณีมีการใช้กำลังทำร้ายร่างกายหรือเลือกปฏิบัติ ใช้หลักการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานต้องกระทำตามกรอบของกฎหมาย และความผิดต่อตำแหน่งของเจ้าพนักงานเป็นการกระทำผิดอาญาสามารถแจ้งความ ดำเนินคดีได้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากคดีไม่คืบหน้าอาจร้องเรียนไปยัง ปปช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึงฟ้องศาลอาญาให้รับโทษอาญาและชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น