แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

สถานะของ "รัฐบาลรักษาการณ์" (Caretaker Government)

ที่มา Thai E-News


ภาพ Post Today
โดย พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

มีการพูดถึงสถานะของ "รัฐบาลรักษาการณ์" (Caretaker Government) ปัจจุบันว่าสิ้นสภาพไปผ่านการอ้างอิงตาม ม.๑๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอธิบายเรื่องนี้นะครับว่าการจะอ่านและพิจารณาตีความรัฐธรรมนูญ นั้นจะต้องอยู่บน "หลักเอกภาพของรัฐธรรมนูญ" (Unity of the Constitution) ที่ว่าด้วยเรื่องกลไกของระบบรัฐธรรมนูญที่มีความเชื่อมโยงกันอยู่ โดยการอ่านและตีความต้องอ้างอิงจากถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญประกอบกันไปทั้งหมด ดังนั้น การพิจารณาเรื่องรัฐบาลรักษาการณ์ต้องพิจารณาเป็นระบบตามลำดับดังนี้ 
๑. การพิจารณาตามถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ : ต้องเข้าไปพิจารณาดูว่ามีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ที่กล่าวถึงรัฐบาล รักษาการณ์ทั้งนี้เนื่องจากจะได้นำไปสู่การพิจารณาถึงสถานะและการใช้อำนาจ หน้าที่ของเขาต่อไป ซึ่งปรากฏว่าอยู่ใน ม.๑๘๑ 
๒. การพิจารณาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ : เมื่อมีการลาออกของคณะรัฐมนตรีก็ดี มีการประกาศยุบสภาก็ดี ม.๑๘๑ ให้มีรัฐบาลรักษาการณ์ขึ้นก็เพื่อทำหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะได้รัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศ 
๓. การพิจารณาตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ : ตามหลักการแล้วเห็นว่าเมื่อปรากฏว่าฝ่ายบริหารของรัฐนั้นสิ้นสภาพไปแล้ว จึงต้องการให้มี "กลไกในการเปลี่ยนผ่านประเทศ" กล่าวคือ การบริหารประเทศนั้นจะไม่สะดุดหยุดอยู่เนื่องจากจะกระทบต่อสาธารณะ หรือสังคมส่วนรวมได้ จึงกำหนดให้มี "ฝ่ายบริหารชั่วคราว" ซึ่งก็คือฝ่ายบริหารเดิมที่สิ้นสภาพไปมาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศไม่ให้ หยุดชะงักตาม "หลักความต่อเนื่องไม่ขาดสายของการบริหารประเทศ" (Continuity of Executive Power) จนกว่าจะได้ฝ่ายบริหารชุดใหม่มา"รับไม้ต่อ" เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศตามปกติต่อไป 
การที่เราไปพิจารณา ม.๑๒๗ (ซึ่งปกติจะใช้บังคับเมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว) เลยโดยไม่พิจารณาถึงบริบทและเจตจำนงค์ต่างๆ ของการบังคับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองข้าม ม.๑๘๑ ไปทั้งๆ ที่เป็นบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์ ซึงมีความเชื่อมโยงและลำดับในการพิจารณาตีความก่อนหลังอยู่ จึงอาจทำให้เข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์ตาม หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แท้จริงได้นั่นเอง
.....
หลังจากที่เมื่อวานนี้ผมได้ทำการโพสต์อธิบายถึงสถานะของ "รัฐบาลรักษาการณ์" ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้วว่าจะต้องพิจารณาจาก ม.๑๘๑ ในวันนี้มีผู้สอบถามมายังผมจำนวนมากว่าแล้ว ม.๑๒๗ ที่ได้มีการกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน ไว้ให้ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภานั้นไม่มีผลอะไรเลยหรือกับสถานภาพของรัฐบาล รักษาการณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อครบระยะเวลา ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่ ๒ ก.พ. ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปกติเข้ามาทำหน้าที่แล้วมิใช่หรือ? 
ผมขออธิบายอย่างนี้นะครับว่าตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว "ระยะเวลา" ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอาจแบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ประเภทหลักๆ ด้วยกันอันได้แก่
