![]() |
| ภาพ Post Today |
มีการพูดถึงสถานะของ "รัฐบาลรักษาการณ์" (Caretaker
Government) ปัจจุบันว่าสิ้นสภาพไปผ่านการอ้างอิงตาม ม.๑๒๗ ของรัฐธรรมนูญ
ผมขออนุญาตอธิบายเรื่องนี้นะครับว่าการจะอ่านและพิจารณาตีความรัฐธรรมนูญ
นั้นจะต้องอยู่บน "หลักเอกภาพของรัฐธรรมนูญ" (Unity of the Constitution)
ที่ว่าด้วยเรื่องกลไกของระบบรัฐธรรมนูญที่มีความเชื่อมโยงกันอยู่
โดยการอ่านและตีความต้องอ้างอิงจากถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญประกอบกันไปทั้งหมด ดังนั้น
การพิจารณาเรื่องรัฐบาลรักษาการณ์ต้องพิจารณาเป็นระบบตามลำดับดังนี้
๑. การพิจารณาตามถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ :
ต้องเข้าไปพิจารณาดูว่ามีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ที่กล่าวถึงรัฐบาล
รักษาการณ์ทั้งนี้เนื่องจากจะได้นำไปสู่การพิจารณาถึงสถานะและการใช้อำนาจ
หน้าที่ของเขาต่อไป ซึ่งปรากฏว่าอยู่ใน ม.๑๘๑
๒. การพิจารณาตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ :
เมื่อมีการลาออกของคณะรัฐมนตรีก็ดี มีการประกาศยุบสภาก็ดี ม.๑๘๑
ให้มีรัฐบาลรักษาการณ์ขึ้นก็เพื่อทำหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าจะได้รัฐบาลที่มา
จากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา
ทั้งนี้เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศ
๓. การพิจารณาตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ :
ตามหลักการแล้วเห็นว่าเมื่อปรากฏว่าฝ่ายบริหารของรัฐนั้นสิ้นสภาพไปแล้ว
จึงต้องการให้มี "กลไกในการเปลี่ยนผ่านประเทศ" กล่าวคือ
การบริหารประเทศนั้นจะไม่สะดุดหยุดอยู่เนื่องจากจะกระทบต่อสาธารณะ
หรือสังคมส่วนรวมได้ จึงกำหนดให้มี "ฝ่ายบริหารชั่วคราว"
ซึ่งก็คือฝ่ายบริหารเดิมที่สิ้นสภาพไปมาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศไม่ให้
หยุดชะงักตาม "หลักความต่อเนื่องไม่ขาดสายของการบริหารประเทศ" (Continuity
of Executive Power) จนกว่าจะได้ฝ่ายบริหารชุดใหม่มา"รับไม้ต่อ"
เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศตามปกติต่อไป
การที่เราไปพิจารณา ม.๑๒๗
(ซึ่งปกติจะใช้บังคับเมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว)
เลยโดยไม่พิจารณาถึงบริบทและเจตจำนงค์ต่างๆ
ของการบังคับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองข้าม ม.๑๘๑
ไปทั้งๆ ที่เป็นบทบัญญัติเฉพาะว่าด้วยสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์
ซึงมีความเชื่อมโยงและลำดับในการพิจารณาตีความก่อนหลังอยู่
จึงอาจทำให้เข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะของรัฐบาลรักษาการณ์ตาม
หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่แท้จริงได้นั่นเอง
.....
หลังจากที่เมื่อวานนี้ผมได้ทำการโพสต์อธิบายถึงสถานะของ
"รัฐบาลรักษาการณ์" ตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้วว่าจะต้องพิจารณาจาก
ม.๑๘๑ ในวันนี้มีผู้สอบถามมายังผมจำนวนมากว่าแล้ว ม.๑๒๗
ที่ได้มีการกำหนดระยะเวลา ๓๐ วัน
ไว้ให้ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภานั้นไม่มีผลอะไรเลยหรือกับสถานภาพของรัฐบาล
รักษาการณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อครบระยะเวลา ๓๐ วันนับตั้งแต่วันที่ ๒
ก.พ. ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลปกติเข้ามาทำหน้าที่แล้วมิใช่หรือ?
