แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

ถึงมิตรสหาย... ที่กำลังละเมิดอำนาจศาล

ที่มา ประชาไท




หลังจากที่ได้อ่าน คำพิพากษาคดีแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 544/2557  เรื่องละเมิด ระหว่าง นายถาวร เสนเนียม (โจทก์) / นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลยที่ 1, ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ที่ 2, พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ 3 แล้ว ซึ่งเนื้อคำพิพากษาฉบับเต็ม ผู้เขียนได้แทรกไว้ในเชิงอรรถ

ในชั้นนี้ จะขอกล่าวถึงประเด็นสำคัญๆ ที่หลายคนยังไม่เข้าใจ หรือยังเข้าใจผิดกันอยู่ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ คำพิพากษา

FAQ 1 : โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ !!!???

คดีนี้ มิตรสหายเสื้อแดงหลายท่าน มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด

*กล่าวคือ ว๊อยซ์ ทีวี ได้เสนอข่าวชี้นำ โดยไม่มีการอธิบายข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายประกอบให้ครบถ้วน ในทำนองว่า

7 เมษายน 2553  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งในลักษณะเดียวกัน โดยครั้งนั้นได้ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.  เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานละเมิด เช่นเดียวกับคดีนี้

ต่อมา ในวันที่ 19 เมษายน 2553 ศาลแพ่งได้นัดฟังคำพิพากษา โดยมีคำสั่งยกฟ้องของนายพร้อมพงศ์ หลังพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ให้การเห็นชอบแก่นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ ศาลมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณา หรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารได้

นอก จากนี้นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 2 ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 2/2553 ให้นายสุเทพ จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำกับ  การปฏิบัติงานในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ  ทั้ง 2 คนย่อมมีอำนาจตามความใน มาตรา 9 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  ที่จะใช้มาตรการอันจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้  ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 45 วรรคสี่ ที่ว่าการห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น เสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของ รัฐ

และตามที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่ง ยกเลิกคำสั่งของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ กรณีสั่งให้ยุติการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และขอให้มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ สั่งห้ามหน่วยงานของรัฐ  เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มิใช่เป็นการรับทราบข้อมูลข่าวสารทั่วๆ ไป โจทก์ย่อมมิใช่ผู้เสียหาย หรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลแพ่งจึงพิพากษายกฟ้อง

ซึ่งการพาดหัวข่าว ชี้นำว่า "ย้อนคำพิพากษาศาลแพ่งปี 53 ไม่ก้าวล่วงอำนาจบริหารออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" เป็นการพาดหัวข่าวที่มี "เจตนาบิดเบือนข้อกฎหมายอย่างร้ายแรง มุ่งประสงค์ผลบางประการอย่างชั่วร้าย"

ซึ่ง ในประเด็นดังกล่าว หากพิจาณาโดยถี่ถ้วนแล้ว จะเห็นได้ว่า "คำสั่งศาลในปี 53  ศาลไม่ได้มีคำสั่ง ว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจ" แต่อย่างใด ศาลเพียงแต่สั่งว่า "โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง" เท่านั้น

นั่นหมายความว่า "ศาลยังไม่ได้บอกว่า ศาลมี/ไม่มี อำนาจรับฟ้อง" แต่ในทางกฎหมายแล้ว หมายความว่า "โจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ"

คำ สั่งศาลแพ่งปี 53 และคำพิพากษาศาลแพ่งปี 57 โจกท์ต่างฟ้องจำเลยเป็นคดีละเมิด ซึ่งคดีละเมิดเป็นคดีแพ่ง และเมื่อเป็นคดีแพ่ง ก็จะต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

ป.วิ.พ. มาตรา 55 "เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง..... บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้"

การ ถูกโต้แย้งสิทธิ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในคดีแพ่ง ที่เป็นเหตุพื้นฐานในการนำคดีเข้ามาสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งในการบรรยายฟ้องของนายพร้อมพงศ์ฯนั้น ผู้เขียนไม่ทราบว่านายพร้อมพงศ์ได้บรรยายฟ้องในลักษณะใด ศาลจึงสั่งคดีว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย หรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ

หรือหากจะกล่าว ว่าเป็นการบรรยายฟ้องที่ไร้สติปัญญา ก็ดูจะเป็นการดูแคลนคุณภาพสติปัญญาของนายพร้อมพงศ์ฯ ไปสักหน่อย เนื่องจากผู้เขียนยังไม่ได้อ่านคำสั่งศาลฉบับเต็มในปี 53 แต่อย่างใด ในชั้นนี้ ผู้เขียนจึงยังไม่ขอกล่าวเช่นนั้น

อนึ่ง หากมิตรสหายท่านใด นำคำสั่งฉบับเต็ม ปี 53 ดังกล่าวมาอธิบาย เพื่อที่ทำให้ผู้เขียนหงายเงิบ จนด้วยเกล้าในการหาเหตุผลมาโต้แย้ง ผู้เขียนจะถือว่าเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง

FAQ 2 : ศาลแพ่ง "มีอำนาจ" รับคดีที่มีคำขอเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้พิจารณา หรือไม่ !!!???

หาก ไล่ Timeline แล้ว จะเห็นได้ว่า คำสั่งปี 53 นั้น ศาลมีคำสั่งในวันที่ 7 เมษายน 2553 ที่นายพร้องพงศ์ฯ เป็นโจทก์ฟ้องนายอภิสิทธิ์ฯ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ศาลไม่ได้สั่งในประเด็นว่า "ศาลมี/ไม่มี อำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษา"

** ต่อมา นายคารม พลทะกลาง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง ในคดีของให้เพิกถอนประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ศาลปกครอง ได้ส่งสงความเห็นเพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 16 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 223 หรือไม่

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 223  "ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ ในอำนาจของศาลปกครอง"

พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตรา 16 "ข้อกําหนด ประกาศ คําสั่ง หรือ การกระทําตามพระราชกําหนดนี้ไม่อยูในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าดวยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง"

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ในคำวินิจฉัยที่ 9/2553 ใจความสำคัญว่า

มาตรา 223 วรรคหนึ่ง บัญญัติจํากัดอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองไว้ โดยมีขอความวา “...ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” อันเป็นการแสดงให้เห็นวา คดีพิพาทระหวางรัฐกับเอกชน หรือคดีอันเนื่องมาจากการใชอํานาจปกครองของหนวยงานของรัฐ หรือเจาหนาที่ของรัฐนั้น มิไดอยูในอํานาจของศาลปกครองทั้งหมด

รัฐอาจ ตรากฎหมายยกเว้นมิให้ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองบางประเภทได้ เพื่อประโยชนแก่การดําเนินภารกิจของรัฐให้ลุลวงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีกฎหมายที่ให้อํานาจฝายบริหารในการดําเนินกิจการของรัฐ โดยมิได้อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

เช่น พระราชกําหนดบรรษัทบริหารสินทรัพยไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 11 ที่บัญญัติไม่ให้นํากฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง มาใช้บังคับแก่การดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพยด้อยคุณภาพของ บสท.

หรือ แม้แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติ ให้คดีปกครองบางประเภทไม่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง เช่น การดําเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร การดําเนินการของคณะกรรมการตุลาการ และคดีที่อยูในอํานาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพยสินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชํานัญพิเศษอื่น เป็นตน

อนึ่ง การที่มาตรา 16 แห่งพระราชกําหนดนี้ บัญญัติมิให้ข้อกําหนด ประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําตามพระราชกําหนดนี้ อยู่ในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ก็เพื่อใหรัฐสามารถดําเนินการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้บรรลุผลสําเร็จและ เป็นไปตามความจําเป็นของสถานการณของบ้านเมืองเท่านั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาชั่วคราว จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทั้ง มิได้หมายความว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการดําเนินการตามพระราช กําหนดดังกลาวจะมิได้รับความคุ้มครอง *** เพราะผู้ได้รับความเสียหายยังสามารถนําคดีเขาสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ยุติธรรมได้ ตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 17 ของพระราชกําหนดฉบับเดียวกัน จึงมิได้เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีลักษณะจํากัดสิทธิของบุคคล ในการนําคดีเขามาสู่กระบวนการตรวจสอบขององค์กรตุลาการแต่ประการใด

