จดหมายถึงน้องสาว
ขออนุญาติใช้คำว่า "พี่" นะ
พอถึงวันสตรีสากลทีไร
พี่ก็รู้สึกว่าต้องทำภารกิจที่รับมาจากผู้หญิงรุ่นอดีต
เพื่อมามอบต่อให้กับหญิงรุ่นหลัง รุ่นปัจจุบัน
เพื่อการทำหน้าที่สู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ
และเพื่อความสุขของผู้หญิงและครอบครัวกันต่อไป ...
เป็นภารกิจที่ไม่มีวันจบสิ้น ... ทั้งนี้
พี่เองก็ได้ทำกิจกรรมและเขียนถึงวันสตรีสากลมาหลายแง่มุมในช่วงหลายปีที่
ผ่านมา และในวันสตรีสากลปีนี้
สิ่งที่อยากทำอยากเขียนถึงคือจดหมายถึงน้องสาวทั้งหลายฉบับนี้นี่ล่ะ
มันก็เนื่องมาจากว่า
เมื่อชีวิตของพวกเราเห็นกันและกันที่หน้าเฟซบุ๊คกันซะเป็นส่วนใหญ่
และในเกือบทุกวันจะเห็นเฟซบุ๊คของสาวๆ (และหนุ่มๆ) รุ่นน้อง รุ่นหลาน
โพสต์สเตตัส ตัดพ้อ ต่อว่าต่อขานกับความอยยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
และการไม่ได้รับความดูแลด้วยความรักและเอาใจใส่เช่นที่คาดหวังและปรารถนา
อืม ... เห็นแล้วก็นึกถึงตัวเองในวัยสาว
ที่มีสภาพไม่ต่างกัน
และก็รู้สึกโชคดีที่ยามนั้นไม่มีเฟซบุ๊คให้ได้เขียนระบาย
เพราะเพียงแค่การต้องหาที่ระบาย ทั้งการหาคนรับฟังปัญหา
หาตักให้หนุนนอนและร้องไห้ หาอ้อมกอดอุ่นคอยปลอบใจ – กันอยู่บ่อยๆ -
ก็ทำให้มารู้สึกมากขึ้นในตอนหลัง ในยามนี้ ในวัย 47 ปีนี้ว่า
ชีวิตขบถเพื่อค้นหาตัวเองของตัวกูนี้ ก็ได้สร้างความเจ็บปวดให้ตัวเอง คนรัก
และผู้คนรอบข้างกันไม่หยุดหย่อน ต้องรบกวนเพื่อนฝูงไปไม่ใช่น้อย
รวมทั้งได้ปล่อยความโง่เขลาและความน่าอับอายขายหน้าประชาชีไปเยอะพอดู ...
และก็คงจะต้องมีเรื่องให้รู้สึกอับอายและรู้สึกแย่กับตัว
เองกันต่อไปในชีวิตข้างหน้า ที่ความงี่เง่าและโงเขลาบางเวลา
ก็ยังคงมาเยือนกันได้อยู่เรื่อยๆ จนแก่ตายลาลับจากโลกนี้ไปนั่นล่ะ
ก็มันจริงนี่น่าที่มันไม่ง่ายหรอกที่พวกเราหญิงสาว
จะกุมชะตาชีวิตไว้ในอุ้มมือได้อย่างเข้มแข็งและมั่นคงกันตลอดชีวิต
ในสภาพสังคมที่ยังมีการเดียจฉันท์ทางเพศ ที่กดดันให้หญิงต้องพิสูจน์ตัว
พิสูจน์ความสามารถมากมายเพื่อจะได้รับการยอมรับ
ในขณะที่สังคมก็ยังตีกรอบประเพณีและคาดหวังกับหญิงดี หญิงเก่ง
หญิงกล้าไว้สูงลิบ และยังล้าสมัยและหัวโบราณอยู่มาก ...
