แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

บทความแปล: เมื่อทุกฝั่งทุกฝ่ายผิดกันหมด ก็ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกกันเลย

ที่มา Thai E-News

 
(อ้างอิง: With all sides wrong, there can be no right
โพสต์อยู่ใน เวปไซค์ของ Bangkok Post, ลงวันที่ 19 มกราคม 2557



เมื่่อมองดูผู้ประท้วงที่ต่
อต้านเขาอยู่จนทุกวันนี้ บางทีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็อาจจะงุนงงสงสัยอยู่เหมือนกันว่า “ผมทำอะไรลงไป ถึงเห็นกันว่าผิดได้ขนาดนี้?”


สำหรับท่านที่ไม่ทราบราวหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ตัวอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น ไม่เคยเป็นฝ่ายต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์เลย เขาต้องการที่จะได้รับเกียรติ์และประวัติคุณงามความดีที่ทางฝ่ายวังอนุมัติให้ ซึ่งเป็นความแตกต่างจากเรื่องของการแค่ได้การรับรองให้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อตนเองก้าวผิดพลาดไปครั้งหรือสองครั้ง มันก็ได้เปลี่ยนวิถีทางของเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมดออกไป

ประการแรกที่สุด มันเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ที่ฝ่ายอำมาตย์ชนชั้นสูงอันเก่าแก่ของประเทศ ต้องพยายามฟันฝ่าต่อเรื่องของ “โชคชะตาของประเทศไทยในอนาคต” บังเอิญที่ว่าตัวอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น ไปลงทุนเกี่ยวกับอนาคตเรื่องหนึ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีเสียเลย นี่คือการกล่าวแบบละมุนละม่อมอย่างที่สุด มันคือการพิพาทขัดแย้ง ซึ่งไม่เพียงแต่ผลประโยชน์เท่านั้น แต่มันมีเรื่องของความอยู่รอดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราขอเว้นที่จะขยายเรื่องราวต่อไป ณ ที่นี้


ประการที่สอง ในประเพณีวัฒนธรรมไทย เราทุกคนมีบทบาทที่เราจะสวมเล่นกันอย่างสุภาพ บทบาทของแต่ละบท ก็มีความพอเหมาะพอดีในรูปแบบการ ทำงานของสังคม มันก็มีขอบเขตอยู่เสมอ และการขยายบทบาทหนึ่งออกไป อย่างข้ามหน้าข้ามตานั้น ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเป็นการชักชวนให้นำเอาความขัดแย้งเข้ามา


ข้อกล่าวหาที่มีต่อ อดีตนายกฯ ทักษิณนั้น รวมไปถึง ความพยายามที่จะผูกขาดอำนาจทางการเมืองภายใต้การบริหารของเขา, มีเรื่องเกี่ยวกับการสร้างอาณาจักรทางการเมือง / ธุรกิจด้วยการใช้ระบบ “การทุจริตทางนโยบาย” (Policy Corruption) และนำเอากองทัพให้เข้ามาอยู่ภายใต้เงื้อมมือส่วนตัวของเขา -- นี่คือเกมส์การแสวงหาอำนาจที่เป็นอันตรายอย่างมาก


ประการที่สาม เมื่อกับประเทศใดๆ ที่กำลังอยู่ในการพัฒนาได้เดินเข้ามาสู่ที่ชันในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีแบบระบอบขุนนางแล้ว เรื่องการคอรัปชั่นในที่นั้น ถือว่าเป็นรูปแบบที่ยอมรับกันอย่างเป็นปกติ แต่ถ้ากล่าวอีกครั้งหนึ่ง มันก็ยังมีขอบเขตที่บุคคลผู้นั้น ไม่สมควรที่จะก้าวข้าม อาชญากรรมของอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่ว่าเขาไปกัดเอามะม่วงที่สุกงอมเข้ามากิน เพราะทุกๆ คนต่าง ก็กัดกินมันเช่นเดียวกัน แม้แต่กระทั่งแค่และเล็มก็ตาม แต่ตัวอดีตนายกฯ ทักษิณถูกมองให้เห็นว่า เป็นผู้ต้องการที่จะเขมือบต้นมะม่วงทั้งต้นนั้นเอาไปเสียเอง


ประการที่สี่ มีความพยายามที่จะสร้างลัทธิ (Cult) เกี่ยวกับบุคลิกภาพในตัวเขา ด้วยการประดิษฐ์ภาพพจน์ว่าเป็นภาพบิดาของประเทศชาติ เป็นผู้กอบกู้ชุบชีวิตใหม่ (Savior) ของประชาชน แต่เรื่องนี้ มันสามารถมีบุคคลเพียงท่านเดียวเท่านั้น ที่จะสวมบทบาทนี้ได้ และบุคคลผู้นั้น ก็ไม่ใช่ตัวอดีตนายกฯ ทักษิณเลย


