แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2557

จากขุนศึกสู่ทหารพระราชา จากทหารพระราชาสู่ตัวตลก (หลวง)

ที่มา Thai E-News



[หลังเหตุการณ์ พฤษภา 2535] ทหารได้หมดบทบาทในฐานะ “ขุนศึก” ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง ตั้งแต่ยุคของพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520 กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช. 2534-2535
....
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมืองไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง

แต่ทหารพระราชาอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาขู่นปช. ล่าสุด ( (ชมคลิป) ผบ.ทบ. ลั่นไม่ให้เกียรติแกนนำ นปช. แนะคนไทยต้องตาสว่าง)
กลับไม่เป็นที่หวาดกลัว แต่กลับเป็นแค่ตัวตลก (หลวง) เท่านั้น

ooo
เรื่องเกี่ยวข้อง...
4 ทศวรรษ ผบ.ทบ. จากขุนศึกสู่ทหารพระราชา
ในหนังสือ เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ของผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์ ได้สรุปบทบาทของ กองทัพในการเมืองไทย ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ว่า “กองทัพถูกบังคับให้ยอมรับการตัดลงของงบประมาณและลดขนาดกองทัพลงอย่างจริง จัง สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน” 
ข้อสรุปดังกล่าวสะท้อนผ่านการตั้งผบ.ทบ. ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวชี้ความเป็นตาย ในทางการเมืองไทย ซึ่งสะท้อนถึงความตกต่ำของกองทัพหลังพฤษภา 35 รูปธรรมหนึ่งคือการที่นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถตั้งพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาโดยข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ (ภายใต้การสนับสนุนของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์)
การหมดบทบาทของทหารคือการหมดบทบาทในฐานะ “ขุนศึก” ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง ตั้งแต่ยุคของพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520 กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช. 2534-2535 
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงสำหรับ “อดีตขุนศึก” เมื่อการขึ้นมาของนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งนามทักษิณ ชินวัตร พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องพ้นจากตำแหน่งผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. ซึ่งก็คือสุสานทางการทหาร เพื่อหลีกทางให้พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้ให้พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้อง ของทักษิณ ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 (ซึ่ง ข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ เหมือนเช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผบ.ทบ. ขณะเดียวกันการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นองคมนตรี ภายหลังเกษียณ อายุราชการ ก็เป็นการโต้กลับของ เครือข่ายกษัตริย์ ด้วยเช่นกัน) 
แต่การขึ้นมาของพล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นช่วง “ขาลง” ของทักษิณ โดยเฉพาะปัญหา “ไฟใต้” ซึ่งปะทุขึ้นมาอีกรอบภายหลัง พล.อ. ชัยสิทธิ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพียง 3 เดือนกับอีก 4 วัน เมื่อถึงฤดูโยกย้ายทหารความพยายามของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์ นำมาสู่การผลักดันให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผบ.ทบ. เมื่อเกษียณอายุก็แทนที่ด้วย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 
เมื่อความชอบธรรม ทางการเมืองของทักษิณ สำหรับ “ชนชั้นกลางในเมือง” หมดลงภายหลังการขายหุ้นเทมาเซค ในเดือนมกราคม 2549 หนุนเสริมกับการออกบัตรเชิญให้รัฐประหารของ พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย กระบวนการตุลาการภิวัฒน์โดยศาลที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพรมหากษัตริย์ การเดินสายเพื่อเรียกร้องให้ทหารรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนโดยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ส่งผลให้เกิดรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมือง ไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สรุปมาอย่างชัดเจนในสปีชของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา ว่า 
..................
“รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง”
................
ตำแหน่งผบ.ทบ. ที่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวในการโยกย้าย กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บทบาทของทหารพระราชาเด่นชัดขึ้นอีกเมื่อการขึ้นมาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเดือนธันวาคม 2551 ก็รับรู้กันว่า จัดตั้งในค่ายทหาร ภายใต้การอ้างว่า มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง 
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้หมดความชอบธรรมตั้งแต่ต้นก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ และเมื่อเกิดการล้อมปราบในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำลายความชอบธรรมลงไปอีก 
เมื่อถึงการเลือกตั้ง กรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทยอย่างอย่างขาดลอย
วิกฤตการเมืองกลับมาอีกครั้งในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2556 จากความพยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่ง จนนำมาสู่ม็อบนกหวีดและการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แต่ในระหว่างนี้นายสุเทพ เทออกสุบรรณ นั้นได้ต่อสายไปยังทหาร และผู้อยู่เบื้องหลังทหาร ให้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง 
สถานการณ์ข้างหน้าไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่ถ้าทหารซึ่งมิใช่ “ขุนศึก” ที่มีมาแต่เดิม แต่กลายเป็น “ทหารของพระราชา” ออกมารัฐประหารอีกครั้ง และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ครั้งนี้ข้อสรุปจะไม่หยุดที่ว่า “สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน” แต่หมายถีงผู้อยู่เบื้องหลังทหารด้วยเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น