แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

เงื่อนไขในสังคมที่ทำให้องค์กรอิสระไม่เป็นประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ 18 มีนาคม 2557
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่หลังรัฐ ประหาร19กันยายน2549นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร อิสระกับประชาธิปไตยในสังคมไทย และถึงแม้องค์กรอิสระจะมีพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การตั้งคำถามเรื่องนี้มีมากขึ้นตามลำดับ
แต่ข้อถกเถียงส่วนใหญ่ก็รวมศูนย์อยู่ที่การอธิบายว่า องค์กรอิสระมีอำนาจมากตามที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหาร 2549 จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้องค์กรอิสระมีบทบาทแบบที่ผ่านมา
แน่นอนว่าไม่มีอะไรให้โต้แย้งได้ว่าข้อถกเถียงนี้ผิด เพราะทั้งผู้สนับสนุนองค์กรอิสระและผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้นเห็นเหมือนกันหมด ว่าองค์กรอิสระมีอำนาจมากจริง ข้อแตกต่างมีอยู่เพียงว่าองค์กรอิสระควรมีอำนาจมากแบบนี้หรือไม่เท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือถ้าองค์กรกรอิสระมีอำนาจมากจริง และการใช้อำนาจนั้นก็เป็นไปในแบบที่ไปกันไมได้กับประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงยอมรับได้กับการที่องค์กรอิสระมีบทบาทอย่างที่ทำไป ยกเว้นแต่คนเสื้อแดง?
หนึ่งในทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อการอธิบายองค์กรอิสระของไทย มากที่สุดคือทฤษฎีการเมืองเครือข่าย ทฤษฎีนี้ยอมรับตั้งแต่ต้นว่าองค์กรอิสระเป็นสมญานามรวมหมู่เฉย ๆ ซึ่งไม่ได้แสดงว่าองค์กรเหล่านี้เป็นอิสระหรือปราศจากจากฝักฝ่ายทางการเมือง ในแง่ไหนทั้งนั้น ในทางตรงกันข้าม องค์กรและกรรมการองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเมืองแบบต้าน ประชาธิปไตยด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเสมอ จะเป็นความสัมพันธ์ฉันศิษย์ ลูกน้องเก่า หรืออคติทางการเมืองก็ตาม
แม้ทฤษฎีการเมืองเรื่องเครือข่ายจะมีจุดแข็งตรงทำให้เห็น ภาพว่าองค์กรอิสระมีบทบาทตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายการเมืองฝ่ายต่อต้าน ประชาธิปไตย และถึงแม้จะเป็นความจริงว่าตัวบุคคลในองค์กรอิสระหลายคนก็มีสายสัมพันธ์ส่วน ตัวจริงกับคนที่ว่ากันว่าอยู่ในเครือข่ายดังกล่าว แต่ก็อธิบายพฤติกรรมของพวกกองเชียร์ที่คอยยุยงหรือสนับสนุนให้องค์กรอิสระ ไล่ล่าประชาธิปไตยไม่ได้ และตอบไม่ได้เหมือนกันว่าพวกกองเชียร์อยู่ตรงไหนในเครือข่ายต่อต้าน ประชาธิปไตย
หากมองเรื่ององค์กรอิสระด้วยเลนส์ที่เลยจากเรื่องความขัด แย้งทางการเมืองไทยออกไป แม้จะยอมรับได้ยากที่คนกลุ่มน้อยแบบองค์กรอิสระมีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ  อันที่จริงทุกสังคมก็มีคนกลุ่มน้อยที่พยายามมีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ในทางใด ทางหนึ่งทั้งนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขทางสังคมที่เอื้อให้คนกลุ่ม น้อยมีอิทธิพลในสังคมประชาธิปไตยตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กรณี
หนึ่งในเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มน้อยมีอิทธิพลเหนือคนส่วนใหญ่ในสังคมประชาธิปไตยคือสภาพอันสลับซับซ้อนของภาคสังคม (the social)
หนึ่งในข้อถกเถียงที่สุดเหลวไหลในสังคมไทยคือการเลือกตั้ง ไม่เท่ากับประชาธิปไตย แต่ถ้าตัดการบิดเบือนตรรกะเพื่อลากไปสู่การต่อต้านการเลือกตั้งทิ้งไป ข้อถกเถียงนี้ก็มีด้านที่พอฟังได้อยู่บ้าง นั่นก็คือการเลือกตั้งเป็นรูปแบบพื้นฐานของประชาธิปไตย การเลือกตั้งอย่างเดียวจึงไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตย แต่ระบบการเมืองที่ไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยด้วยแน่ๆ หัวใจของคำถามนี้จึงอยู่ที่การไปสำรวจว่าอะไรขวางกั้นระหว่างการเลือกตั้ง กับประชาธิปไตย