นั่น หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมาแล้วว่า การขอยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สามารถดำเนินการร้องขอต่อศาลแพ่งได้ แต่ทั้งนี้ แม้ศาลแพ่งจะมีอำนาจไว้พิจารณาพิพากษา แต่ก็มิได้หมายความว่าศาลแพ่งจะมีคำพิพากษาให้ยกเลิกประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เสมอไป ซึ่งกระบวนการพิจารณาในศาลนั้น จะต้องพิจาณราพยานหลักฐานเป็นรายคดีไป

ข้อสังเกตุประการหนึ่งคือ การชุมนุมของ กปปส. เริ่มจากการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 และศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวไว้แล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553

การชุมนุมโดย กปปส. เกิดหลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เป็นระยะเวลากว่า 3 ปี 5 เดือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะบอกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาเพื่อเป็นคุณแก่ กปปส. โดยเฉพาะ  ดังนั้น การกล่าวอ้างว่า ศาลเอียง ศาลไม่มีความเป็นธรรม ฯลฯ จึงเป็นข้อกล่าวอ้างของคนไร้สติปัญญาอย่างสิ้นเชิง

FAQ 3 : เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ หรือไม่ !!!???

การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธนั้น ศาลปกครองได้มีการวางหลักจากคำวินิจฉัยเอาไว้แล้ว กล่าวคือ

.....ผู้ ฟ้อง ฟ้องว่าการชุมนุมซึ่งชาวบ้านเตรียมยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาล ทบทวนโครงการท่อส่ง ก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ต่อนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยมีกำหนดการเดินทางมาประชุม ครม.สัญจรที่โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่ ในวันที่ 21 ม.ค. 2545 เป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ

สำนักงานตรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวชุมนุมกันเกิน 10 คน มีผู้สั่งการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการตระเตรียมอาวุธทั้งที่เป็นอาวุธและมิใช่อาวุธโดยสภาพ ซึ่งสามารถตรวจยึดหนังสติ๊ก ลูกตะกั่ว กรรไกรปลายแหลม มีดสปาต้า และไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลม 175 อันนั้น

ศาลพิจารณาเห็นว่า การชุมนุมโดยใช้สิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญย่อมกระทำโดยคนเดียวไม่ได้ และไม่ปรากฏว่าแกนนำมีการสั่งการให้กลุ่มผู้ชุมนุมสั่งสมอาวุธ ในขณะเดียวกัน ศาลเห็นว่าหนังสติ๊ก ลูกตะกั่ว และมีดสปาต้านั้น ถือว่ามีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ชุมนุม โดยเป็นอาวุธที่ผู้คัดค้านเตรียมมาเป็นการส่วนตัว มิได้มีการสั่งการจากแกนนำแต่งอย่างใด

ส่วนไม้ไผ่เสี้ยมปลายแหลมพบ ว่าผู้ชุมนุมใช้เป็นเสาธง มิใช่อาวุธแต่เดิม แต่ได้ใช้เป็นอาวุธในเวลาต่อมาเมื่อตำรวจเข้าสลายการชุมนุม สำหรับการทำร้ายตำรวจและทรัพย์สินของทางราชการนั้น เกิดจากการที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมและทำร้ายผู้คัดค้านจนบาดเจ็บ

ศาล ปกครองสูงสุดจึงมีคำวินิจฉัยว่า การชุมนุมของชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย นั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบ และการที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมโดยมิได้ดำเนินการตามหลักสากลคือจากเบาไปหา หนักจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ชุมนุมไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพชุมนุมโดยสงบต่อไปได้

สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) จึงต้องรับผิดชอบ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 - 24 โดยกำหนดให้จ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องที่ 1 - 24 รวมกันจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี....

