“สิ่งที่เราได้เห็นในประเทศไทยเป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารในศตวรรษที่ ๒๑”
"รวมทั้งการเข็นรถถังออกมาวิ่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สำหรับเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ยุทธวิธีที่เข้าท่าสำหรับการยึดอำนาจ เขาคิดว่าจะมีการทำรัฐประหารโดยศาลและองค์กรอิสระมากกว่า"
โดย
โรเดี้ยน เอ็บบิกเฮ้าเซ็น, ด๊อยซ์เวลล์ /ซาราห์
เบิร์นนิ่ง บรรณาธิการ
ประเทศไทยถูกขย่มด้วยการประท้วงติดต่อกันมาสองเดือนครึ่ง
กองทัพบกซึ่งเป็นเสาหลักแห่งอำนาจทางการเมืองหนึ่งของประเทศดูเหมือนยังลังเลที่จะเข้าไปร่วมวงด้วย
แต่ก็มีเสียงซุบซิบแพร่หลายว่าไม่ช้าจะต้องมีการรัฐประหารเกิดขึ้น
ประวัติเป็นมาของประเทศไทยไม่นานมานี้เองเต็มไปด้วยวิกฤติการเมืองอย่างต่อเนื่อง
สังคมไทยมีการแบ่งแยกอย่างบาดลึก ฝ่ายที่เรียกกันว่า ‘เสื้อแดง’ ขัดแย้งพันตูกับ ‘เสื้อเหลือง’ มาแล้วหลายปี
พวกแรกสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตยนำโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พวกหลังหนุนฝ่ายค้านนำโดยอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุเทพ
เทือกสุบรรณ และสถาบันกษัตริย์
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาชนชั้นทางการเมืองของชาติไม่สามารถที่จะสมานความร้าวฉานกลับมาคืนดีกันได้
กองทัพมักมีบทบาทสำคัญในการขัดแย้งทางการเมืองเสมอด้วยการทำรัฐประหาร
๑๘ ครั้งในระยะ ๘๐ ปีที่ผ่านมา ครั้งหลังสุดเมื่อปี ๒๕๔๙ เมื่อนายกรัฐมนตรี ทักษิณ
ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ
ไมเคิล
วินเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศไทยของมูลนิธิคอนราด อะเดนาว สติฟตุง
(เคเอเอส) ในกรุงเทพฯ อธิบายว่า
ทุกครั้งที่ประเทศถึงจุดซึ่งหมดหนทางแก้โดยการเมืองได้แล้วกองทัพจะเข้ามาแทรกแซง
ขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญกับอาการตีบตันทางการเมือง แต่ว่ากองทัพก็ยังทำเฉย
กองทัพเองก็มีการแตกแยก
อำนาจของกองทัพลอยตัวอยู่เหนืออื่นใดด้วยเอกสิทธิ์ของตน
วินเซอร์บอกว่า “กองทัพมีนโยบายจัดกำลังพลของตนเอง และมักเป็นเอกเทศจากสถาบันอื่นๆ”
โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมากองทัพมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์
และพวกเสื้อเหลือง นี่เป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ว่าหน้าที่หลักของกองทัพมิใช่การป้องกันประเทศชาติ
หากแต่ทำการปกป้องสถาบันกษัตริย์แทน
กษัตริย์ไทยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ม้ารก แซ็กเซอร์
นักวิจัยของมูลนิธิฟรี้ดดริก อีเบิร์ต สติฟตุง กล่าวว่า รวมความแล้วบทบาทสำคัญของกองทัพคือการอำนวยความมั่นคงภายในประเทศ
อย่างไรก็ดีความใกล้ชิดของกองทัพกับพวกเสื้อเหลืองลดน้อยลงในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กรณีนี้มีเหตุผลสองประการ แรกทีเดียว นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่งโดยคะแนนเสียงของเสื้อแดง “ทำการต่อสายใยอย่างดีไว้กับกองทัพ” แซกเซอร์ให้ความเห็น
อีกด้านหนึ่ง มีส่วนกำลังในกองทัพจำนวนมากพอควรที่เรียกกันว่า ‘แตงโม’
ซึ่งหมายถึงทหารที่สีเขียวภายนอกแต่สีแดงภายใน