ต้องเข้าใจก่อนว่าประชาธิปไตยหมายถึงภาวะที่พลเมืองปกครอง และสร้างกติการะดับชีวิตส่วนรวมด้วยตัวเอง  รากฐานของความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ความเท่ากันทางการเมือง ระหว่างเอกบุคคลเสมอ หนึ่งในเหตุที่การเลือกตั้งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยก็เพราะการเลือกตั้งทำ ให้พลเมืองมีโอกาสสร้างกติกาส่วนรวมอย่างเท่ากันตามนัยนี้ แม้ความเท่ากันทางการเมืองจะไม่ใช่หลักประกันของความเท่าเทียมด้านอื่นแต่ อย่างใด
เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทย์ของการเมืองแบบประชาธิปไตยคือการแปลการสร้างกติการะดับชีวิตส่วนรวมของ พลเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองให้ได้มากที่สุด แต่การสร้างการเมืองเชิงปฏิบัติจากหลักการนามธรรมแบบนี้ไม่ง่าย ยิ่งในสภาพสังคมสมัยใหม่ที่คนแต่ละกลุ่มแต่ละชนชั้นมีความเหมือนและความแตก ต่างเหลื่อมทับกันหลายระดับ แค่จะกำหนดว่าอะไรคือ “กติกาส่วนรวม” ก็ยากมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงการสร้างกติกาจากการให้ทุกคนมีส่วนร่วมเท่ากัน   
   
ความซับซ้อนของสังคมแบบนี้ทำให้คนส่วนน้อยที่สถาปนาตัวเอง หรือถูกอุปโลกน์เป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” มีอิทธิพลเหนือสังคมจนน่าวิตก ตัวอย่างเช่นเมื่อพูดเรื่องเศรษฐกิจ ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจและนักเศรษฐศาสตร์จะถูกถือว่าเป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งต้องถูกเสมอในการวินิจฉัยว่านโยบายเศรษฐกิจแบบไหนดีต่อส่วนรวม ทั้งที่คนเหล่านี้มีอวิชชาและผลประโยชน์ทางชนชั้นเป็นเพดานการคิด จนไม่แน่ว่าจะรู้ว่าส่วนรวมคืออะไรเสมอไป
โปรดระลึกว่านักเศรษฐศาสตร์คัดค้านการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ทุกครั้งด้วยข้ออ้างซ้ำซากเรื่องอัตราความเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมก็ถูกต่อต้านด้วยวาทกรรมวินัยการคลัง ขณะที่นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ก็ถูกตั้งข้อหาประชานิยมและจะทำให้ระบบสาธารณสุขแห่งชาติล่มสลาย ทำนองเดียวกับที่นโยบายจำนำข้าวโดนในช่วงที่ผ่านมา ทั้งที่ทุกตัวอย่างล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำตามความต้องการของประชาชนที่ แสดงออกในการเลือกตั้งทั่วไป
ยิ่งในการจัดสรรงบประมาณสาธารณะซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด ที่ซับซ้อน คนที่สถาปนาตัวเองหรือถูกอุปโลกน์ว่าเป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” ก็ยิ่งมีโอกาสใช้ความชำนาญเฉพาะทางไปมีอิทธิพลต่อการจัดสรรงบประมาณได้เสมอ อำนาจในการวินิจฉัยว่างบประมาณถูกหรือผิดกฎหมายการคลังทำให้คนกลุ่มน้อยพวก นี้คือผู้กำกับนโยบายสาธารณะในความเป็นจริงไปในที่สุด ต่อให้นโยบายจะมาจากมติพลเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตยก็ตามที
การล้มล้างโครงการรถไฟความเร็วสูงผ่านการล้ม พรบ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกันคืออาศัยบุคคลที่อ้างหรือถูกถือว่าเป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” สี่คนไปทำลายโครงการที่มาจากความต้องการของประชาชนซึ่งดำเนินไปผ่านกระบวน การประชาธิปไตยโดยชอบทุกประการ รัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีช่วยในอดีตจึงจับมือกับรองปลัดกระทรวงการคลังคน ปัจจุบันล้มล้างมติของประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
น่าสังเกตด้วยว่าในกระบวนการล้มล้างโครงการรถไฟความเร็ว สูง ฝ่ายผู้ล้มล้างแทบไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนกลุ่มอื่นนอกจากผู้รู้และผู้ เชี่ยวชาญทั้งสี่คนเลย  พูดให้เป็นรูปธรรมคือไม่มีตัวแทนประชาชนตามแนวเส้นทางรถไฟรายไหนถูกเชิญไป ให้การในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ผลก็คือคำว่า “ผู้เกี่ยวข้อง” ถูกทำให้มีความหมายจำกัดอยู่แค่ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการคลัง เหตุผลด้านการคลังและกฎหมายการคลังจึงกลายเป็นเกณฑ์พิจารณาโครงการนี้อยู่ แค่มิติเดียว
การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกตัวอย่างที่สถานะความ เป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” ทำให้คนส่วนน้อยมีอิทธิพลเหนือคนส่วนใหญ่จนสามารถล้มความต้องการแก้รัฐ ธรรมนูญซึ่งประชาชนแสดงในวันเลือกตั้งและแปรเป็นกฎหมายโดยชอบด้วยกระบวนการ ประชาธิปไตย  แต่ในขณะที่บทบาทของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญกรณีจำนำข้าวหรือรถไฟความเร็วสูง เป็นการให้ข้อมูลประกอบการวินิจฉัยของผู้มีอำนาจ  คนกลุ่มนี้กลับมีบทบาทกรณีรัฐธรรมนูญในฐานะผู้วินิจฉัยเองโดยตรง
ในแง่นี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของระบอบที่ใช้ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ ไม่กี่คนหักล้างทำลายเจตจำนงร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ไปไกลถึง ขั้นยอมรับให้คนกลุ่มน้อยตัดสินล้มล้างการเลือกตั้งทั่วไปของคนส่วนใหญ่ได้ ง่าย ๆ ราวเป็นเรื่องปกติ และเพราะลักษณะเฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่ขณะนี้แทบไม่มีผู้รู้ด้านรัฐ ธรรมนูญและสาขาอื่นเลย การตีความรัฐธรรมนูญแบบคับแคบและไม่คงเส้นคงวาจึงแทบจะเป็นวิธีพิจารณารัฐ ธรรมนูญอยู่มิติเดียว
น่าสังเกตด้วยว่าในการพิจารณาว่าการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธุ์ เป็นโมฆะหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ถามความคิดเห็นอะไรเลยจากผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ มีจำนวนมากที่สุดในสังคมอย่างผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ล้านคน
ไม่ใช่ความลับที่ทุกวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิจารณ์เผ็ด ร้อนถึงขั้นให้ยุบศาลไปเลย แต่หากตัดคนที่ชื่นชอบความเอื้อเฟื้อของศาลรัฐธรรมนูญต่อบางฝ่ายทิ้งไป คำถามที่น่าสนใจคืออะไรทำให้คนจำนวนหนึ่งเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญอยู่้จนบัด นี้  เป็นเพราะความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของศาลในความ หมายทั่วไป? หรือเป็นเพราะความเชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ เข้าใจความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญมากที่สุดในสังคมไทย?
มองในระดับภาพรวมแล้ว คนกลุ่มน้อยสถาปนาอำนาจเหนือสังคมสมัยใหม่บนเงื่อนไขที่สังคมสมัยใหม่มีความ ซับซ้อนจนเปิดโอกาสให้ “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ” อ้างว่าเป็นตัวแทนของส่วนรวมมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ ผลก็คือการเลือกตั้งในฐานะกระบวนการหลอมรวมความต้องการของปัจเจกให้เป็นเจต จำนงร่วมของสังคม (will formation) ก็ถูกแทนที่ด้วยการปั่นความเห็นคนกลุ่มน้อย (opinion formation) เป็นกรอบอ้างอิงในการวินิจฉัยประเด็นสาธารณะจนคนกลุ่มน้อยครอบครองอำนาจสุด ท้ายเหนือคนส่วนใหญ่ในความเป็นจริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จะลงคะแนนให้นโยบายไหนหรือแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร คนกลุ่มน้อยก็มีโอกาสล้มได้ทุกกรณี
ด้วยข้อเท็จจริงทุกวันนี้และย้อนหลังไปหลายปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรอิสระมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเครือข่ายต่อต้าน ประชาธิปไตย  โจทย์ซึ่งฝ่ายต้องการประชาธิปไตยพยายามทำมาพักใหญ่จึงได้แก่การคืนความเป็น การเมืองไปยังองค์กรเหล่านี้ องค์กรอิสระและกรรมการของหลายองค์กรถูกฉุดกระชากลากถูไปตีแผ่สายสัมพันธ์กับ ชนชั้นนำกลุ่มอื่นจนความน่าเชื่อถือของสถาบันเสื่อมในเวลาที่รวดเร็วมาก แต่ก็ไม่รวดเร็วเท่ากับการทำลายประชาธิปไตยของฝ่ายองค์กรอิสระเอง
การออกแบบกระบวนการให้องค์กรอิสระมีอำนาจน้อยลงและตรวจสอบ ความสมจริงของการอ้างเป็นตัวแทนส่วนรวมได้มากขึ้นคือหนึ่งในเรื่องทีต้องทำ เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยในสังคมไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น