March 18, 2014
นปช. ชั้นเชิงใหม่
ผมขอร่วมแสดงความยินดีกับ คุณจตุพร พรหมพันธุ์
ที่ได้ขึ้นตำแหน่งเป็นประธานคนใหม่ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ
แห่งชาติ (นปช.) ความจริงการขึ้นตำแหน่งของคุณจตุพรฯ
คงไม่มีใครแปลกใจอะไรนัก
เพราะเป็นเพียงทำสิ่งที่ไม่เป็นทางการให้เป็นทางการขึ้นเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในยามนี้เรายึดประโยชน์ร่วมของปวงชนชาวไทยเป็นหลัก
อะไรที่ช่วยได้แม้เพียงเล็กน้อยก็นับว่าดีทั้งนั้น
ผมจึงขอแสดงความยินดีกับท่านประธานจตุพรฯ และท่านเลขาธิการณัฐวุฒิฯ
ไปจากนอกพื้นที่อำนาจของระบอบอำมาตย์ศักดินาในรัฐไทยและปวารณาตัวว่าจะช่วย
ให้งานมวลชนในประเทศมีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้
ก่อนถึงเวลาทวงอำนาจอธิปไตยอันเป็นของเราแท้ๆ
คืนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวต่อไป
เปลี่ยนประธานทั้งที
ผมจึงขอถือโอกาสเสนอแนวคิดต่อผู้บริหารคณะปัจจุบันของ นปช. ดังๆ
ไว้ตรงนี้เสียเลย บางเรื่องจะไม่พูดมากนัก เพราะเราเป็นฝ่ายเดียวกัน
ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองอย่าง ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย
ก็คอยพร่ำเตือนว่าเราต้องใช้ท่าที “ถนอมรัก”
เพื่อให้งานที่ใหญ่หลวงกว่าตัวเราประสบความสำเร็จได้ตามเป้าประสงค์
และไม่ให้ตัวตน
หรืออัตตาของแต่ละคนใหญ่โตเกินกว่าผลประโยชน์โดยรวมไปได้เป็นอันขาด
ผมจึงขอเสนอแนวคิดเบาๆ ไว้ในโอกาสนี้:
๑.
นปช.ควรพัฒนาฐานข้อมูลด้านคุณภาพของมวลชนที่ประกาศตัวว่าเป็นสมาชิก นปช.
ขณะนี้เรารู้ว่ามวลชนแต่ละสาขาทั่วประเทศ มีจำนวนประมาณเท่าไหร่
เชิญชุมนุมแต่ละครั้งจะกรุณามาร่วมกับ นปช. ขนาดไหนอย่างไร
แต่เรายังไม่มีความรู้เท่าที่ควรว่ามวลชนของเราคือใคร แต่ละคนๆ
มีความสามารถเฉพาะตัวและในการทำงานอย่างไร
ระบบเขียนข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ขณะนี้ก้าวหน้านักหนา
จะเขียนโปรแกรมมารองรับกระบวนการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บข้อมูล
ใช้ข้อมูลแบบประยุกต์ไปในทิศทางต่างๆ อย่างไรได้ทั้งนั้น
ข้อมูลที่เริ่มต้นจากข้อมูลดิบ (data)
จะพัฒนาตัวเองไปสู่ข้อมูลสุกหรือข้อมูลข่าวสาร (information)
และอาจกลายเป็นความรู้ (knowledge) หรือภูมิปัญญา (wisdom)
ไปได้โดยไม่ยากนัก ผมคิดว่าเริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป
ปราชญ์ยุทธศาสตร์สงครามอย่างซุนหวู่สอนมานักเรื่องรู้เขารู้เรา
เราก็เอามาประยุกต์เรื่องรู้เราเสียหน่อย คงไม่เสียหายอะไร
มีแต่จะยังประโยชน์ในระบบบริหารจัดการมากขึ้น
๒. นปช. ควรจัดประชุม “แนวร่วมประชาธิปไตย” เป็นครั้งคราว
เพราะขณะนี้ขบวนประชาธิปไตยเรามีแนวร่วมที่หลากหลายกว่าเมื่อแถวๆ ปี
พ.ศ.๒๕๔๙ มาก บางส่วนเขาก็ไม่ใช่ นปช. แต่เขาก็ร่วมชุมนุมกับ นปช. ทุกครั้ง
เพราะถือว่าเป็นหน่วยระดมกำลังพลในฝ่ายเดียวกัน
เราต้องการพลังเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อชี้นำการเปลี่ยนแปลงรัฐไทย
โปรดอย่าตั้งเงื่อนไขใดๆ ให้ร่วมมือกันยาก
หรือมีความรังเกียจเดียดฉันท์กันอย่างใดเลย ให้ถือว่า
ไม่ใช่ครอบครัวก็เหมือนญาติ ไม่ใช่ญาติก็เหมือนเพื่อนฝูงพี่น้อง
การนัดพบกันแต่ละครั้ง ถือเป็นการเหลาขบวนการของเราให้แหลมคมขึ้นตลอดเวลา
ความเห็นที่หลากหลายเป็นพลวัตรที่นำมาใช้เป็นพลังได้
ไม่ใช่ความวุ่นวายที่ทำให้เสียพลัง
๓. นปช. ควรคำนึงถึงความใหญ่ยิ่งของตนเอง หากทำให้ถูกวิธี
จะเป็นทางออกที่สำคัญกว่าความเป็นพรรคการเมืองเพื่อการเลือกตั้ง
หรือแม้แต่ตัวรัฐบาลเองเสียอีก ตำแหน่งรัฐมนตรีควรเล็กกว่าฐานะนำใน นปช.
และต้องไม่ลดมูลค่าของ นปช. เพื่อตำแหน่งแห่งหนใดๆ
ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีอำนาจรัฐโดยสมบูรณ์อย่างที่เป็นอยู่นี้
จะเป็นรัฐมนตรีไปทำอะไรกัน
ก็ขนาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องหลบหลีกกองโจรของเจ้าของประเทศเป็นพัลวัน
อำนาจรัฐบาลก็ถูกริดรอนลงไปทุกวันๆ เหมือนถูกริดกิ่งไม้
แถมปวงชนชาวไทยก็ถูกถ่มถุยดูถูกว่าไม่มีปัญญาจะคัดง้างกับอำนาจอันล้นพ้นของ
เขา เราหันมาช่วยกันฟื้นสภาพนิเวศของระบอบประชาธิปไตย
กันเสียก่อนไม่ดีกว่าหรือ ภารกิจนี้แหละที่ นปช.
มีโอกาสมากกว่าใครทั้งหมดในปัจจุบัน
เพราะมีต้นทุนสูงสุดอย่างน้อยก็ในทางภาพลักษณ์.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น