ข้อสังเกตจากคำวินิจฉัยนี้คือ อย่างไรจึงจะเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธ

เมื่อ พิจารณาคำวินิจฉัยศาลปกครองในทางกลับ หมายความว่า การชุมนุมที่ไม่สงบและมีอาวุธ หมายถึง การที่ผู้ชุมนุมแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีอาวุธมาร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะโดยสั่งการของแกนนำหรือไม่ก็ตาม

และจำนวนอาวุธ ย่อมมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ชุมนุม มีการซ่องสุมอาวุธ พร้อมหยิบฉวยเอามาใช้ได้โดยทันที แม้ไม่มีเหตุร้ายแรงอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุม และ/หรือ ไม่มีเหตุร้ายแรงอันเนื่องมาจากการยั่วยุก่อกาวนโดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม เช่น ผู้ชุมนุมมี 100,000 คน จำนวนอาวุธในกลุ่มผู้ชุมนุม ก็จะต้องมีจำนวนที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ชุมนุม ไม่ว่า ปืน 80,000 50,000 30,000 ฯลฯ กระบอก ซึ่งอยู่ที่ดุลยพินิจของผู้พิพากษาที่จะต้องใช้เงื่อนไขบริบทอื่นประกอบใน การพิจารณาเป็นรายคดีไป

นอกจากนั้น แม้จะเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และมีอาวุธแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถดำเนินการเข้าสลายการชุมนุมได้โดยผิดขั้นตอน ซึ่งหมายถึง มิพักต้องคำนึงว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธหรือไม่ การเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก -ในทุกกรณี-

FAQ 4 : การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งเป็นอย่างไร !!!???

***** การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่งกับคดีอาญาแตกต่ากัน คดีแพ่งมีหลักใหญ่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ มาตรา 104 โดยให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมานั้น จะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น

ส่วนคดีอาญามีหลักใหญ่บัญญัติอยู่ใน ป.วิ.อ. มาตรา 227 ว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจชั่วน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น และเมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย"

การ ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีแพ่ง ศาลจะต้องวินิจฉัยโดยการชั่วน้ำหนักพยานทั้งสองฝ่ายเทียบกันดูว่า ฝ่ายใดมีเหตุผลและน้ำหนักดีกว่ากัน

เช่น ถ้าคิดเทียบกันเป็นเปอร์เซ็นต์ สมมติว่าพยานโจทก์ 51 เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย 49 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตัดสินให้โจทก์ชนะ กลับกันถ้าพยานโจทก์ 49 เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย 51 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องตัดสินให้โจทก์แพ้

สำหรับ คดีอาญาจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์จนแน่ใจว่า มีความผิดเกิดขึ้นจริง และจำเลยกระทำความผิดนั้นจึงจะลงโทษจำเลยได้ จะเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าพยานโจทก์ 51 เปอร์เซ็นต์ พยานจำเลย 49 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงตัดสินลงโทษจำเลยไม่ได้ กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าเป็นที่สงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

เมื่อ หลักกฎหมายเป็นดังนี้ คำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับปี 57 นั้น จากคำให้การโจทก์ คำให้การจำเลย การนำสืบให้สมฟ้องของโจทก์ที่อ้างพยานหลายปากอย่างสอดคล้องต่อเนื่องกัน ศาลมองว่ามีน่ำหนักมากกว่าทำให้การจำเลยที่อ้างตนเองเป็นพยาน และนอกจากนี้ จำเลยก็ไม่มีพยานใดๆมาเบิกความยืนยันให้สมฟ้องแต่อย่างใด (โปรดอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม ท้ายเชิงอรรถ)

FAQ 5 : ศาลพิพากษาให้เพิกถอนประกาศที่ออกโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว เป็นการให้ท้ายผู้ชุมนุมหรือไม่ !!!???

