คําเตือนอันก้องกังวานในโสดประสาทของจอมโจร "ตี๋ใหญ่" อย่างจำหลักหนักแน่นยิ่ง คือ ประโยคที่ว่า
"อย่าทำให้ชาวบ้านเขาเดือดร้อน"
แม้ "ตี๋ใหญ่" จะตายไปแล้ว แต่เสียงเตือนนี้ก็ยังดังกึกก้องกัมปนาท และน่าจะทำให้กลุ่มที่จัดชุมนุม ณ บริเวณแยกอุรุพงษ์ ต้องสำเหนียกมากเป็นพิเศษ
เพราะการปิดถนนเป็นเรื่องที่มีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน
ไม่ ว่าจะเป็นการปิดถนนที่แยกควนหนองหงษ์ ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนนที่หน้าสหกรณ์โคอ๊อป ไม่ว่าจะเป็นการปิดถนนที่แยกธรรมรัฐ ประจวบคีรีขันธ์
บอกได้ว่ามีคนเดือดร้อน
ถึง นายนิติธร ล้ำเหลือ ไม่ขอให้นักวิชาการจากสถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอมาทำโพลสำรวจก็ตอบได้เลยว่าเดือด ร้อนแน่นอน
เมื่อ "เดือดร้อน" แล้วจะทำอย่างไร
หนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมยืดเยื้ออย่างนาน ทั้งปิดถนน ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน มีคนตั้งข้อสังเกตว่า
ทำให้คนเดือดร้อน ทำความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ
คำ อธิบายจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย คือ หากไม่ทำเช่นนี้รัฐบาลหุ่นเชิดของ นายสมัคร สุนทรเวช ก็จะยังอยู่ รัฐบาลหุ่นเชิดของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็จะยังอยู่
"ประชาชน" จำเป็นต้อง "เสียสละ"
ประชาชน ได้เสียสละให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชา ธิปไตยมาแล้ว ประชาชนได้เสียสละให้กับการปิดถนน ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล และที่สุดคือการรัฐประหารมาแล้ว ถามว่าแล้วประชาชนได้อะไรนอกจากต้องมาเสียสละให้การปิดถนนของคปท.อีก
"คำถาม" จึงดังมาจาก "ประชาชน"
ต้องยอมรับว่า บรรยากาศอันเคยเกิดก่อนและภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ยังคงดำรงอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ผ่านมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว
ไม่ว่าคำ "ปรองดอง" จะลอยมาจากปากของพรรคประชา ธิปัตย์ ไม่ว่าคำ "ปรองดอง" จะลอยมาจากปากพรรคเพื่อไทย
แต่ทุกอย่างก็ไม่มี "ความหมาย" ในทางการปฏิบัติ
การ โค่นล้มรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดขึ้นตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 แม้จะผ่านกระบวนการตัดสินของประชาชนมาแล้วก็ตาม
กฎ "กติกา" แทบไม่มี "ความหมาย"
การดำรงอยู่ของ "ม็อบ" ที่แยกอุรุพงษ์อาจเป็นหวอดเล็กๆ ในความขัดแย้งใหญ่ของสังคมไทย
แต่ ก็เป็นหวอดอันสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน 2 ฝ่าย 1 คือ ผู้ที่มานั่งนอนชุมนุมประท้วง 1 คือ ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ตามปกติได้
"บทสรุป" ของเรื่องนี้จะ "เป็น" อย่างไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น