ผมขออธิบายอย่างนี้นะครับว่าตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว
"ระยะเวลา" ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอาจแบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ประเภทหลักๆ
ด้วยกันอันได้แก่
๑. ระยะเวลาบังคับ หรือ ระยะเวลาผูกพัน (Imperative Time)
โดยระยะเวลาประเภทนี้ส่งผลให้ต้องมีการกระทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย (Legal Effect)
ทางหนึ่งทางใดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เช่น ม.๑๔๖
ของรัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติให้วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่
ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน
มิฉะนั้นให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เป็นต้น ดังนั้น
ระยะเวลาประเภทนี้จึงมีสภาพบังคับ (Sanction) ทางรัฐธรรมนูญ และ
๒. ระยะเวลาเร่งรัด หรือ ระยะเวลาแนะนำ (Indicative Time)
ระยะเวลาประเภทนี้แตกต่างจากระยะเวลาประเภทแรก กล่าวคือ
เป็นเพียงระยะเวลาที่ในสายตาของกฎหมายรัฐธรรมนูญแนะนำให้ต้องมีการกระทำการ
ตามระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นการเหมาะสม
แต่รัฐธรรมนูญหาได้มีการกำหนดว่าหากมิได้กระทำการตามระยะเวลาดังกล่าวแล้วจะ
นำไปสู่ผลทางกฎหมายอย่างไร เช่น ม.๓๐๓
ของรัฐธรรมนูญที่ได้มีการกำหนดระยะเวลาให้มีการตราพระราชบัญญัติต่างๆ
ให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด เป็นต้น
กรณีจึงเห็นได้ว่าระยะเวลาประเภทนี้หาได้มีสภาพบังคับ (Sanction)
ทางรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
กรณีของ ม.๑๒๗
นั้นตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วเราจัดอยู่ในระยะเวลาประเภทที่ ๒ นั่นคือ
ระยะเวลาเร่งรัด หรือระยะเวลาแนะนำ กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ
เป็นระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญเพียงแต่เร่งรัดให้มีการประชุมรัฐสภาเพื่อกำหนด
สมัยประชุมและเลือกตัวนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ประเทศเดิน
หน้าต่อไปภายหลังที่มีการเลือกตั้ง โดยรัฐธรรมนูญ "เพียงแนะนำ"
ว่าควรจะทำให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๓๐ วัน
เพราะมองว่าภายหลังจากเลือกตั้งแล้ว ระยะเวลา ๓๐ วัน (ตามเหตุการณ์ปกติ) ก็
"น่าจะ" จัดการเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่เมื่อไม่สามารถดำเนินการตามนั้นได้ รัฐธรรมนูญ (ม.๑๒๗)
ก็หาได้กำหนดผลในทางกฎหมายแต่ประการใด
อีกทั้งหากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็จะเห็นได้
ว่าการที่ไม่สามารถจะเปิดประชุมรัฐสภาได้ภายใน ๓๐ วัน
หาได้เป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด หากแต่มี
"ปัจจัยแทรกซ้อน" (Intervening Factor) ที่ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้
กล่าวคือ
มีลักษณะของการขัดขวางกระบวนการจัดการการเลือกตั้งให้ต้องมีการสะดุดหยุด
อยู่อันเป็นกรณีพิเศษเสียด้วยซ้ำไป
โดยสรุปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมอธิบายมาตามข้างต้น
แล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการจัดให้มีการประชุมได้ตามระยะเวลาที่ ม.๑๒๗
กำหนดไว้ก็ตาม ก็หาได้ส่งผลให้รัฐบาลรักษาการณ์ต้องสิ้นสภาพไปไม่
เพราะเป็นเรื่องของ "ระยะเวลาเร่งรัด หรือระยะเวลาแนะนำ"
ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดบทลงโทษ หรือสภาพบังคับใดๆ ไว้
ผมเห็นว่าสิ่งที่พึงต้องกระทำขณะนี้คือคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรีบดำเนิน
การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเพื่อที่จะได้นำไปสู่การประชุมรัฐสภา
เพื่อจัดตั้งฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาทำการบริหารราชการ
แผ่นดินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไปนั่นเองครับ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น