๑. ระยะเวลาบังคับ หรือ ระยะเวลาผูกพัน (Imperative Time) โดยระยะเวลาประเภทนี้ส่งผลให้ต้องมีการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย (Legal Effect) ทางหนึ่งทางใดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เช่น ม.๑๔๖ ของรัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติให้วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน มิฉะนั้นให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เป็นต้น ดังนั้น ระยะเวลาประเภทนี้จึงมีสภาพบังคับ (Sanction) ทางรัฐธรรมนูญ และ
๒. ระยะเวลาเร่งรัด หรือ ระยะเวลาแนะนำ (Indicative Time) ระยะเวลาประเภทนี้แตกต่างจากระยะเวลาประเภทแรก กล่าวคือ เป็นเพียงระยะเวลาที่ในสายตาของกฎหมายรัฐธรรมนูญแนะนำให้ต้องมีการกระทำการ ตามระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นการเหมาะสม แต่รัฐธรรมนูญหาได้มีการกำหนดว่าหากมิได้กระทำการตามระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะ นำไปสู่ผลทางกฎหมายอย่างไร เช่น ม.๓๐๓ ของรัฐธรรมนูญที่ได้มีการกำหนดระยะเวลาให้มีการตราพระราชบัญญัติต่างๆ ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด เป็นต้น กรณีจึงเห็นได้ว่าระยะเวลาประเภทนี้หาได้มีสภาพบังคับ (Sanction) ทางรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด 
กรณีของ ม.๑๒๗ นั้นตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วเราจัดอยู่ในระยะเวลาประเภทที่ ๒ นั่นคือ ระยะเวลาเร่งรัด หรือระยะเวลาแนะนำ กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ เป็นระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญเพียงแต่เร่งรัดให้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อกำหนด สมัยประชุมและเลือกตัวนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ประเทศเดิน หน้าต่อไปภายหลังที่มีการเลือกตั้ง โดยรัฐธรรมนูญ "เพียงแนะนำ" ว่าควรจะทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๓๐ วัน เพราะมองว่าภายหลังจากเลือกตั้งแล้ว ระยะเวลา ๓๐ วัน (ตามเหตุการณ์ปกติ) ก็ "น่าจะ" จัดการเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่สามารถดำเนินการตามนั้นได้ รัฐธรรมนูญ (ม.๑๒๗) ก็หาได้กำหนดผลในทางกฎหมายแต่ประการใด
อีกทั้งหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็จะเห็นได้ ว่าการที่ไม่สามารถจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ภายใน ๓๐ วัน หาได้เป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด หากแต่มี "ปัจจัยแทรกซ้อน" (Intervening Factor) ที่ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้ กล่าวคือ มีลักษณะของการขัดขวางกระบวนการจัดการการเลือกตั้งให้ต้องมีการสะดุดหยุด อยู่อันเป็นกรณีพิเศษเสียด้วยซ้ำไป 

โดยสรุปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมอธิบายมาตามข้างต้น แล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการจัดให้มีการประชุมได้ตามระยะเวลาที่ ม.๑๒๗ กำหนดไว้ก็ตาม ก็หาได้ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการณ์ต้องสิ้นสภาพไปไม่ เพราะเป็นเรื่องของ "ระยะเวลาเร่งรัด หรือระยะเวลาแนะนำ" ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดบทลงโทษ หรือสภาพบังคับใดๆ ไว้ ผมเห็นว่าสิ่งที่พึงต้องกระทำขณะนี้คือคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรีบดำเนิน การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อที่จะได้นำไปสู่การประชุมรัฐสภา เพื่อจัดตั้งฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาทำการบริหารราชการ แผ่นดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไปนั่นเองครับ

Pornson Liengboonlertchai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น