แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

อาจารย์นิติฯชี้ ตร.ศาลไม่จำเป็น แนะ “ตุลาการ” เขียนคำพิพากษาให้เป็นธรรม แล้วสังคมจะไม่เคลือบแคลง

ที่มา Thai E-News


นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึง ข้อเสนอ จัดตั้งตำรวจศาลเพื่อดูแลความปลอดภัยให้แก่องค์คณะตุลาการและผู้พิพากษาของ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ว่า ไม่มีความจำเป็น ปัญหาตอนนี้ของตุลาการและผู้พิพากษา ที่ถูกคุกคามนั้น ส่วนหนึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เกิดจากคำพิพากษาของศาลเอง ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าคือ ศาลต้องสร้างความชอบธรรมให้ตนเองจากคำพิพากษาที่ออกมา เพื่อให้สังคมไม่รู้สึกเคลือบแคลงในความเป็นธรรมและสามารถอธิบายได้ มากกว่าการจัดตั้งตำรวจศาล เพราะถามว่าหากมีตำรวจศาลรายล้อมผู้พิพากษาหรือตุลาการแล้ว แต่คำพิพากษายังทำให้มีความเคลือบแคลงสังสัยจากสังคมอยู่ มันจะมีคุณูปการอย่างไร

เรื่องเกี่ยวข้อง...

ปธ.ศาลปกครอง เสนอตั้ง ตร.คุ้มครองศาล เปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล

ปธ.ศาลปกครอง เสนอตั้ง ตร.คุ้มครองศาล เปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล

ศาล ปค. เปิดแผนกคดีบริหารงานบุคคล ขณะ ปธ.ศาลปกครอง เชื่อ นายกฯ จะปฏิบัติตามคำพิพากษา เสนอตั้ง ตร.ศาลคุ้มครองตุลาการ จี้ ทำหน้าที่เป็นกลาง
วันที่ 10 มี.ค. ที่สำนักงานศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ นายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้แถลงผลการดำเนินงานศาลปกครองครบรอบ 13 ปี และเปิดทำการแผนกคดีบริหารงานบุคคลในศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้น 10 แห่งทั่วประเทศว่า ตั้งแต่เปิดทำการศาลปกครอง เมื่อ 9 มี.ค. 2544 จนถึง 31 ธ.ค. 56 ศาลปกครองมีคดีเข้าสู่การพิจารณาทั้งหมด 94,920 คดี พิจารณาแล้วเสร็จ 74,000 คดี คิดเป็น 77.96 % ของคดีทั้งหมด มีคดีคงค้างจำนวน 20,920 คดี คิดเป็น 22.04 % ของคดีรับเข้าทั้งหมด 

ในจำนวนข้อพิพาทที่นำมาฟ้องต่อศาลปกครองที่มีจำนวนมากที่ สุดได้แก่ คดี เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล มีปริมาณคดีทั้งหมด 16,381 คดี คิดเป็น 23.10 % ในจำนวนนี้เป็นคดีที่ยื่นฟ้องศาลปกครองสูงสุดโดยตรง 59 คดี และเป็นคดีที่ยื่นฟ้องในศาลปกครองชั้นต้น 16,322 คดี คดีที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ที่มีการฟ้องร้องมากที่สุดได้แก่ ข้อพิพาทเกี่ยวกับการสรรหา แต่งตั้งโยกย้าย คิดเป็น 49.48 % รองลงมาเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับคำสั่งลงโทษทางวินัย คิดเป็น 27.55 % ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ยังมีปัญหาในการบริหาร การใช้อำนาจ การใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ทำให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะลดลง และอาจกระทบไปต่อบุคคลอื่นที่เป็นเพื่อนร่วมงามและสมาชิกในครอบครัว 

รวมถึงบรรทัดฐานการบริหารงานในหน่วยงานนั้นๆ ดังนั้น การพิจารณาพิพากษาคดี บริหารงานบุคคลจึงต้องทำด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ดังนั้น ในโอกาสครบรอบ 13 ปี ศาลปกครองจึงทำการจัดตั้งแผนกคดีเกี่ยวการบริหารงานบุคคล ขึ้นในศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้น 10 แห่ง เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วเป็นธรรม และเป็นบรรทัดฐานให้กับหน่วยงานทางปกครองอื่นๆ ยึดถือปฏิบัติต่อไป

