แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

วิจัยเยอรมันชี้ ไทยมีรัฐประหารโดยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ที่มา Thai E-News


สิ่งที่เราได้เห็นในประเทศไทยเป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารในศตวรรษที่ ๒๑

"รวมทั้งการเข็นรถถังออกมาวิ่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สำหรับเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ยุทธวิธีที่เข้าท่าสำหรับการยึดอำนาจ เขาคิดว่าจะมีการทำรัฐประหารโดยศาลและองค์กรอิสระมากกว่า"

 
โดย โรเดี้ยน เอ็บบิกเฮ้าเซ็น, ด๊อยซ์เวลล์  /ซาราห์ เบิร์นนิ่ง บรรณาธิการ
ประเทศไทยถูกขย่มด้วยการประท้วงติดต่อกันมาสองเดือนครึ่ง กองทัพบกซึ่งเป็นเสาหลักแห่งอำนาจทางการเมืองหนึ่งของประเทศดูเหมือนยังลังเลที่จะเข้าไปร่วมวงด้วย แต่ก็มีเสียงซุบซิบแพร่หลายว่าไม่ช้าจะต้องมีการรัฐประหารเกิดขึ้น
ประวัติเป็นมาของประเทศไทยไม่นานมานี้เองเต็มไปด้วยวิกฤติการเมืองอย่างต่อเนื่อง สังคมไทยมีการแบ่งแยกอย่างบาดลึก ฝ่ายที่เรียกกันว่า เสื้อแดง ขัดแย้งพันตูกับ เสื้อเหลือง มาแล้วหลายปี
พวกแรกสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตยนำโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พวกหลังหนุนฝ่ายค้านนำโดยอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุเทพ เทือกสุบรรณ และสถาบันกษัตริย์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาชนชั้นทางการเมืองของชาติไม่สามารถที่จะสมานความร้าวฉานกลับมาคืนดีกันได้
กองทัพมักมีบทบาทสำคัญในการขัดแย้งทางการเมืองเสมอด้วยการทำรัฐประหาร ๑๘ ครั้งในระยะ ๘๐ ปีที่ผ่านมา ครั้งหลังสุดเมื่อปี ๒๕๔๙ เมื่อนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ
ไมเคิล วินเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเทศไทยของมูลนิธิคอนราด อะเดนาว สติฟตุง (เคเอเอส) ในกรุงเทพฯ อธิบายว่า ทุกครั้งที่ประเทศถึงจุดซึ่งหมดหนทางแก้โดยการเมืองได้แล้วกองทัพจะเข้ามาแทรกแซง ขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญกับอาการตีบตันทางการเมือง แต่ว่ากองทัพก็ยังทำเฉย
กองทัพเองก็มีการแตกแยก
อำนาจของกองทัพลอยตัวอยู่เหนืออื่นใดด้วยเอกสิทธิ์ของตน วินเซอร์บอกว่า กองทัพมีนโยบายจัดกำลังพลของตนเอง และมักเป็นเอกเทศจากสถาบันอื่นๆ
โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมากองทัพมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ และพวกเสื้อเหลือง นี่เป็นเพราะข้อเท็จจริงที่ว่าหน้าที่หลักของกองทัพมิใช่การป้องกันประเทศชาติ หากแต่ทำการปกป้องสถาบันกษัตริย์แทน กษัตริย์ไทยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ม้ารก แซ็กเซอร์ นักวิจัยของมูลนิธิฟรี้ดดริก อีเบิร์ต สติฟตุง กล่าวว่า รวมความแล้วบทบาทสำคัญของกองทัพคือการอำนวยความมั่นคงภายในประเทศ
อย่างไรก็ดีความใกล้ชิดของกองทัพกับพวกเสื้อเหลืองลดน้อยลงในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรณีนี้มีเหตุผลสองประการ แรกทีเดียว นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่งโดยคะแนนเสียงของเสื้อแดง ทำการต่อสายใยอย่างดีไว้กับกองทัพ แซกเซอร์ให้ความเห็น
