[หลังเหตุการณ์ พฤษภา 2535] ทหารได้หมดบทบาทในฐานะ
“ขุนศึก” ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง
ตั้งแต่ยุคของพลป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม
กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520
กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช. 2534-2535
....
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมืองไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง
....
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมืองไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก” ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่ ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง
แต่ทหารพระราชาอย่างประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ออกมาขู่นปช. ล่าสุด ( (ชมคลิป) ผบ.ทบ. ลั่นไม่ให้เกียรติแกนนำ นปช. แนะคนไทยต้องตาสว่าง)
กลับไม่เป็นที่หวาดกลัว แต่กลับเป็นแค่ตัวตลก (หลวง) เท่านั้น
ooo
เรื่องเกี่ยวข้อง...
4 ทศวรรษ ผบ.ทบ. จากขุนศึกสู่ทหารพระราชา
ที่มา ฟ้าเดียวกัน
ในหนังสือ เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ ของผาสุก
พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์ ได้สรุปบทบาทของ กองทัพในการเมืองไทย
ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ว่า
“กองทัพถูกบังคับให้ยอมรับการตัดลงของงบประมาณและลดขนาดกองทัพลงอย่างจริง
จัง สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน”
ข้อสรุปดังกล่าวสะท้อนผ่านการตั้งผบ.ทบ.
ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวชี้ความเป็นตาย ในทางการเมืองไทย
ซึ่งสะท้อนถึงความตกต่ำของกองทัพหลังพฤษภา 35 รูปธรรมหนึ่งคือการที่นายชวน
หลีกภัย
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถตั้งพล.อ.สุรยุทธ์
จุลานนท์ ขึ้นมาโดยข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ (ภายใต้การสนับสนุนของพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์)
การหมดบทบาทของทหารคือการหมดบทบาทในฐานะ “ขุนศึก”
ที่(คิดว่า) ตนเองมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจทางการเมือง ตั้งแต่ยุคของพลป.
พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส
จารุเสถียร คณะปฏิรูปการปกครอง 2519-2520 กลุ่มยังเติร์ก 2524,2528 คณะรสช.
2534-2535
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงสำหรับ “อดีตขุนศึก”
เมื่อการขึ้นมาของนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งนามทักษิณ ชินวัตร
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องพ้นจากตำแหน่งผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 30 กันยายน
2545 ไปดำรงตำแหน่ง ผบ.สส. ซึ่งก็คือสุสานทางการทหาร
เพื่อหลีกทางให้พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.
ก่อนจะส่งมอบตำแหน่งให้ให้พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้อง ของทักษิณ
ชินวัตรเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 (ซึ่ง ข้ามหัวนายทหารคนอื่น ๆ
เหมือนเช่น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผบ.ทบ. ขณะเดียวกันการแต่งตั้ง
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นองคมนตรี ภายหลังเกษียณ อายุราชการ
ก็เป็นการโต้กลับของ เครือข่ายกษัตริย์ ด้วยเช่นกัน)
แต่การขึ้นมาของพล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็นช่วง “ขาลง”
ของทักษิณ โดยเฉพาะปัญหา “ไฟใต้” ซึ่งปะทุขึ้นมาอีกรอบภายหลัง พล.อ.
ชัยสิทธิ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพียง 3 เดือนกับอีก 4 วัน
เมื่อถึงฤดูโยกย้ายทหารความพยายามของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรีและเครือข่ายกษัตริย์ นำมาสู่การผลักดันให้ พล.อ. ประวิตร
วงษ์สุวรรณ เป็นผบ.ทบ. เมื่อเกษียณอายุก็แทนที่ด้วย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548
เมื่อความชอบธรรม ทางการเมืองของทักษิณ สำหรับ
“ชนชั้นกลางในเมือง” หมดลงภายหลังการขายหุ้นเทมาเซค ในเดือนมกราคม 2549
หนุนเสริมกับการออกบัตรเชิญให้รัฐประหารของ พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย
กระบวนการตุลาการภิวัฒน์โดยศาลที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพรมหากษัตริย์
การเดินสายเพื่อเรียกร้องให้ทหารรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนโดยพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ส่งผลให้เกิดรัฐประหารโดย
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังจากนั้นทหารก็กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในการเมือง
ไทย แต่การกลับมาครั้งนั้นมิใช่ในบทบาทของ “ขุนศึก”
ที่มีอำนาจเต็มในการจัดอะไรก็ได้ แต่เป็น “ทหารของพระราชา” ที่
ต้องอาศัยความชอบธรรมของกษัตริย์มาเคลื่อนไหวและรุกไล่ในทางการเมือง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สรุปมาอย่างชัดเจนในสปีชของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ก่อนรัฐประหาร 19 กันยา ว่า
..................
“รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือ เข้ามาดูแลทหาร
แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา
เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ไม่ดี ขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน
รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดี ทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดี หรือไม่เก่งก็มี
นี่เป็นเรื่องจริง”
................
ตำแหน่งผบ.ทบ. ที่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวในการโยกย้าย
กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
บทบาทของทหารพระราชาเด่นชัดขึ้นอีกเมื่อการขึ้นมาของรัฐบาลอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ ในเดือนธันวาคม 2551 ก็รับรู้กันว่า จัดตั้งในค่ายทหาร
ภายใต้การอ้างว่า มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์
ได้หมดความชอบธรรมตั้งแต่ต้นก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้
และเมื่อเกิดการล้อมปราบในเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ด้วยแล้ว
ก็ยิ่งทำลายความชอบธรรมลงไปอีก
เมื่อถึงการเลือกตั้ง กรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พ่ายแพ้พรรคเพื่อไทยอย่างอย่างขาดลอย
วิกฤตการเมืองกลับมาอีกครั้งในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2556
จากความพยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เหมาเข่ง
จนนำมาสู่ม็อบนกหวีดและการยุบสภา
เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 แต่ในระหว่างนี้นายสุเทพ
เทออกสุบรรณ นั้นได้ต่อสายไปยังทหาร และผู้อยู่เบื้องหลังทหาร
ให้ออกมาแทรกแซงทางการเมืองอีกครั้ง
สถานการณ์ข้างหน้าไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร
แต่ถ้าทหารซึ่งมิใช่ “ขุนศึก” ที่มีมาแต่เดิม แต่กลายเป็น “ทหารของพระราชา”
ออกมารัฐประหารอีกครั้ง และจบลงด้วยความพ่ายแพ้
ครั้งนี้ข้อสรุปจะไม่หยุดที่ว่า
“สมัยที่กองทัพมีอิทธิพลสูงในการเมืองไทยดูจะถึงกาลอวสาน”
แต่หมายถีงผู้อยู่เบื้องหลังทหารด้วยเช่นกัน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น