ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ 18 มีนาคม 2557
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่หลังรัฐ
ประหาร19กันยายน2549นำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร
อิสระกับประชาธิปไตยในสังคมไทย
และถึงแม้องค์กรอิสระจะมีพัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ
จนทำให้การตั้งคำถามเรื่องนี้มีมากขึ้นตามลำดับ
แต่ข้อถกเถียงส่วนใหญ่ก็รวมศูนย์อยู่ที่การอธิบายว่า
องค์กรอิสระมีอำนาจมากตามที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญหลังรัฐประหาร 2549
จึงต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้องค์กรอิสระมีบทบาทแบบที่ผ่านมา
แน่นอนว่าไม่มีอะไรให้โต้แย้งได้ว่าข้อถกเถียงนี้ผิด
เพราะทั้งผู้สนับสนุนองค์กรอิสระและผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้นเห็นเหมือนกันหมด
ว่าองค์กรอิสระมีอำนาจมากจริง
ข้อแตกต่างมีอยู่เพียงว่าองค์กรอิสระควรมีอำนาจมากแบบนี้หรือไม่เท่านั้นเอง
ปัญหาก็คือถ้าองค์กรกรอิสระมีอำนาจมากจริง
และการใช้อำนาจนั้นก็เป็นไปในแบบที่ไปกันไมได้กับประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำไมคนจำนวนหนึ่งถึงยอมรับได้กับการที่องค์กรอิสระมีบทบาทอย่างที่ทำไป
ยกเว้นแต่คนเสื้อแดง?
หนึ่งในทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อการอธิบายองค์กรอิสระของไทย
มากที่สุดคือทฤษฎีการเมืองเครือข่าย
ทฤษฎีนี้ยอมรับตั้งแต่ต้นว่าองค์กรอิสระเป็นสมญานามรวมหมู่เฉย ๆ
ซึ่งไม่ได้แสดงว่าองค์กรเหล่านี้เป็นอิสระหรือปราศจากจากฝักฝ่ายทางการเมือง
ในแง่ไหนทั้งนั้น ในทางตรงกันข้าม
องค์กรและกรรมการองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเมืองแบบต้าน
ประชาธิปไตยด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเสมอ จะเป็นความสัมพันธ์ฉันศิษย์
ลูกน้องเก่า หรืออคติทางการเมืองก็ตาม
แม้ทฤษฎีการเมืองเรื่องเครือข่ายจะมีจุดแข็งตรงทำให้เห็น
ภาพว่าองค์กรอิสระมีบทบาทตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายการเมืองฝ่ายต่อต้าน
ประชาธิปไตย
และถึงแม้จะเป็นความจริงว่าตัวบุคคลในองค์กรอิสระหลายคนก็มีสายสัมพันธ์ส่วน
ตัวจริงกับคนที่ว่ากันว่าอยู่ในเครือข่ายดังกล่าว
แต่ก็อธิบายพฤติกรรมของพวกกองเชียร์ที่คอยยุยงหรือสนับสนุนให้องค์กรอิสระ
ไล่ล่าประชาธิปไตยไม่ได้
และตอบไม่ได้เหมือนกันว่าพวกกองเชียร์อยู่ตรงไหนในเครือข่ายต่อต้าน
ประชาธิปไตย
หากมองเรื่ององค์กรอิสระด้วยเลนส์ที่เลยจากเรื่องความขัด
แย้งทางการเมืองไทยออกไป
แม้จะยอมรับได้ยากที่คนกลุ่มน้อยแบบองค์กรอิสระมีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่
แต่ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
อันที่จริงทุกสังคมก็มีคนกลุ่มน้อยที่พยายามมีอำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ในทางใด
ทางหนึ่งทั้งนั้น
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเงื่อนไขทางสังคมที่เอื้อให้คนกลุ่ม
น้อยมีอิทธิพลในสังคมประชาธิปไตยตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้างตามแต่กรณี
หนึ่งในเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มน้อยมีอิทธิพลเหนือคนส่วนใหญ่ในสังคมประชาธิปไตยคือสภาพอันสลับซับซ้อนของภาคสังคม (the social)
หนึ่งในข้อถกเถียงที่สุดเหลวไหลในสังคมไทยคือการเลือกตั้ง
ไม่เท่ากับประชาธิปไตย
แต่ถ้าตัดการบิดเบือนตรรกะเพื่อลากไปสู่การต่อต้านการเลือกตั้งทิ้งไป
ข้อถกเถียงนี้ก็มีด้านที่พอฟังได้อยู่บ้าง
นั่นก็คือการเลือกตั้งเป็นรูปแบบพื้นฐานของประชาธิปไตย
การเลือกตั้งอย่างเดียวจึงไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตย
แต่ระบบการเมืองที่ไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยด้วยแน่ๆ
หัวใจของคำถามนี้จึงอยู่ที่การไปสำรวจว่าอะไรขวางกั้นระหว่างการเลือกตั้ง
กับประชาธิปไตย
ต้องเข้าใจก่อนว่าประชาธิปไตยหมายถึงภาวะที่พลเมืองปกครอง
