“You go your way, I’ll go mine” “ทางใครทางมัน”
ชื่อบทความของ The Economist อาจฟังดูน่ากลัว
แต่ก็สะท้อนความจริงไม่น้อยว่า คนในต่างจังหวัดอย่าง “ป้าหน้อย”
ที่ขายกล้วยทอดในตลาดสันกำแพงและเป็นตัวชูโรงในบทความชิ้นนี้
รวมทั้งแกนนำและชาวบ้านอีกหลายคนที่ Richard Crockett
ผู้เขียนบทความได้สัมภาษณ์ รู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ
“รัฐบาลถอยมาตลอด ถอยมากเกินไปแล้ว”
เป็นความเห็นส่วนใหญ่ที่ได้รับ
เมื่อริชาร์ดถามความเห็นต่อการรับมือของรัฐบาลกับม๊อบนกหวีด
ยิ่งคำวินิจฉัยของศาลในวันนี้ออกมาให้เลื่อนวันเลือกตั้ง
คงเป็นยิ่งกว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ชาวบ้านต่างจังหวัด
อย่างน้อยในภาคเหนือและอีสาน อยาก “แบ่งประเทศ” จริง ๆ
ตรงตามประเด็นหลักที่ริชาร์ดเสนอในบทความ “Some can barely wait.”
“บางคนแทบจะรอ (ให้แบ่งประเทศ) ไม่ไหว”
ริชาร์ดบอกเลยว่า
ที่ผ่านมาเขาคัฟเวอร์การชุมนุมที่กรุงเทพฯ มานาน
สัมผัสผู้ชุมนุมซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง 40+ มาเยอะ และเขาออกมาต่างจังหวัด
เพราะต้องการ “fresh views” ต้องการคุยกับคนอย่างป้าหน้อย
ซึ่งได้รับประโยชน์จากโครงการประชานิยมของทักษิณ
แต่มักถูกละเลยจากสื่อมวลชน เพราะถูกมองเป็นข้าทาสทักษิณที่ไร้ความคิด
ที่สื่อนอกเจาะจงเลือกออกมาสัมภาษณ์คนต่างจังหวัด
สะท้อนปัญหาการรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย
ซึ่งเน้นสร้างภาพว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นแค่การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม
กปปส.ฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชันอีกฝ่ายหนึ่ง
ต้องถามว่าสื่อมวลชนไทยได้ทำการบ้าน ด้วยการออกมาหา “fresh views”
อย่างการสัมภาษณ์ชาวบ้านตาสีตาสา
ยายมียายมาที่เลือกรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศบ้างหรือไม่
หรือทำแล้วเพียงพอมั้ย?
ผมคิดว่ายังไม่พอ
สื่อมวลชนไทยยังพุ่งความสนใจเฉพาะประเด็นของคนกรุงเทพฯ
และคนในบางระดับชั้นเท่านั้น แต่ละเลยความเห็นของคนอีกจำนวนมาก
ซึ่งถ้านับหัวแล้วต้องมากกว่าพวกที่เห็นหัวแถว ๆ
สี่แยกในกทม.ตอนนี้หลายเท่า เพียงแต่เสียงเขาเบากว่า
หน้าตาและความคิดเขาเชย ๆ จัดอยู่ใน stereotype ข้าทาส “ระบอบทักษิณ”
แต่เชื่อผมเถอะ ตราบที่สังคมไม่ได้ยินเสียงของคนชายขอบเหล่านี้มากเพียงพอ
การแบ่งแยกประเทศ “ทางใครทางมัน” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ #แยกประเทศ
ooo
'อีโคโนมิสต์' จับตาไทย เสี่ยงแยกประเทศ
ที่มา Voice TV
นิตยสารอีโคโนมิสต์จับปฏิกิริยาขบวนการเสื้อแดง
ชี้นโยบายพรรคทักษิณช่วยคนหายจน เรียกศรัทธาทั่วภาคเหนือ-อีสาน
หากชนชั้นนำใช้ศาลโค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พร้อมแยกตัวจากกรุงเทพและภาคใต้
ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับล่าสุด
ตีพิมพ์รายงานสถานการณ์การเมืองไทย เรื่อง "You go your way, I'll go mine"
หรือ "ทางใคร ทางมัน" มีใจความระบุว่า การประท้วงในกรุงเทพ
ซึ่งนำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพวกคลั่งเจ้า (ultraroyalists)
กับคนเสื้อแดง
คนเสื้อแดงมองว่า
กองทัพกับศาลเป็นเครื่องมือของพลังอำนาจดั้งเดิมในกรุงเทพ
หากทหารยึดอำนาจหรือศาลใช้ตุลาการภิวัตน์ โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์
คนเสื้อแดงพร้อมต้อนรับรัฐบาลพลัดถิ่น และพร้อมแยกตัวจากกรุงเทพและภาคใต้
รายงานของอีโคโนมิสต์ เริ่มด้วยบทสัมภาษณ์นางคำสี อุดมสี
แม่ค้ากล้วยปิ้งในตลาดสันกำแพง บ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
ผู้ถูกทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 แม่ค้าบอกว่า
นโยบายของทักษิณยกฐานะครอบครัวของนาง
กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาทำให้ลูกชายกับลูกสาวได้เรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัย
นับเป็นครั้งแรกของคนในตระกูล
อาชีพการงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงของลูกๆช่วยให้แม่มีเงินใช้รักษาตัว
