สัมภาษณ์โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
คดีใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกิดคำถามว่า แต่ละกรณีจะเป็นอีกหนึ่งชนวนในการล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคดีพระวิหาร ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ หรือคำร้องที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ยังทรงพลังต่อ เนื่องจากปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์
“พนัส ทัศนียานนท์” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา วิเคราะห์ แนวโน้มคำพิพากษาศาลโลก ถึงทางออกที่ดีที่สุดที่น่าจะเกิดขึ้น พร้อมทั้งมองปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน และความแตกต่างระหว่างไทยและต่างประเทศ
@คดีปราสาทพระวิหารในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก มีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินออกมากี่แบบ
กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงให้ประชาชนรับทราบมานานแล้วว่ามี 4 แนวทาง อย่างแรกคือ บอกว่าศาลไม่มีเขตอำนาจที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งเป็นไปตามข้อต่อสู้ของไทย แนวทางที่ 2 ก็บอกว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องตีความ เพราะมันชัดอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกข้อต่อสู้ของไทย ไม่มีข้อแตกต่างในคำพิพากษาของศาล ส่วนแนวทางที่ 3 เป็นแนวทางที่ประเทศไทยคงไม่อยากจะได้ คือ ศาลตัดสินให้กัมพูชาเป็นฝ่ายชนะ ได้ 4.6 ตารางกิโลเมตรไป
แนวทางที่ 4 เป็นกลางๆ คือบอกให้เจรจากันต่อไป เพราะว่ามีเอ็มโอยู 2543 อยู่แล้ว ก็ปักเขตแดนกันไปให้มันจบซะ
@ส่วนตัวอาจารย์คิดว่าทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด
ผมหวังว่าน่าจะเป็นแนวทางสุดท้าย คือ แนวทางที่ 4 ศาลตัดสินว่าเมื่อทั้ง 2 ฝ่าย มีสัญญาซึ่งเป็นทวิภาคีอยู่แล้ว คือเอ็มโอยู 2543 ซึ่งจะต้องกำหนด ปักเขตแดนโดยยึดถือตามสนธิสัญญาเดิมที่ทำกันไว้ ประกอบกับแผนที่เดิม 1:200000 ซึ่งนี่เป็นประเด็นทำให้เกิดการโต้แย้งเรียกร้องกันอย่างเป็นปัญหาวุ่นวาย มากในเมืองไทย เพราะมีความเห็นไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขามีความรู้สึกว่าการทำเอ็มโอยู 2543 ทำให้ไทยเสียเปรียบ เพราะไปรับรองแผนที่ แต่ทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ไปทำเอ็มโอยู 2543 ก็พยายามจะบอกว่า อันนี้เป็นประโยชน์ เราสามารถจะยึดเอ็มโอยูนี้เป็นหลักได้ในการที่จะบอกต่อศาล ว่าเรายังมีข้อตกลงอันนี้กันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าให้เราหาทางเจรจาตกลง ในที่สุดก็จะหาข้อยุติได้
ผมคิดว่า ถ้าออกมาในแนวทางนี้ก็น่าจะเป็นผลดีที่สุด แต่ถ้าออกมาในแนวทางที่ว่าให้กัมพูชาชนะได้ 4.6 ตารางกิโลเมตรไป แน่นอน ก็ต้องมีการประท้วง มีการเดินขบวนต่างๆ เกิดขึ้นพอสมควรทีเดียว แต่ในที่สุดจะทำให้บานปลายถึงขั้นรัฐบาลอยู่ไม่ได้หรือไม่ อันนี้คงยังไม่ถึงขนาดนั้น ในความรู้สึกของผม เพราะในเมื่อศาลตัดสินแล้ว ผมค่อนข้างจะเชื่อว่าศาลเองเขาก็ต้องมีมาตรการอะไรบางอย่างด้วย เพราะเขาเป็นองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติ ฉะนั้น หน้าที่ในการรักษาสันติภาพ จึงเป็นหน้าที่ของศาลด้วย
ผมเข้าใจว่าศาลน่าจะหาทางเลือกที่จะ ตัดสินชนิดที่ ไม่ทำให้เกิดสงคราม ศาลก็ต้องตระหนักตรงนี้อยู่แล้ว ในการตัดสินคดีเท่าที่ผ่านๆ มาศาลก็ต้องหาทางออก ในลักษณะแบบนี้ เพราะมันเคยมีตัวอย่าง คดีระหว่างไนจีเรีย กับแคเมอรูน ประมาณ 10 กว่าปีมานี้ ศาลตัดสินให้แคเมอรูนชนะ ในเรื่องดินแดนเหมือนกัน ยกดินแดนส่วนหนึ่ง ของไนจีเรียให้แคเมอรูนไป
ไนจีเรียก็ปฏิเสธ ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล แล้วเขากล่าวหาว่า ประธานศาลในขณะนั้น อคติ เข้าข้างแคเมอรูน โดยผู้พิพากษาประธานศาลคนดังกล่าว ขณะนี้คือเป็นผู้พิพากษาสมทบของฝ่ายกัมพูชานั่นเอง