และสร้างกติการะดับชีวิตส่วนรวมด้วยตัวเอง
รากฐานของความชอบธรรมแบบประชาธิปไตยจึงอยู่ที่ความเท่ากันทางการเมือง
ระหว่างเอกบุคคลเสมอ
หนึ่งในเหตุที่การเลือกตั้งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยก็เพราะการเลือกตั้งทำ
ให้พลเมืองมีโอกาสสร้างกติกาส่วนรวมอย่างเท่ากันตามนัยนี้
แม้ความเท่ากันทางการเมืองจะไม่ใช่หลักประกันของความเท่าเทียมด้านอื่นแต่
อย่างใด
เมื่อเป็นเช่นนี้
โจทย์ของการเมืองแบบประชาธิปไตยคือการแปลการสร้างกติการะดับชีวิตส่วนรวมของ
พลเมืองให้เป็นสถาบันการเมืองให้ได้มากที่สุด
แต่การสร้างการเมืองเชิงปฏิบัติจากหลักการนามธรรมแบบนี้ไม่ง่าย
ยิ่งในสภาพสังคมสมัยใหม่ที่คนแต่ละกลุ่มแต่ละชนชั้นมีความเหมือนและความแตก
ต่างเหลื่อมทับกันหลายระดับ แค่จะกำหนดว่าอะไรคือ “กติกาส่วนรวม”
ก็ยากมหาศาล ไม่ต้องพูดถึงการสร้างกติกาจากการให้ทุกคนมีส่วนร่วมเท่ากัน
ความซับซ้อนของสังคมแบบนี้ทำให้คนส่วนน้อยที่สถาปนาตัวเอง
หรือถูกอุปโลกน์เป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ”
มีอิทธิพลเหนือสังคมจนน่าวิตก ตัวอย่างเช่นเมื่อพูดเรื่องเศรษฐกิจ
ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจและนักเศรษฐศาสตร์จะถูกถือว่าเป็น “ผู้รู้” และ
“ผู้เชี่ยวชาญ”
ซึ่งต้องถูกเสมอในการวินิจฉัยว่านโยบายเศรษฐกิจแบบไหนดีต่อส่วนรวม
ทั้งที่คนเหล่านี้มีอวิชชาและผลประโยชน์ทางชนชั้นเป็นเพดานการคิด
จนไม่แน่ว่าจะรู้ว่าส่วนรวมคืออะไรเสมอไป
โปรดระลึกว่านักเศรษฐศาสตร์คัดค้านการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
ทุกครั้งด้วยข้ออ้างซ้ำซากเรื่องอัตราความเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่วนการจัดตั้งกองทุนประกันสังคมก็ถูกต่อต้านด้วยวาทกรรมวินัยการคลัง
ขณะที่นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค
ก็ถูกตั้งข้อหาประชานิยมและจะทำให้ระบบสาธารณสุขแห่งชาติล่มสลาย
ทำนองเดียวกับที่นโยบายจำนำข้าวโดนในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งที่ทุกตัวอย่างล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำตามความต้องการของประชาชนที่
แสดงออกในการเลือกตั้งทั่วไป
ยิ่งในการจัดสรรงบประมาณสาธารณะซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียด
ที่ซับซ้อน คนที่สถาปนาตัวเองหรือถูกอุปโลกน์ว่าเป็น “ผู้รู้” และ
“ผู้เชี่ยวชาญ”
ก็ยิ่งมีโอกาสใช้ความชำนาญเฉพาะทางไปมีอิทธิพลต่อการจัดสรรงบประมาณได้เสมอ
อำนาจในการวินิจฉัยว่างบประมาณถูกหรือผิดกฎหมายการคลังทำให้คนกลุ่มน้อยพวก
นี้คือผู้กำกับนโยบายสาธารณะในความเป็นจริงไปในที่สุด
ต่อให้นโยบายจะมาจากมติพลเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตยก็ตามที
การล้มล้างโครงการรถไฟความเร็วสูงผ่านการล้ม
พรบ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกันคืออาศัยบุคคลที่อ้างหรือถูกถือว่าเป็น “ผู้รู้”
และ “ผู้เชี่ยวชาญ”
สี่คนไปทำลายโครงการที่มาจากความต้องการของประชาชนซึ่งดำเนินไปผ่านกระบวน
การประชาธิปไตยโดยชอบทุกประการ
รัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีช่วยในอดีตจึงจับมือกับรองปลัดกระทรวงการคลังคน
ปัจจุบันล้มล้างมติของประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
น่าสังเกตด้วยว่าในกระบวนการล้มล้างโครงการรถไฟความเร็ว
สูง
ฝ่ายผู้ล้มล้างแทบไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนกลุ่มอื่นนอกจากผู้รู้และผู้
เชี่ยวชาญทั้งสี่คนเลย
พูดให้เป็นรูปธรรมคือไม่มีตัวแทนประชาชนตามแนวเส้นทางรถไฟรายไหนถูกเชิญไป
ให้การในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ผลก็คือคำว่า
“ผู้เกี่ยวข้อง”
ถูกทำให้มีความหมายจำกัดอยู่แค่ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการคลัง
เหตุผลด้านการคลังและกฎหมายการคลังจึงกลายเป็นเกณฑ์พิจารณาโครงการนี้อยู่
แค่มิติเดียว
การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นอีกตัวอย่างที่สถานะความ
เป็น “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ”
ทำให้คนส่วนน้อยมีอิทธิพลเหนือคนส่วนใหญ่จนสามารถล้มความต้องการแก้รัฐ
ธรรมนูญซึ่งประชาชนแสดงในวันเลือกตั้งและแปรเป็นกฎหมายโดยชอบด้วยกระบวนการ
ประชาธิปไตย
แต่ในขณะที่บทบาทของผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญกรณีจำนำข้าวหรือรถไฟความเร็วสูง
เป็นการให้ข้อมูลประกอบการวินิจฉัยของผู้มีอำนาจ
คนกลุ่มนี้กลับมีบทบาทกรณีรัฐธรรมนูญในฐานะผู้วินิจฉัยเองโดยตรง
ในแง่นี้แล้ว
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของระบอบที่ใช้ผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญ
ไม่กี่คนหักล้างทำลายเจตจำนงร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยที่ไปไกลถึง
ขั้นยอมรับให้คนกลุ่มน้อยตัดสินล้มล้างการเลือกตั้งทั่วไปของคนส่วนใหญ่ได้
ง่าย ๆ ราวเป็นเรื่องปกติ
และเพราะลักษณะเฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่ขณะนี้แทบไม่มีผู้รู้ด้านรัฐ
ธรรมนูญและสาขาอื่นเลย
การตีความรัฐธรรมนูญแบบคับแคบและไม่คงเส้นคงวาจึงแทบจะเป็นวิธีพิจารณารัฐ
ธรรมนูญอยู่มิติเดียว
น่าสังเกตด้วยว่าในการพิจารณาว่าการเลือกตั้ง 2
กุมภาพันธุ์ เป็นโมฆะหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ถามความคิดเห็นอะไรเลยจากผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่
มีจำนวนมากที่สุดในสังคมอย่างผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ล้านคน
ไม่ใช่ความลับที่ทุกวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิจารณ์เผ็ด
ร้อนถึงขั้นให้ยุบศาลไปเลย
แต่หากตัดคนที่ชื่นชอบความเอื้อเฟื้อของศาลรัฐธรรมนูญต่อบางฝ่ายทิ้งไป
คำถามที่น่าสนใจคืออะไรทำให้คนจำนวนหนึ่งเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญอยู่้จนบัด
นี้
เป็นเพราะความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของศาลในความ
หมายทั่วไป?
หรือเป็นเพราะความเชื่อมั่นว่าศาลรัฐธรรมนูญคือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่
เข้าใจความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญมากที่สุดในสังคมไทย?
มองในระดับภาพรวมแล้ว
คนกลุ่มน้อยสถาปนาอำนาจเหนือสังคมสมัยใหม่บนเงื่อนไขที่สังคมสมัยใหม่มีความ
ซับซ้อนจนเปิดโอกาสให้ “ผู้รู้” และ “ผู้เชี่ยวชาญ”
อ้างว่าเป็นตัวแทนของส่วนรวมมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ
ผลก็คือการเลือกตั้งในฐานะกระบวนการหลอมรวมความต้องการของปัจเจกให้เป็นเจต
จำนงร่วมของสังคม (will formation)
ก็ถูกแทนที่ด้วยการปั่นความเห็นคนกลุ่มน้อย (opinion formation)
เป็นกรอบอ้างอิงในการวินิจฉัยประเด็นสาธารณะจนคนกลุ่มน้อยครอบครองอำนาจสุด
ท้ายเหนือคนส่วนใหญ่ในความเป็นจริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จะลงคะแนนให้นโยบายไหนหรือแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร คนกลุ่มน้อยก็มีโอกาสล้มได้ทุกกรณี
ด้วยข้อเท็จจริงทุกวันนี้และย้อนหลังไปหลายปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรอิสระมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเครือข่ายต่อต้าน
ประชาธิปไตย
โจทย์ซึ่งฝ่ายต้องการประชาธิปไตยพยายามทำมาพักใหญ่จึงได้แก่การคืนความเป็น
การเมืองไปยังองค์กรเหล่านี้
องค์กรอิสระและกรรมการของหลายองค์กรถูกฉุดกระชากลากถูไปตีแผ่สายสัมพันธ์กับ
ชนชั้นนำกลุ่มอื่นจนความน่าเชื่อถือของสถาบันเสื่อมในเวลาที่รวดเร็วมาก
แต่ก็ไม่รวดเร็วเท่ากับการทำลายประชาธิปไตยของฝ่ายองค์กรอิสระเอง
การออกแบบกระบวนการให้องค์กรอิสระมีอำนาจน้อยลงและตรวจสอบ
ความสมจริงของการอ้างเป็นตัวแทนส่วนรวมได้มากขึ้นคือหนึ่งในเรื่องทีต้องทำ
เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยในสังคมไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น