เธอจึงรักทักษิณ และกลายเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มคนเสื้อแดง
อีโนโนมิสต์ ระบุว่า
เรื่องราวทำนองนี้พบเห็นได้ทั่วทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นโยบายทางสังคมของทักษิณ ซึ่งฝ่ายตรงข้ามดูแคลนว่าเป็นแค่ประชานิยม
ช่วยให้ผู้คนหลีกหนีจากความยากจน เชียงใหม่และ 16
จังหวัดภาคเหนือแทบจะเป็นดินแดนของคนเสื้อแดง และอีก 20 จังหวัดในภาคอีสาน
ยิ่งแดงกว่า เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2554
![]() |
|
@ ผู้สนับสนุน เตรียมบริจาคเงินแก่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เมื่อ 21 มกราคม 2557
|
รายงานบอกว่า นางคำสีกับพรรคพวกเสื้อแดง
กำลังรอคอยที่จะใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์
คนเหล่านี้จะยืนยันสิทธิ์เสียงของพวกเขาเช่นเดิม
และแสดงให้เห็นอีกครั้งถึงพลังของคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย
พรรคของทักษิณชนะการเลือกตั้งทุกครั้งนับแต่ปี 2544
ด้วยการกวาดคะแนนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
"เพราะเหตุนี้ ฝ่ายต่อต้านทักษิณจึงบอยคอตการเลือกตั้ง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมานำการประท้วงในกรุงเทพ
ด้วยความหวังที่จะขับไล่นางสาวยิ่งลักษณ์" รายงานกล่าว และว่า
นายสุเทพกับพรรคประชาธิปัตย์ โจมตีว่า ทักษิณใช้เงินซื้อเสียง
พวกตนจะลงเลือกตั้งหลังจากมีการปฏิรูประบบการเมืองแล้ว
กลยุทธ์สร้างความปั่นป่วนของคนเหล่านี้ อาจทำให้ต้องเลื่อน
หรือยกเลิกการเลือกตั้งไปเลย
อีโคโนมิสต์ ชี้ว่า
การประท้วงของนายสุเทพเป็นการต่อสู้ฟาดฟันกันรอบล่าสุดในการช่วงชิงอำนาจ
ระหว่างคนเสื้อแดงกับกลุ่มอำนาจดั้งเดิมที่คลั่งเจ้า
ซึ่งควบคุมเขตเมืองหลวงและจังหวัดทางภาคใต้
การต่อสู้กำลังเปลี่ยนไปสู่ฉากเลวร้ายอีกครั้ง
ด้วยความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะแตกเป็นสองเสี่ยง
คนเสื้อแดงจะออกมาใช้สิทธิ์ในวันที่ 2
กุมภาพันธ์ตามหน้าที่อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น พวกเขามุ่งปกป้องรัฐบาล
และนางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ให้ถูกโค่นอำนาจตามที่คาดกันว่าจะเกิดขึ้น
การยึดอำนาจอาจทำโดยกองทัพ ด้วยข้ออ้างเพื่อยุติเหตุรุนแรงในกรุงเทพ
หรืออาจเป็นการยึดอำนาจโดยตุลาการ
ศาลอาจห้ามไม่ให้นักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้ารับตำแหน่ง
ด้วยข้อหากระทำการขัดรัฐธรรมนูญ
![]() |
|
@ ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล จุมพิตมือของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำการประท้วง ระหว่างเดินขบวนในกรุงเทพ เมื่อ 23 มกราคม 2557
|
"การยึดอำนาจทั้งสองรูปแบบ เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
คนเสื้อแดงมองว่า
กองทัพกับศาลเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจดั้งเดิมในกรุงเทพ" รายงานระบุ
"ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อปี
2554 ถูกขับออกจากกรุงเทพ เธอจะได้รับการต้อนรับในเชียงใหม่
ที่ซึ่งเธอจะได้รับแรงสนับสนุนให้ปกครองประเทศต่อไป
ในฐานะคู่แข่งที่มีความชอบธรรมของใครก็ตามที่ยึดอำนาจในเมืองหลวง
สถานการณ์เช่นนั้นจะจุดชนวนการแยกประเทศระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้"
อีโคโนมิสต์รายงานด้วยว่า อันที่จริงแล้ว
คนเสื้อแดงจำนวนมากรู้สึกว่า รัฐบาลสูญเสียกรุงเทพไปแล้ว
นายสุเทพแทบทำอะไรก็ได้ ตำรวจไม่จับ
ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
ดังนั้น คนเสื้อแดงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังคิด และถึงขั้นเตรียมพร้อม ที่จะแยกตัวออกจากกรุงเทพและภาคใต้
"ท่านนายกฯมาเลย พวกเราจะดูแล ถ้าเราต้องสู้ เราจะสู้
เราต้องการแยกประเทศ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะยินดี"
อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของทักษิณคนหนึ่งในเชียงใหม่ กล่าวกับอีโคโนมิสต์.