ฉะนั้น เมื่อมีตัวอย่างแล้วในอดีต ว่าถ้าเกิดตัดสินไปแล้ว ข้างใดข้างหนึ่งเขาไม่ยอมรับขึ้นมา ศาลก็เสียเหมือนกัน ฉะนั้น ศาลต้องตัดสินคดีนี้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น และถ้าจะยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย ดีที่สุดก็คือ ตัดสินว่าให้มาเจรจากันต่อไป ตามเอ็มโอยู 2543 นั่นเอง
@ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกัมพูชาและ
ไทยในรัฐบาลชุดนี้
ค่อนข้างดีมีความเสี่ยงเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศน้อยกว่ารัฐบาลชุดที่
แล้ว แต่การเมืองภายในไทย ยังมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลอยู่
ซึ่งไม่ว่าคำพิพากษาศาลโลกจะออกมาทางไหน
จะกลายเป็นชนวนในการล้มรัฐบาลได้หรือไม่
มันขึ้นอยู่กับว่าการชุมนุม มันเรียกคนได้มากน้อยแค่ไหน ผมเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ คนไทยฟังเรื่องพระวิหารจนเอียนแล้ว ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่คิดว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คงเป็นลักษณะแบบนั้น ฉะนั้น คำพิพากษาที่ดีที่สุด คือ ไม่มีข้างใดข้างหนึ่งเสีย ขณะที่ศาลโลก ตัดสินเมื่อปี 1962 หรือ 2505 บอกว่า เส้นบนแผนที่ ไม่ใช่เส้นสันปันน้ำ แต่เอ็มโอยู 2543 บอกให้ยึดถือหลักตามสนธิสัญญา คือ สันปันน้ำ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอ็มโอยู 2543 ให้มาให้ยึดหลักสันปันน้ำ แสดงว่าเราไปล้างคำพิพากษาศาลโลกตรงนั้น ก็ต้องไปเจรจากันใหม่
@ อาจารย์เชื่อว่าไม่น่าหนักใจ
คือผมคิดว่า ถึงยังไงศาลก็ต้องพยายามตัดสินออกมา ในเมื่อเขามีทางเลือก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ 2 ประเทศ เกิดสงครามกันอีกแน่ๆ ทางออกที่ดีที่สุดคือ ให้เจรจากันต่อไปตามเอ็มโอยู 2543
@ดูปรากฏการณ์ในศาลไทย
คดีที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ มีทั้งคดีที่ยกคำร้อง
และคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา แสดงว่าปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ค่อยๆ ปรับตัว
หรือจะทุบรัฐบาลครั้งเดียว
ผมหวังว่าท่านกำลังปรับตัวอยู่ คือจากตุลาการภิวัฒน์ อาจจะกลับเข้าสู่โหมด “ตุลาการสังวรณ์” คือ สังวรณ์เป็นภาษาบาลี แปลมาเป็นคำไทย แปลว่าการระงับยับยั้ง คือ การระงับยับยั้ง ที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง อำนาจอธิปไตยอีก 2 อำนาจมากเกินไป ยกเว้นแต่ในกรณีที่มันเป็นภาระหน้าที่ของตนเอง ที่จะต้องปกป้อง พิทักษ์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น ผมจึงอยากใช้คำว่านี่เป็นตุลาการสังวรณ์ คือถ้ากลับไปได้อย่างนั้น ผมก็ยินดีด้วย
ส่วนคำถามว่าจะมีการทุบกันอีกหรือไม่ ถ้าเราดูประวัติความเป็นมา ก็เห็นได้ชัดว่า ตุลาการภิวัฒน์ ของเราที่เกิดขึ้นมา ก็เพื่อจะมากำกับควบคุม และถ้าหากเห็นว่าควบคุมไม่ได้ก็ต้องจัดการ ล้มไปเสียเลย อย่างเท่าที่ผ่านมา
@ขณะที่ตัวอย่างตุลาการภิวัฒน์ในต่างประเทศ
อย่างของอเมริกา เป็นอำนาจของศาลที่จะเข้าตรวจสอบ การดำเนินการของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารว่ามีความถูกต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างเช่น การกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติ การออกกฎหมาย การตรากฎหมาย ศาลมีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบว่า กฎหมายนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือว่ากฎหมายนั้น ออกมาแล้วมีผล ไปกระทบเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ของประชาชนหรือไม่
เขาจะอยู่ในกรอบตรงนี้เท่านั้น แต่เท่าที่ผมทราบมา ถ้าภิวัฒน์ถึงขั้นมีการล้มการเลือกตั้งเลย ผมยังไม่มีข้อมูล ว่ามีประเทศไหนในโลกทำได้ถึงขนาดนั้น เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ ในไทยช่วงหลัง เกิดขึ้นมาตอนที่มีปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง เมื่อ 2 เม.ย.2549 ซึ่งพรรคฝ่ายค้านบอยคอตไม่ส่งคนลงสมัครด้วย ก็เลยมีพรรคเดียว ก็คือพรรคไทยรักไทยในขณะนั้น สมัครรับเลือกตั้ง และก็มีพรรคเล็กพรรคน้อย จึงมีข้อกล่าวหาต่างๆ ตามมา
