updated: 18 ต.ค. 2556 เวลา 14:25:16 น.
เป็นมุมมองของนักกฎหมายที่เห็นต่าง
กัน แต่ทำเพื่อจุดหมายเดียวกัน คือ รักษาผลประโยชน์ให้กับประเทศ
ในการดำเนินคดีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ (ทดแทน) 396 แห่ง งบประมาณ 5,848
ล้านบาท ที่จนถึงขณะนี้ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ
ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 สถานีที่ทุบตึกทิ้งแล้วเดือดร้อน
ต้องจัดหาสถานีชั่วคราวเป็นที่ทำการ อาทิ ขอพื้นที่ อบต. โรงเรียน วัด
โรงจอดรถ มาดัดแปลงสำหรับติดต่อราชการ
หลังครบกำหนดก่อสร้างตามสัญญา
แต่บริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นต์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้บอกเลิกสัญญา
และดำเนินการทางแพ่งขณะที่การดำเนินคดีอาญากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีรวม 4 คดี แบ่งเป็น กรณีดำเนินคดีกับบริษัทพีซีซีฯและผู้บริหาร ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) และคดีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง
รวมทั้งส่งสำนวนในส่วนความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้ว
ส่วนคดีฉ้อโกงธนาคารออมสิน ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของดีเอสไอ
กระทั่งต้นเดือนตุลาคม อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 พิจารณาสำนวนและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว และคดีร่วมกันฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง
ล่าสุด ดีเอสไอมีความเห็นแย้งความเห็นพนักงานอัยการทั้ง 2 สำนวน โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงชัดในตอนหนึ่งว่า
"ในสำนวนความเห็นที่เสนอไปยังอัยการสูงสุด พิจารณา ได้แนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว..ดีเอสไอ มีพยานสำคัญยืนยันว่ามีการจ่ายเงินให้กับนักการเมืองภายหลังชนะการประมูล ..นอกจากนี้ยังมีพยานแวดล้อมอื่นชี้ให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง กับการเปลี่ยนแปลงสัญญาจากการประมูลรายภาคมาเป็นรวมศูนย์ที่ตร.สัญญาเดียว อีกทั้งการประมูลแล้วเสร็จในช่วงก่อนมีการเลือกตั้งเพียง 1 สัปดาห์"
สำหรับเนื้อหาความเห็นแย้งของดีเอสไอในส่วนคดีร่วมกันฉ้อโกงผู้รับเหมาช่วง ที่บริษัทพีซีซีฯ เป็นผู้ต้องหาที่ 1 นายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายวิศณุ วิเศษสิงห์ ผู้ต้องหาที่ 3 และ นายจตุรงค์ อุดมสิทธิกุล ผู้ต้องหาที่ 4 สรุป ดังนี้
คดีนี้ผู้กล่าวหาส่วนมากให้การว่าไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า บริษัทพีซีซีฯสามารถนำงานก่อสร้างมาจ้างช่วงได้หรือไม่เพราะบริษัทพีซีซีฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับ ตร.เอง บางรายให้การว่าไม่ทราบคุณสมบัติเบื้องต้นดังกล่าวแสดงหลักฐานถึงขีดความ สามารถและความพร้อมที่ตนมีอยู่ในวันเสนอราคาตามหลักเกณฑ์ที่ราชการกำหนดทั้ง ด้านบุคลากร เครื่องมือ โรงงานและฐานะทางการเงินของตนต่อส่วนราชการ เพราะดูจากข้อมูลของบริษัทพีซีซีฯ ไม่สามารถก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 หลังทั่วประเทศได้ทันภายในกำหนดเวลาเพียง 390 วัน เว้นแต่จะไปจ้างช่วง อีกทั้งหากผิดสัญญาก็ไม่สามารถชำระหนี้ให้ ตร.ได้ เนื่องจากทุนจดทะเบียนกับวงเงินค่าจ้างก่อสร้างต่างกันเกือบ 12 เท่า
อีกทั้งยังปรากฏว่าบริษัทพีซีซีฯและอีกหลายบริษัทร่วมกันมีหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และนายสุเทพ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น สรุปว่า หาก ตร.ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงจัดจ้างแบบรวมรายการก่อสร้างเป็นสัญญาเดียว โปรดอย่าลงนามอนุมัติหรือเห็นชอบโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการกีดกันผู้รับจ้างในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น หากเห็นชอบจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างรายเดียวทันที รวมทั้งบริษัทพีซีซีฯมีหนังสือชี้แจงถึงอธิบดีดีเอสไอ ในทำนองเดียวกัน อ้างสำเนาหนังสือร้องเรียนถึง ผบ.ตร.และ ผบช.สกบ.ด้วย
แสดงให้เห็นว่ามีการรู้แต่ก่อนเข้าประกวดราคาว่าผู้รับเหมาเพียงรายเดียวไม่สามารถก่อสร้างอาคารได้ทันกำหนดตามสัญญา
เห็นว่านิติกรรมมีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยตั้งแต่ก่อนเริ่มทำสัญญา ส่งผลให้นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะตาม ป.แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะก็ไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ โดยบริษัทพีซีซีฯได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าจาก ตร.ถึง 877,200,000 บาท และถือว่าบริษัท พีซีซีฯกับพวกได้ฉ้อโกงทรัพย์ของ ตร.ด้วย
การที่บริษัทพีซีซีฯกับพวกไปหลอกลวงโดยใช้อุบายและวางแผนฉ้อโกงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้กล่าวหาที่1-32 ให้หลงเชื่อตกลงทำสัญญากับบริษัทพีซีซีฯกับพวก โดยปกปิดไม่แจ้งข้อเท็จจริงอันถือเป็นสาระสำคัญให้ผู้กล่าวหาทราบว่า บริษัทพีซีซีฯกับพวก ไม่สามารถนำงานก่อสร้างไปว่าจ้างช่วงได้ เพราะถ้าหากทำไปจะทำให้สัญญาระหว่าง ตร.กับบริษัทพีซีซีฯเป็นโมฆะ หากผู้กล่าวหารู้ข้อเท็จจริงก่อนทำสัญญาคงไม่เข้าทำสัญญารับจ้างช่วง เห็นว่าบริษัทพีซีซีฯกับพวกมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก
และในวันลงนามสัญญาจ้างระหว่าง ตร.กับบริษัท พีซีซีฯเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 พบว่าราคาค่าก่อสร้างรวมค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี การที่บริษัทพีซีซีฯเสนอราคา 5,848,000,000 บาท จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะสามารถก่อสร้างสถานีตำรวจ 396 หลังได้
จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการกระทำของบริษัทพีซีซีฯกับพวก เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ถือได้ว่าพวกผู้ต้องหาร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ผู้กล่าวหาที่ 1-32 จำนวน 32 กรรม ค่าเสียหาย 90,975,005 บาท
ขณะที่ในส่วนความเห็นแย้งคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว มีเนื้อหาข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกัน โดยส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา อาทิ ดีเอสไอได้ยกคำให้การตอนหนึ่งของพยานปากสำคัญ ที่ยืนยันว่ามีการจ่ายเงินให้กับนักการเมืองภายหลังชนะการประมูล ซึ่งเป็นไปตามคำแถลงของนายธาริต ขึ้นโต้แย้ง
และเมื่อดีเอสไอส่งความเห็นแย้งกลับไปยังอัยการแล้ว ตามขั้นตอนของกฎหมาย นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด จะต้องเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายเพื่อชี้ขาดต่อไป
ที่มา : นสพ.มติชน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น