คำพิพากษาหน้าที่ 31 (คัดลอกมาอยู่ใน Note ตอนที่ 5 ย่อหน้า 7)

"ส่วน ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าโจทก์และประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมได้กระทำผิดกฎหมาย เมื่อศาลได้วินิจฉัยให้ประกาศและข้อกำหนดต่างๆอันเป็นข้อห้ามหรือสั่งให้การ กระทำต่างๆ ที่ได้ออกตามประกาศสถานการฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามคำฟ้องทุกข้อของโจทก์ ไม่มีผลใช้บังคับต่อการชุมนุมของโจทก์และประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจาก อาวุธแล้ว หากการกระทำของโจทก์และประชาชนจะเป็นความผิดต่อกฎหมายใดหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เป็นการทั่วไปตามปกติ"

"เมื่อ ผู้เขียนได้แปลภาษาไทย เป็นภาษาไทย ให้คนไทยได้อ่าน" แล้ว หมายความว่า อำนาจรัฐบาลในการจัดการดำเนินคดีกับผู้ชุมุนมตามกฎหมายปกติ เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือพระราชบัญญัติอื่นใด ที่มีโทษทางอาญา เช่น พระราชบัญญัติการจราจรทางบก สามารถบังคับใช้ได้ โดยไม่มีบรรทัดไหนที่ศาลพิพากษาว่า กปปส. สามารถละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้อย่างชอบธรรม

หรือหากจะยกตัวอย่างให้ เห็นได้ชัดเจนคือ หากศาลสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจ "วิสามัญฆาตกรรม" คนร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้นั้น กลับตีความคำพิพากษาของศาลด้วยเจตนาชั่วร้าย โดยการบอกกับประชาชนผู้เดือดร้อนว่า "เมื่อศาลห้าม วิสามัฯ คนร้ายแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะขอนั่งเล่นอยู่บนสถานีตำรวจเสียเลยดีกว่า"

ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีกฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจาณรณาความอาญาในมือ เพื่อดำเนินการเหตุเดือดร้อนให้เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ยังมีนักกฎหมายจอมบิดเบือนบางท่าน กล่าวในทำนองว่า "ลองให้พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยื่นคำฟ้องต่อศาล ให้เพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เลย ดีหรือไม่"

การท้าทายกฎหมาย โดยมีเจตนานำกฎหมายมาบิดเบือนการใช้ ในลักษณะไม่สมเจตนารมณ์นั้น เป็นความชั่วร้ายของนักกฎหมายประการหนึ่ง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง หรือแม้แต่การประเทืองสติปัญญาของผู้รับสารเลยแม้แต่น้อย

มิตรสหาย โปรดใช้สติคิดดูว่า เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล อันนำมาซึ่งการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ / เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีความฉุกเฉินร้ายแรง จำเป็นที่จะต้องมีการระงับยับยั้งให้ทันท่วงทีหรือไม่

มิตรสหายเสื้อ แดง ที่กำลังละเมิดอำนาจศาล ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ หรือไม่ว่าจากการชักจูงโน้มน้าวโดยกลุ่มบุคคลใด โปรดตั้งสติ และตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา

สังคมนี้ มีคนมีปัญญามากมายจนทะเลาะกัน แต่สิ่งที่สังคมนี้ยังขาดซึ่งคนที่มี "สติ"

โปรดพิจารณา

__________________

* http://shows.voicetv.co.th/voice-news/97748.html

** คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2553 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอนที่ 77 ก ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2553 (http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/A/077/36.PDF)

*** รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 218 "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น"

**** คดีหมายเลขดำที่ อ.426/2549 ระหว่าง นายเจ๊ะเด็น อนันทบริพงศ์ ผู้ฟ้องที่ 1 กับพวกรวม 30 คน กับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องที่ 1, จังหวัดสงขลา ผู้ถูกฟ้องที่ 2 และกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้องที่ 3

***** "ข้อสังเกตในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและการเขียนคำพิพากษา", บัญญัติ สุชีวะ, ธรรมศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตอังกฤษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (http://www.openbase.in.th/http:/%252Fwww.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%25)

คำ พิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 544/2557 ระหว่าง นายถาวร เสนเนียม (โจทก์) / นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลยที่ 1, ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ที่ 2, พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ 3 ทั้ง 5 ตอน

1. https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-1/604002302986956

2. https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-2/604078066312713

3. https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-3/604150562972130

4. https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-4/605272976193222

5. https://www.facebook.com/notes/tongrob-sunontalad/%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5-5/605884752798711

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น