และแม้แต่ในหมู่ประเทศที่ - สังคมยอมรับว่ามนุษย์เท่ากัน ที่ความเป็นเพศ
การแย่งเพศ การต้องมีเพียง 2 อัตลักษณ์ทางเพศ ถูกสลายไปเยอะมากแล้วก็ตาม -
เราก็ยังต้องมาทำใจ ทำความเข้าใจ
และอดทนอดกลั้นกับความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างของแต่ละคนกันอยู่เช่นกัน
แน่นอนว่า
ในการพยายามที่จะเข้าใจสถานการณ์และเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ไม่ใช่แบบช้างเท้าหน้าเท้าหลัง -
ผู้ชายจำนวนไม่น้อยก็เหน็ดเหนื่อย ก็สับสน ก็ไม่เข้าใจหญิง -
หรือเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งหญิงและชายนั่นแหละ
ต่างก็ไม่เข้าใจถึงความอึดอัดคับแค้นกับสภาพการณ์และวิถีคิดเรื่องชีวิต
เรื่องงาน เรื่องความรัก เรื่องการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตของแต่ละเพศ
และการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัวในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่บีบ
คั้น ที่ซับซ้อน มากชนชั้น และกดดันและเรียกร้องผู้คนสูงมากเช่นในปัจจุบัน
...
แค่เรื่องเพศของตัวเองก็เหน็ดเหนื่อยและยากที่จะเข้าใจ
แล้ว แทบจะไม่ต้องพูดเลยไปว่า เพราะเหตุใดผู้คนในสังคมจำนวนมาก
แม้จะหัวสมัยใหม่พอดู
ก็ยังไม่สามารถเปิดใจที่จะพยายามเข้าใจคนที่เลือกวิถีเพศที่แตกต่าง
แต่นี่ก็คือการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน ที่ผู้คนต้อง
conscious ตระหนัก อ่อนไหว
และระลึกถึงความเป็นอยู่และการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตรอบตัวกันมากขึ้น
โลกที่ผู้คนยิ่งตื่นตัวเรื่องสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายและ
การดำรงอยู่ของตัวเอง ของเพศตัวเองมากเท่าไร ก็เท่ากับเราก็ต้องตื่นตัว
และตระหนักในสิทธิบนเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่น ของเพศอื่น
ของการเลือกวิถีเพศอื่น กันมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
โลกที่การมีเสรีภาพมากขึ้น
ไม่ได้หมายถึงการไม่สนใจผู้ใดได้มากขึ้น ... ตรงกันข้ามเชียวล่ะ ...
โลกที่มีเสรีภาพมากขึ้น คือโลกที่ผู้คนต้องพัฒนาความคิด ความรู้
ความรอบรู้เพื่อที่จะเข้าใจมนุษย์คนอื่น สัตว์ร่วมโลกอื่นๆ
พืชพันธ์ุแห่งชีวิตอื่นๆ มากขึ้น และใส่ใจต่อเรื่องการดำรงอยู่ของโลก ของ
planet earth เพื่อคนรุ่นอนาคตกันมากขึ้น
นั่นหมายถึงต้องพยายามเตือนตัวเองให้ตระหนักถึง "ใจเขา-ใจเรา"
กันมากขึ้นเป็น 2 เท่าเชียวล่ะ
น้องสาวหลายคนอาจจะบอกว่า ถ้างั้นเราจะพัฒนาทำไมล่ะ
อยู่แบบเก่าอาจจะง่ายกว่านะ ใช้ความเป็นหญิง ความสวยงามของสรีระหญิง
การบำรุงร่างกายของหญิงให้สวยงามและดึงดูดเพศตรงข้ามเพื่อแลกกับการได้รับ
การเลี้ยงดูกันต่อไป
อาจจะเหนื่อยน้อยกว่าการที่ต้องไปอยู่ในโลกที่หญิงเองก็ถูกผลักให้ต้องคิด
มากขึ้น เรียนรู้สรรพส่ิงรอบตัวมากขึ้น และต้องพึ่งตัวเองให้มากขึ้นเช่นนี้
มิดีกว่าหรือ?