นอกไปจากนั้น เหมือนกับผู้สนับสนุนในตัวเขา ซึ่งไม่มีทางที่จะยกโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน และ เดือนพฤษภาคมของปี พ.ศ. 2553 กลุ่มผู้ประท้วงที่อยู่บนท้องถนนในทุกวันนี้ ก็ไม่สามารถที่จะยอมยกโทษให้กับตัวอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบกับตัวผู้เล่นที่มีอำนาจแล้ว อดีตนายกฯ ทักษิณได้สร้างรูปนามให้กับตัวเขาเองว่า เป็นผู้บริหารที่มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ (the Big Man Ruler) ดังนั้น เขาจึงสร้างศัตรูรอบตัวขึ้นมาด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ทำการประท้วงบนท้องถนนในทุกวันนี้ พวกเขาเห็นว่าตัวอดีตนายกฯ ทักษิณเป็น ผู้หลอกลวง-ผู้เผด็จการ (Pseudo-Dictator) เป็นตัวอุปสรรคขัดขวางของความเจริญก้าวหน้าและเป็นผู้กระทำการแย่งชิงเอกลักษณ์ของประเทศลงไป


กลุ่มผู้ประท้วงต้องการมากกว่านั้น พวกเขาเชื่อว่า กลุ่มของพวกเขาและประเทศไทยสมควรที่จะได้รับสิ่งที่ดีๆ มากกว่านี้ ถ้าใครก็ตามสามารถเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย, วัฒนธรรมประเพณีและจิตใจของผู้คนได้ ก็ไม่ต้องมีใครมาสงสัยกันเลยว่า อดีตนายกฯ ทักษิณได้กระทำผิดอย่างใหญ่หลวงในสายตาของผู้ที่ยืนต่อต้านกับตัวเขา แม้กระนั้น ถ้าเรื่องนี้เป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดก็ตาม ข้อเท็จจริงคือ ยังมีประชาชนมากกว่าอีกครึ่งหนึ่งของภาคกลางและภาคอื่นๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่นอกตัวเมืองหลวงที่ให้การสนับสนุนต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ เมื่อนำเอาบุคคลเหล่านี้มารวมกัน ทั้งหมด ไม่ว่าใครคนไหนจะเป็นหุ่นเชิด (Puppet) ของอดีตนายกฯ ทักษิณ, ตัวโคลน (Clone) หรือ ตัวนอมินี (Nominee) ก็สามารถประสบชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นครั้งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในอนาคตซึ่งสามารถมองเห็นกันได้

การที่จะปฎิเสธรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยต่อสิทธิ์ในการปกครองของรูปแบบประชาธิปไตย ในการเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นการตบหน้าของผู้คนมากกว่า 15 ล้านคนที่ทำการออกเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคการเมืองพรรคนี้ และสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทนอกเมืองหลวง ต่างก็รู้สึกเช่นกันว่า พวกเขา ต่างก็ถูกตบหน้ากันมาอย่างเป็นเวลายาวนานแล้วด้วยเช่นเดียวกัน


ประเท่ศไทยในปัจจุบันนี้ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาทางประวัติศาสตร์ในทำนองเรื่องของระบบขุนนางของเราในอดีตกาล ถึงแม้ว่าเราจะเจริญก้าวหน้าขึ้นมาในทางเศรษฐกิจ, ทางเทคโนโลยี่ และในรูปแบบบางอย่างของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม แต่โครงสร้างเนื้อเยื่อในกระดูกของพวกเรานั้น คือเรื่องของระบบอุปถัมภ์ (Patronage) และเรื่องของระบบขุนนางในสายเลือด ของเรา (DNA Feudalistic) เราคือสายใยของเครือข่ายชาติพันธุ์ ที่มีรากฐานมากจาก การปกครองแบบเจ้าขุนมูลนาย (Hierarchy), ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน, ความจงรักภักดี, ความเล่นพรรคเล่นพวก และ เรื่องของผลประโยชน์ตอบแทน