ooo
Political crisis in Thailand
You go your way, I’ll go mine
STOUT and loquacious, Khamsi Audomsi runs a
roasted-banana stall in the covered market of San Kamphaeng, a small
town just outside Chiang Mai, the main city of northern Thailand. In
front of where she fries up, a greasy wall is festooned with posters and
calendars devoted solely to the Shinawatra clan: Thaksin Shinawatra,
the former prime minister deposed in a coup in 2006 and now in
self-imposed exile, and Yingluck Shinawatra, the current prime minister,
who takes orders from her older brother in Dubai.
Thanks to Mr Thaksin’s policies, Ms Khamsi says, her
family’s prospects were transformed. A student-loan scheme allowed both
her son and daughter to go to university, a family first. Now their
relatively well-paid jobs help to pay for her health care. And for this,
Ms Khamsi repays Mr Thaksin and his sister with her undying loyalty.
She was a founder of the “red shirts”, Mr Thaksin’s grassroots political
movement.
It is the sort of story you hear time and again in
northern and north-eastern Thailand: how Mr Thaksin’s social policies,
dismissed as mere populism by his opponents, helped people to escape
poverty. Chiang Mai and the 16 provinces around it are almost solid
red-shirt territory; the 20 provinces of Thailand’s poor north-east, a
region known as Isan, are even redder (see map). The flames of devotion
burn brightest in San Kamphaeng, for this is where the Shinawatras come
from and where they return to be buried.
Ms Khamsi and her fellow red shirts are looking forward
to the general election on February 2nd. (Ms Yingluck called it in an
attempt to break the political deadlock that has gripped the capital,
Bangkok, since November.) They can renew their vows and demonstrate once
again the strength of the red shirts and the supporters of the ruling
Pheu Thai party. Parties run by Mr Thaksin have won every election since
2001, precisely by dominating the rural north and north-east.
For that very reason the anti-Thaksin forces are
boycotting the election altogether. Led by a former MP, Suthep
Thaugsuban, they have staged mass protests in Bangkok in hopes of
ousting Ms Yingluck. Mr Suthep and the Democrat Party, the main
opposition, argue that Mr Thaksin’s money has poisoned the electoral
process and say they will only participate after the system has been
cleaned up. Their disruptive tactics may yet cause the election to be
postponed or even cancelled.
Mr Suthep launched his crusade three months ago, at the
time of the government’s cack-handed attempt to force through a bill
granting Mr Thaksin amnesty for convictions for corruption and abuse of
power. In reality, Mr Suthep’s protests are just the latest round in an
increasingly bitter struggle for the political soul of the country,
between the northern red shirts and an ultraroyalist establishment that
controls much of the capital and the southern provinces. The struggle is
turning ugly again, and risks splitting the country in two. At least
nine have died as men of violence creep on to the stage with sniper
rifles and bombs. Each side blames the other for these shadowy
provocateurs. On January 21st Ms Yingluck declared a state of emergency
in Bangkok and its surrounding districts.
Although the red shirts will dutifully vote on February
2nd, they are mostly focused on how they might protect their
government, and Ms Yingluck, from the coup that they are all expecting. A
coup might be a military one, under the pretext of stopping violence
escalating in Bangkok. Or it might be a judicial one, with the courts
barring Pheu Thai politicians from taking office because of alleged
offences against the constitution. Both have happened before, and the
red shirts see both the army and the courts as tools of the Bangkok
political establishment.
If Ms Yingluck, who was elected in a landslide in 2011,
is forced out of Bangkok, she will be welcomed in Chiang Mai, where she
will be encouraged to keep on governing as the legitimate rival to
whoever takes over in the capital. That might trigger the split between
north and south.
Indeed, many red shirts say Bangkok is already lost. Mr
Suthep has nearly free rein there, closing down most government
offices. The police have charged him with insurrection and seizing state
property, but no attempt has been made to arrest him. The imposition of
a state of emergency for 60 days may not make much difference.





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น