อีกด้านหนึ่ง มีส่วนกำลังในกองทัพจำนวนมากพอควรที่เรียกกันว่า แตงโมซึ่งหมายถึงทหารที่สีเขียวภายนอกแต่สีแดงภายใน ทหารส่วนนี้อาจให้ความช่วยเหลือต่อรัฐบาลได้หากเกิดการรัฐประหารขึ้น
วินเซอร์ยังชี้ให้เห็นด้วยว่ากำลังทหารส่วนใหญ่นั้นมาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเป็นพื้นที่ซึ่งพรรคเพื่อไทยของรัฐบาลได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขัน ถึงกระนั้นวินเซอร์บอกกับด๊อยซ์เวลล์ว่า นี่ปรับใช้ได้กับทหารระดับผู้น้อยเท่านั้น พวกนายทหารระดับบังคับบัญชายังคงเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองส่วนใหญ่
บรรดาผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นอย่างเดียวกันว่าการเข้ายึดอำนาจเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากสำหรับกองทัพ มันต่างกับเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้กองทัพเองก็ปริแยกแตกแล้ว เสื้อแดงมีการจัดองค์กรของตนเหนียวแน่น การทำรัฐประหารอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้ แต่กระนั้นก็ดี การแบไต๋ว่ายังเป็นไปได้สำหรับการยึดอำนาจทำให้กองทัพอยู่ในฐานะถือไพ่เหนือกว่า และสามารถแสดงศักดาท่ามกลางการช่วงชิงอำนาจได้ ยุทธวิธีเช่นนี้เห็นได้จากการที่ผู้บัญชาการทหารบก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงว่า หนทางไม่ได้เปิดหรือปิด ต่อการเข้าแทรกแซงโดยกองทัพ
รัฐประหารโดยองค์กร (ตามรัฐธรรมนูญ)
นักวิจัยเชื่อว่าการรัฐประหารจะไม่เป็นคุณในระยะยาว วินเซอร์บอกว่า เงื่อนตาย (กอร์เดี้ยน) นั้นแน่นมากเสียจนการทำรัฐประหารก็ไม่อาจปลดได้ มันจะไม่มีทางออกจากวิกฤติของประเทศอะไรเหลือให้อีกเลยหลังจากที่กองทัพทำการยึดอำนาจ ในที่สุดประเทศก็จะถูกบีบบังคับให้กลับไปสู่การเมืองแบบเลือกตั้งจนได้
แซ็กเซอร์เชื่อว่าการยื่นมือเข้ามาจัดการโดยทหาร รวมทั้งการเข็นรถถังออกมาวิ่งบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด สำหรับเขาเห็นว่ามันไม่ใช่ยุทธวิธีที่เข้าท่าสำหรับการยึดอำนาจ เขาคิดว่าจะมีการทำรัฐประหารโดยศาลและองค์กรอิสระมากกว่า
สิ่งที่เราได้เห็นในประเทศไทยเป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารในศตวรรษที่ ๒๑ แซ็กเซอร์เสริมกับด๊อยซ์เวลล์ด้วยว่า เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ให้ถูกกล่าวโทษโดยนานาชาติและทำให้ประชาชนไทยรังเกียจ พวกเสื้อเหลืองจะหันไปใช้ยุทธวิธีกึ่งกฏหมาย
พวกเสื้อเหลืองนั้นครอบงำสถาบันองค์กรต่างๆ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการเลือกตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และศาลปกครอง
องค์กรเหล่านี้ใช้พลังอำนาจของตนตีตราอาชญากรรมให้กับรัฐบาล สีแดงในความพยายามที่จะสกัดกั้นหนทางออกจากวิกฤติการเมืองด้วยวิถีทางของรัฐธรรมนูญ
ฝ่ายค้านพยายามปิดกั้นกระบวนการประชาธิปไตยโดยปกติเอาไว้ให้จนถึงจุดตีบตันสุดท้าย ไม่มีทางออกใดๆ จากปลักการเมืองนี้ได้อีกแล้ว ทำให้จำต้องจัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งดังที่บงการโดยฝ่ายค้าน
จนท้ายที่สุด แซ็กเซอร์กล่าว มันจะปรากฏออกมาประดุจดังว่าทุกอย่างนั้นถูกต้องตามกฏหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น