ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
นโยบาย
จำนำข้าวกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี
มีใจความสำคัญว่าเรียกร้องให้เลิกโครงการ
เหตุผลสำคัญระบุว่า ตัวเลขขาดทุน 2 ปี ทะลุ 4.25 แสนล้านบาท ชาวนาได้รับประโยชน์ไม่ถึงครึ่ง
หากยังดำเนินโครงการต่อไปเป็นปีที่ 3 จะก่อผลเสียหายต่องบประมาณของชาติอย่างสูง
ข้อห่วงใยดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรก หากมีมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เริ่มเดินเครื่องตามนโยบายที่หาเสียงไว้
สิ่งที่เพิ่มเข้ามา คือข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลยอมยกเลิกจำนำข้าว ม.ร.ว.ปรีดิยาธรจะเลิกเล่นการเมือง
แต่เงื่อนไขสำคัญของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครอื่น นอกจากชาวนา
โครงการจำนำข้าวเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปดูออกว่า ไม่ใช่โครงการที่ได้กำไร
แต่การที่รัฐบาลชูนโยบายนี้ตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการกระจายรายได้ให้เข้าถึงชาวนาโดยตรงมากขึ้น
ข้อกังวลของนักวิชาการในสถาบันทางเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านมาล้วนวนเวียนอยู่กับตัวเลข ฐานะทางการคลัง อันดับของการเป็นผู้ส่งออกในตลาดโลก
หากมีรายละเอียดถึงการสำรวจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา
ก่อนและหลังการจำนำข้าว
เจาะลึกถึงความเห็นและความต้องการของเกษตรกรประกอบมาด้วย
จะทำให้ข้อมูลมีความรอบด้านมากขึ้น
เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่สังคมน่าจะได้รับรู้มากขึ้น
ผล
สำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อเดือนก.ย.ปีนี้ กลุ่มผู้ประกอบการส่งออกข้าวไทย ร้อยละ 70.6
เห็นว่าควรยกเลิกโครงการรับจำนำทันที
ขณะที่ชาวนา ร้อยละ
63.7 เห็นว่าภาพรวมโครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้ชีวิตของครอบครัว
ดีขึ้นและต้องการให้ดำเนินนโยบายต่อเนื่องไปอีก 3-4 ปี
ดังนั้นคำพูดว่าชาวนาได้รับประโยชน์ไม่ถึงครึ่งจากโครงการนี้ น่าจะต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าจริงหรือไม่ อย่างไร
ในขณะที่รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้เช่นกันว่า ได้แก้ปัญหาในข้อครหาคอร์รัปชั่นตามขั้นตอนต่างๆ อย่างไร
ที่สำคัญคือ ข้าวเป็นเรื่องของชาวนา ชาวนาจึงเป็นผู้พูดที่สำคัญที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น