ทหารส่วนนี้อาจให้ความช่วยเหลือต่อรัฐบาลได้หากเกิดการรัฐประหารขึ้น
วินเซอร์ยังชี้ให้เห็นด้วยว่ากำลังทหารส่วนใหญ่นั้นมาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อันเป็นพื้นที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยของรัฐบาลได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขัน
ถึงกระนั้นวินเซอร์บอกกับด๊อยซ์เวลล์ว่า นี่ปรับใช้ได้กับทหารระดับผู้น้อยเท่านั้น
พวกนายทหารระดับบังคับบัญชายังคงเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองส่วนใหญ่
บรรดาผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นอย่างเดียวกันว่าการเข้ายึดอำนาจเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากสำหรับกองทัพ
มันต่างกับเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้กองทัพเองก็ปริแยกแตกแล้ว เสื้อแดงมีการจัดองค์กรของตนเหนียวแน่น
การทำรัฐประหารอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ “แต่กระนั้นก็ดี การแบไต๋ว่ายังเป็นไปได้สำหรับการยึดอำนาจทำให้กองทัพอยู่ในฐานะถือไพ่เหนือกว่า
และสามารถแสดงศักดาท่ามกลางการช่วงชิงอำนาจได้”
ยุทธวิธีเช่นนี้เห็นได้จากการที่ผู้บัญชาการทหารบก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงว่า “หนทางไม่ได้เปิดหรือปิด” ต่อการเข้าแทรกแซงโดยกองทัพ
รัฐประหารโดยองค์กร
(ตามรัฐธรรมนูญ)
นักวิจัยเชื่อว่าการรัฐประหารจะไม่เป็นคุณในระยะยาว
วินเซอร์บอกว่า “เงื่อนตาย (กอร์เดี้ยน) นั้นแน่นมากเสียจนการทำรัฐประหารก็ไม่อาจปลดได้” มันจะไม่มีทางออกจากวิกฤติของประเทศอะไรเหลือให้อีกเลยหลังจากที่กองทัพทำการยึดอำนาจ
ในที่สุดประเทศก็จะถูกบีบบังคับให้กลับไปสู่การเมืองแบบเลือกตั้งจนได้
แซ็กเซอร์เชื่อว่าการยื่นมือเข้ามาจัดการโดยทหาร
รวมทั้งการเข็นรถถังออกมาวิ่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด
สำหรับเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ยุทธวิธีที่เข้าท่าสำหรับการยึดอำนาจ เขาคิดว่าจะมีการทำรัฐประหารโดยศาลและองค์กรอิสระมากกว่า
“สิ่งที่เราได้เห็นในประเทศไทยเป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารในศตวรรษที่ ๒๑” แซ็กเซอร์เสริมกับด๊อยซ์เวลล์ด้วยว่า เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ให้ถูกกล่าวโทษโดยนานาชาติและทำให้ประชาชนไทยรังเกียจ
พวกเสื้อเหลืองจะหันไปใช้ยุทธวิธีกึ่งกฏหมาย
พวกเสื้อเหลืองนั้นครอบงำสถาบันองค์กรต่างๆ
อย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการเลือกตั้ง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และศาลปกครอง
องค์กรเหล่านี้ใช้พลังอำนาจของตนตีตราอาชญากรรมให้กับรัฐบาล
‘สีแดง’
ในความพยายามที่จะสกัดกั้นหนทางออกจากวิกฤติการเมืองด้วยวิถีทางของรัฐธรรมนูญ
“ฝ่ายค้านพยายามปิดกั้นกระบวนการประชาธิปไตยโดยปกติเอาไว้ให้จนถึงจุดตีบตันสุดท้าย ไม่มีทางออกใดๆ
จากปลักการเมืองนี้ได้อีกแล้ว ทำให้จำต้องจัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งดังที่บงการโดยฝ่ายค้าน”
จนท้ายที่สุด
แซ็กเซอร์กล่าว “มันจะปรากฏออกมาประดุจดังว่าทุกอย่างนั้นถูกต้องตามกฏหมาย”


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น