ส่วนกรณีที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะคืนตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไม่ทันใน 45วัน ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดนั้น ประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากจะไปก้าวก่ายอำนาจตุลาการเจ้าของคดี ต้องรอให้ถึงเวลานั้นก่อนว่า นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ และหากนายกฯ ไม่ปฏิบัติตาม นายถวิล มายื่นร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้มีการบังคับคดีหรือไม่ ซึ่งตั้งแต่เรามีศาลปกครองสูงสุดมาเรายังไม่เคยเจอปัญหาของการบังคับคดีไม่ ได้ และก็ไม่อยากเจอคดีนี้เป็นคดีแรก ขณะนี้คดีของนายถวิลนั้น ถือว่าจบแล้ว เพราะคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดได้ทำการพิจารณาคดีในที่ประชุมใหญ่อย่างเปิด เผย เปิดโอกาสให้ตุลาการเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยต่อการพิพากษาให้คืนตำแหน่ง นายถวิลภายใน 45 วัน ได้แสดงความคิดเห็นแย้งออกมา ซึ่งถือว่ากระบวนการนี้เป็นหลักการหนึ่งในหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย

นายหัสวุฒิ กล่าวอีกว่า ในรอบปีที่ผ่านมาถือว่าองค์กรตุลาการ และศาลยุติธรรม ถูกข่มขู่คุกคามเป็นจำนวนมาก เกิดทั้งเหตุยิงปืน ปาระเบิด ใส่ศาลยุติธรรม มีการให้ข่าวข่มขู่คุกคามตัวตุลาการหรือผู้พิพากษาในคดีอย่างที่ไม่เคยมีการ ก่อนในรอบกว่า 100 ปี ที่มีการจัดตั้งศาลยุติธรรมมา ดังนั้นในความคิดส่วนตัวเห็นว่า ถึงเวลาแล้วองค์กรตุลาการและศาลยุติธรรม ควรมีหน่วยงานภายในขึ้นมาคุ้มครองดูแล ผู้พิพากษา ตุลาการ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของศาล ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและตรงไปตรงมา เหมือนศาลยุติธรรมในต่างประเทศที่มีตำรวจศาลที่ทำหน้าที่คุ้มครองดูแล ตุลาการ และเจ้าหน้าที่ศาลโดยเฉพาะ ไม่ต้องพึ่งหน่วยงานภายนอกก “นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะมีการพูดคุยริเริ่มกันอย่างจริงจัง ถ้าตุลาการหรือผู้พิพากษาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย การตัดสินคดีความใดก็อาจเกิดการเบี่ยงเบนได้ บ้านเมืองก็ไม่เกิดความสงบสุข 

ในอดีตผมเคยถูกขู่ฆ่า ก็มีเพื่อฝูงหลายคนอาสาจะหาเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงมาดูแลคุ้มครอง ให้ แต่ตนก็ไม่รู้ว่าคนที่ขู่ฆ่านั้นเป็นใคร อาจจะเป็นคนจากหน่วยงานความปลอดภัยที่ถูกส่งมาดูแลอยู่ข้างๆ ผมก็ได้ ฉะนั้น หน่วยงานแบบตำรวจศาลจะต้องเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับศาลโดยเฉพาะเพื่อสร้าง ระบบดูแลคุ้มครองศาลและเจ้าหน้าที่ศาลภายในเขตอำนาจศาล แต่การที่องค์กรจะจัดตั้งหน่วยงานแบบตำรวจศาลได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของฝ่ายบริหาร เพราะศาลไม่มีอำนาจที่จะไปจัดตั้งเอง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดส่วนตัว ยังไม่ได้หารือกับประธานศาลฎีกา และประธานศาลรัฐธรรมนูญ” นายหัสวุฒิ กล่าว

นายหัสวุฒิ ยังปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่า ศาลปกครองจะมีข้อเสนอแนะถึงทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองขณะ นี้อย่างไร โดยกล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นปัญหาของฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครอง ศาลไม่มีอำนาจไปก้าวก่าย แม้ว่าศาลจะเป็นหนึ่งในองค์กรหลักของบ้านเมือง เช่นเดียวกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะศาลจะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาฟ้องคดีเท่านั้น หากเป็นไปได้ควรจะมีองค์กรอื่นทำหน้าที่เป็นหลักให้กับบ้านเมือง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถ้าตำรวจเป็นหลักให้บ้านเมือง ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นกลาง ตรงไปตรงมา ใครผิดก็จับกุมดำเนินคดีไปตามความผิด ตนเชื่อว่าบ้านเมืองก็จะเกิดความเรียบร้อย สุดท้ายนี้ตนก็อยากเห็นบ้านเมืองได้รับการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ วิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งก็เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนต้องขบคิดกันต่อไป
โดย: ไทยรัฐออนไลน์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น