แต่ตุลาการ ภิวัฒน์ของไทยเกิดขึ้นครั้งแรก กรณีที่ศาลใช้อำนาจตรวจสอบการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ในปี 2488 คำพิพากษาคดีอาชญากรสงคราม ที่ 1/2489 หลังสงครามโลก จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกดำเนินคดี ฐานอาชญากรสงคราม ศาลฎีกาตอนนั้นตัดสินว่า พ.ร.บ.อาชญากรสงคราม 2488 ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะ เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เรื่องนี้ในทางวิชาการ นักนิติศาสตร์ ถือว่านี่เป็นการภิวัฒน์ครั้งแรก เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้ แต่ศาลฎีกาบอกว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่เขียนไว้ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจตัดสิน นี่คือสิ่งที่ตุลาการบางท่านยึดถือมาตลอด
สมัยนั้นหลังศาลตัดสิน ฝ่าย ส.ส.ก็ไม่พอใจ หาว่าศาลล่วงล้ำเข้ามาแดนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาก้าวก่าย ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
@สาเหตุที่ตุลาการภิวัฒน์ในต่างประเทศ เน้นปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน
เพื่อไม่ให้ทางฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติใช้อำนาจของตัวเอง ไปในทางล่วงล้ำก้ำเกิน หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ
ตุลาการไทยบางท่าน อาจมีความเข้มข้นในความเห็นที่ว่า ตุลาการควรมีบทบาทแก้ปัญหาบ้านเมือง หากท่านมีบทบาทมาก ความเข้มข้นของตุลาการภิวัฒน์ไทยคงกลับคืนมา ยกเว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง เช่น มีการแก้รัฐธรรมนูญ หรือกำหนดอำนาจหน้าที่ของศาลให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติ มีความพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 อยู่ในขณะนี้ พยายามกำหนดกรอบว่า ระหว่างอำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ควรจะอยู่ตรงไหน จะอาศัยมาตรา 68 ได้เพียงใด
@ตุลาการอาจจะมีเจตนาดี แต่ผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร
เจตนาดีต้องดูว่าการที่ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา ท่านมีความคิดอย่างไร หากขัดกับระบอบประชาธิปไตยการเลือกตั้ง ก็เรียกเจตนาที่ดีได้ไม่ถนัด เจตนาที่ดี เช่น ในต่างประเทศศาลจะเข้ามาเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนด อย่างของเราก็มีอำนาจตรวจสอบกฎหมายที่สภาออกมาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นอำนาจหลัก แต่ไม่ใช่สั่งให้รัฐสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยยังไม่มีการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ รับเรื่องจากประชาชนกรณีประชาชนถูกละเมิดสิทธิให้ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้ามีตรงนี้ ก็เป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญโดยชัดเจน
@ ถ้าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขัดกับความรู้สึกของสังคมส่วนใหญ่ แล้วสิ่งที่ควรจะเป็นนั้นควรจะเดินไปในทิศทางไหน
ขึ้นอยู่กับว่าสังคมมองประเด็นปัญหาเรื่องนั้นอย่างไร คือศาลเอง ไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องไปตัดสินตามความคิดเห็น หรือความรู้สึกของใครทั้งสิ้น โดยหลักแล้ว ศาลจะต้องดำรงความเป็นกลางและเที่ยงธรรม และก็ต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีตามตัวบทกฎหมาย
หากกฎหมายกำหนดไว้ชัดแจ้ง เช่น มาตรา 68 กำหนดไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ต้องยื่นให้อัยการพิจารณา ส่วนอัยการพิจารณาแล้วจะยื่นคำร้องต่อศาลหรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของอัยการ ไม่ใช่ยื่นศาลโดยตรง ถ้าท่านตัดสินแบบนี้ ก็เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ต้องมานั่งเถียงกัน ถือว่าเที่ยงธรรม ซึ่งบรรทัดฐานเดิมมีอยู่แล้ว หากมีเป้าหมายให้รัฐสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็เกินเลยเกินไปไป
matichon tv
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น