พี่ได้ยินเรื่องราวของหญิงที่บอกว่า "ชอบก๊อปปี้
เพราะไม่ชอบใช้สมอง" “คิดมากแล้วปวดหัว" “จะลำบากไปทำไม
หาผัวรวยเลี้ยงดูดีกว่า" หรือ "หาผัวต่างชาติเงินหนาดีกว่า" บลา บลา บลา
... ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หญิงต้องตัดสินใจแลกกันเอาเองล่ะนะ ...แต่
... อืม ... อืม ...เอาเข้าจริง การจะอยู่ในวิถีสังคมเก่า
มันก็ต้องแลกกับการอิสรภาพและเสรีภาพในบ้างด้านไปด้วยเช่นกัน
และในความเป็นจริงมันก็ไม่มีเจ้าชาย - ไม่ว่าจะผิวเหลืองหรือผิวทอง -
ให้สาวๆ ได้ฝันถึงเท่าไรนักในโลกปัจจุบัน
เข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่า ความอึดอัดขัดใจ
คับข้องใจของน้องสาว(และน้องชาย) ทั้งหลายยามนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่อง
"ความปราถนาความรัก ความเข้าใจ" เท่านั้น
แต่มันเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากวิกฤตการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่านรัชสมัยและ
ยุคสมัยที่ต่อเนื่องยาวนานมาหลายปี จนส่งผลกระทบกับวิถีชีวิต
กับโอกาสในการทำงาน ในการสร้างเนื้อสร้างตัว
และในการลงหลักปักฐานของชีวิตผู้คนในสังคมไทยตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่
ได้
นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนต้องวางเรื่องตัวเอง
เพื่อมาขับเคลื่อนทางการเมือง ด้วยความหวังว่า เมื่อวิกฤตการเมืองคลีคลาย
คนรุ่นหนุ่มสาวจะสามารถปักหมุดฐานโครงสร้างทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยที่
ทุกคน ทุกเพศนั้นจะเท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริงเสียทีในประเทศไทย ...
เป็นการเสียสละที่คนร่วมสมัยนี้ได้กระทำเพื่อคนรุ่นอนาคต
โดยที่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม เมื่อตระหนักว่า
คู่ต่อสู้ทางความคิดของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน ก็คือคนหนุ่มสาวในยุคอดีต
ที่คิดว่าพวกเขาได้สู้เพื่อปักหมุดโครงสร้างการเมืองประชาธิปไตยให้กับคน
รุ่นอนาคต - ที่ดันเป็นปัญหาอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
และให้คนรุ่นปัจจุบันได้หาทางแก้ไขกันต่อไป
ความซ้อนทับของกงล้อแห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้
ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่ นักสู้รุ่นใหม่
ที่ยังต้องดิ้นรนแสวงหาทั้งความรักส่วนตัวและสร้างสังคมในฝันจำนวนไม่น้อย
ตกอยู่ในสภาวะที่เคว้งคว้าง โดดเดี่ยว รู้สึกสิ้นหวัง สิ้นศรัทธา
และหมดสิ้นกำลังใจกันไปตามๆ กัน
สภาวการณ์ของประเทศไทยยามนี้
ในการแสวงหานิยามและความหมายแห่งเสรีภาพและความมั่นคงของชีวิต
ของหนุ่มสาวยุคใหม่ (และผู้คนทั้งสังคมกันใหม่)
จึงเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทายและทั้งชวนให้ถดถอย และก็คงเช่นเดียวกับอดีตสมัย
ที่จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยถอดใจและเลิกใส่ใจกับปัญหา "เสรีภาพที่กินไม่ได้"
และสนใจเพียงแค่เรื่องเอาตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอด
ซึ่งผู้คนจำนวนมากก็ยังคงอยู่กันไปในสภาวะ "ปากกัดตีนถีบ"
และผู้คนจำนวนน้อย/จำนวนหนึ่ง
ก็อาจจะประสบความสำเร็จจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างหรูหราฟุ้มเฟือย
น้องสาวที่รัก
โลกที่ตื่นรู้เป็นโลกที่เราต้องอ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวเอง
และความรู้สึกของผู้คนรอบข้างกันสูงจริงๆ
เป็นโลกที่ความเป็นเพศหญิงถูกตั้งคำถาม ความเป็นเพศชายถูกตั้งคำถาม
เป็นโลกที่ความเป็น "มนุษย์"
เพรียกหาความเข้าใจระหว่างกันของทุกเพศและทุกวิถีเพศกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อในท้ายที่สุดเราจะยอมรับกัน เคารพกัน และเห็นกันไม่ใช่ในฐานะเพศ
แต่ในฐานะ "มนุษย์" ที่เท่าเทียมกัน
จดหมายจากพี่สาวฉบับนี้
จึงเขียนขึ้นเพื่อให้กำลังใจกับน้องสาวที่รักทุกคน ที่รู้สึกทดท้อ
โดดเดี่ยว ไร้ค่า ไร้ตัวตน ไร้คนสนใจ
และรู้สึกถูกเรียกร้องกดดันจากครอบครัวและสังคมจนสูงเกินจะทนแบกรับได้อีก
ต่อไป
ขอบอกกับน้องสาวทั้งหลายว่า
ไม่ว่าจะเลือกดำเนินชีวิตอย่างไร
เส้นทางชีวิตของหญิงสาวทุกผู้นามที่พี่ได้พบเจอ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ทุกคนต้องทำงานกันอย่างหนัก ต้องเรียนกันอย่างคร่ำเคร่ง
ต้องอดทนอดกลั้นกับความเจ็บปวดที่ไม่สมหวังและจากแรงบีบคั้นจากครอบครัวและ
เครือญาติ ต้องอึดอัดกับสภาพสังคมแวดล้อม (แบบไทยๆ ตัวดีนี่ล่ะ)
และต้องพยายามเข้มแข็งและดูแลตัวเองให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีดุลยภาพ ...
สภาพของหญิงสาวที่ชีวิตไม่เป็นดังฝันและยอมรับความจริงไม่ได้จนกลายเป็นคน
บ้าเสียสติ ...เป็นภาพที่สะเทือนใจ
ไม่มีอะไรที่ได้มาด้วยการร้องขอ
หรือการหยิบยื่นให้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามลำพังกันได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าทั้งในเรื่องครอบครัว การงาน หรือแม้แต่ในเรื่องของความรัก
ดังที่โบราณว่า "ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง" หรือ สุภาษิตฝรั่งว่า "take two
to tango” ... การเต้นรำของชีวิต มันต้องสอดรับจังหวะกันไปทั้งสองคน
ชีวิตมันจึงสวยงามและมีความสุข ... และมันก็ต้องผ่านการฝึกฝน
ผ่านการอดทนอดกลั้นต่อกัน และระหว่างกันของผู้คนในสังคมกันสูงมากๆ
ด้วยเช่นกัน
ในวันแห่งการรำลึกถึงการต่อสู้ของผู้หญิงทั่วโลกที่ต่อ
เนื่องยาวนานมาหลายศตวรรษ และก็ยังไม่หยุดสู้ -
เพื่อยืนยันตัวตนและเสรีภาพของเพศหญิงที่ไม่ได้ด้อยกว่าชายหรือกว่าใคร
ที่ควรมีสิทธิมีเสียงทางการเมืองเช่นเดียวกันทุกเพศ
และที่เท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิงจากชนชั้นใดก็ตาม -
วันสตรีสากลที่เริ่มถูกผู้คน (โดยเฉพาะชาย)
หัวเราะเยาะและล้อเลียนกันมากขึ้น ถึงความไม่จำเป็น
เพราะสังคมปัจจุบันมันเปลี่ยนไปมากแล้ว ...
แต่พี่ก็ขอเป็นคนล้าสมัยที่ขอรำลึกความเป็นมาของวันนี้
และใช้โอกาสของวันนี้เขียนถึงหญิงสาวรุ่นน้องทั้งหลาย
อาจจะเป็นข้อเขียนที่เชย ไม่จ๊าบ ไม่เท่ห์
และไม่ใช้คำแสบสันตามยุคสมัย -
ที่การจะเขียนอะไรให้เป็นที่สะดุดตาต้องใช้ภาษาจัดจ้านก็ตามที -
แต่พี่ก็ใช้เวลาหลายวันไปกับการเขียนจดหมายถึงน้องสาวฉบับนี้
แม้อาจจะไม่ใช่คำปลอบโยนที่น้องหญิงหลายคนปรารถนา แต่ก็เพื่อส่งกำลังใจ
ให้หญิงสาวที่ยังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เพื่อความรัก เพื่อความสุข
และเพื่อเสรีภาพ ให้คงยืนหยัดและสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งกันทุกคนนะจ๊ะ
จรรยา เล็ก ยิ้มประเสริฐ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น