ถ้าเมื่อเวลาร้อยปีก่อนหน้านี้ ประเทศไทยคืออาณาจักรกรุงเทพ ที่ทำการบริหารปกครองทั่วราชอาณาจักรและหัวเมืองต่างๆ อีกร้อยปีผ่านมานั้น ความสัมพันธ์จากวิธีการดั้งเดิมแบบนี้ก็ยังคงนำมาใช้กันอยู่ให้เห็นกันในปัจจุบัน เราประสบความล้มเหลวที่จะวิวัฒนาการโครงสร้างและ DNA ของพวกเรา ตัวอย่างเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังคงอยู่ในรูปแบบของการแต่งตั้ง งบประมาณและกองกำลังทางตำรวจก็ยังใช้ระบบส่วนกลางอยู่ และการพัฒนาต่างๆ ก็ยังจะต้องให้กรุงเทพมหานครเป็นจุดศูนย์กลาง นี่ก็เพียงยกตัวอย่างให้เห็นกันสองสามเรื่อง ในอีกหลายหนทาง กรุงเทพมหานครก็ยังคงบริหารและส่งอิทธิพลให้เห็นดูเหมือนกับ เจ้าเหนือหัว (Overlord) ที่ควบคุมฝ่ายอาณานิคม (Colonies) แทนที่จะทำการบริหารเหมือนกับเมืองหลวงของประเทศที่มีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไต


ด้วยเหตุนี้ ยังมีประวัติของการเจริญเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอนัก และ เมื่อเวลาทศวรรตที่ผ่านมา ความขุ่นเคืองที่ออกช่อให้เห็นว่าพวกเขากลายเป็นพลเมืองชั้นสอง รวมทั้งยังมีสงครามที่ยืดเยื้อเป็นเวลานานอย่างบ้าคลั่งนานมามากกว่าทศวรรษยังเกิดขึ้นอยู่ตามทางชายแดนภาคใต้ ในขณะเดียวกัน ประชาชนที่อยู่ในชนบทก็เริ่มตื่นตัวและรู้เห็นในเรื่องสองมาตรฐาน เนื่องจากว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นผู้ปลุกให้รับรู้กัน ไม่ว่าจะเป็นจากเหตุบังเอิญหรือจากการออกแบบจงใจสร้างให้เห็นก็แล้วแต่


เมื่อรวมถึงเรื่องการเผยแพร่ของเรื่องสารสนเทศโดยการผ่านโลกออนไลน์โซเชี่ยลมีเดีย และโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเรา และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องยอมรับให้ใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาฝังรากในชีวิต พร้อมกับยอมก้มศีรษะให้อย่างอ่อนโยนนอบน้อม พวกเขาเห็นอดีตนายกฯ ทักษิณ เหมือนกันผู้นำที่ทำการช่วยเหลือพวกเขา ให้ผงาดศีรษะขึ้นมาและยืนหยัดอยู่บนแข้งขาตนเองด้วยความภาคภูมิใจ


ความเจริญเติบโตของทางต่างจัง
หวัดหลายแห่ง ในช่วงระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมานั้น สามารถูกกล่าวได้ว่า ต้องเป็นหนี้บุญคุณกับการพัฒนาของประเทศชาติโดยทั้งหมด แต่เราไม่สามารถที่จะปฎิเสธได้ว่า นโยบายของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้น ได้นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมากมายอีกด้วย นโยบายการกู้เงินเป็นจำนวน 2 ล้านล้านบาทของพรรคเพื่อไทย ซึ่งส่วนใหญ่ของเงินกู้จำนวนนี้จะนำไปใช้จ่ายในการสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในต่างจังหวัด จะเพิ่มประโยชน์เป็นอย่างมากกว่าเดิมเสียอีก ประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดเหล่านี้ ต่างก็พร่ำบ่นถึงเรื่องที่กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางในการยืนหยัดขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของพวกเขา พวกเขามีความรู้สึกว่า มันเป็นรอบของพวกเขาแล้ว ถ้ากลุ่มที่ต่อต้านอดีตนายกฯ ทักษิณมีความต้องการมากกว่าเก่า และ เชื่อว่าพวกเขาสมควรที่จะได้รับมากกว่า ดังนั้นประชาชนที่สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ก็สมควรที่จะได้รับความเจริญก้าวหน้าแบบเดียวกันด้วย


กลุ่มผู้นำหรือแกนนำทั้งสองฝ่ายนั้น ต่างก็มีความคิดแบ่งขั้วกันเป็นอย่างสูง ตัวอย่างเช่น ในเคสระดับคลาสสิกของอดีตนายกฯ ทักษิณ คือ ตนเองเคยกล่าวว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้ลงคะแนนให้่กับเขา ก็ไม่ควรจะหวังสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากตัวเขา จากนั้น ก็มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังถกเถียง กันเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับแกนนำของกลุ่มผู้ทำการประท้วงที่กล่าวว่า คะแนนเสียงของคนกรุงเทพฯ ที่ “มีการศึกษา” สมควรที่จะได้รับการนับคะแนนมากกว่า คะแนนเสียงของกลุ่มที่ “ไร้การศึกษา” จากทางต่างจังหวัด เรื่องทั้งสองนี้เป็นเรื่องที่ไร้สาระเป็นอย่างยิ่ง


กลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย ต่างก็ลงมาเล่นพร้อมเพรียงกีนเป็นอย่างดี ลองเข้าไปดูในโลกโซเชี่ยลมีเดีย ที่แต่ละฝ่าย มีส่วนช่วยกันในการสบประมาทดูถูกดูแคลนและเยาะเย้ยด้วยความร้อนแรงอย่างชอบธรรม กลายเป็นเชื้อเพลิงที่ส่งสุมความจงเกลียดจงชังมากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนคนไทยด้วยกัน


แม้กระทั่งกลุ่มนักวิชาการ, ผู้ต่อสู้ทางการเมือง (Activists) และผู้รายงานข่าว ซึ่งปลายปากกาของบุคคลเหล่านี้ ควรจะมีพลังและความคมมากกว่าดาบเสียอีก ก็กลับลงมาร่วมวงกับโจมตีกันต่อไป แทนที่จะใช้ความรู้ความสามารถของพวกเขาและเรียนรู้ทักษะที่จะนำเอาความรู้สึกผิดชอบและใช้ความเป็นเหตุเป็นผลเข้ามาลบล้างความบ้าคลั่งเหล่านี้ อีกหลายท่านปิดบังความคิดเห็นภายนอกด้วยการนำเอาคตินิยมหรือหมู่คณะของตนเองมาใช้ และเสนอการดูถูกและเยาะเย้ยออกมาแทน ซึ่งไม่แตกต่างกันกับผู้โง่เขลาเบาปัญญาและไร้การศึกษากันเท่าไรนัก


พวกเขาเข้าไปต่อสู้ในความพยายามที่จะเอาชนะคู่แข่งอย่างสำเร็จผลกัน และปรบมือเชียร์ให้กับความชอบธรรมต่อพวกเขาเอง พวกเขาเขียนเรื่องราวบรรยายที่ง่ายต่อการรับรู้ เกี่ยวกับ “คนดี กับ คนเลว” และบอกปัดและเฉดหัวคู่ต่อสู้ที่พวกเขาเลือกขึ้นมาพร้อมกับการตราหน้าจารึกฝังชื่อกันตามความสะดวก


แม้เมื่อคนที่เก่งเป็นเลิศในสังคมคนยอมเชื่อฟังกับเรื่องนี้ มันก็ไม่เป็นที่น่าสงสัยอะไรเลยว่า เรามาอยู่ที่จุดนี้ในวันนี้ เราได้เห็นสนามรบของอำมาตย์ศักดินาทั้งสองกลุ่ม กำลังแก่งแย่งชิงดีกันเพื่อที่จะควบคุมสถานการณ์ในปัจจุบัน และเพราะฉะนั้น พวกเขาก็เป็นผู้สร้างและกำหนดอนาคตข้างหน้าด้วยเช่นกัน


---------------------------------------------


ความคิดเห็นของผู้แปล:
(เชิญแชร์ หรือ Tag ได้ตามสบายค่ะ)

บทความนี้ เขียนโดยคุณวรนัย วาณิชกะ จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557 ดิฉันอ่านครั้งแรก เห็นว่าเป็นบทความที่ดี และเป็นกลางพอสมควร ก็เลยนำมาแปลให้ได้อ่านกัน

ในเวลานี้ เราจะเห็น Hate Speech ใส่กันอย่างเผ็ดร้อนอยู่ทุกวัน และทั้งสองฝ่าย ก็ทำไปเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าต้องการให้มีการแทรกแทรงทางการเมือง หรือ เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศเกิดขึ้นก็ตาม

บทความกล่าวถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ฝังรากมาอย่างลึกเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ซึ่งปรียบเสมือน DNA ของคนไทยเรียบร้อย วัฒนธรรมที่ฝังใจในระบอบอุปถัมภ์ เพื่อหาคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า ทำการช่วยเหลือ และจากนั้น ก็มีเรื่องความเป็นหนี้บุญคุณที่จะต้องชดใช้กันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เรื่อง การ “ดูถูก” คนต่างจังหวัดว่า “โง่” หรือ “ไร้การศึกษา” นั้น ก็เพื่อก่อให้เกิดกระแสว่า ฝ่ายฉันฉลาดกว่า เก่งกว่า และ DNA ของคนไทยนั้น มีความอ่อนไหวเป็นอย่างมาก ในการที่ถูกเรียกว่า “โง่เง่าเต่าตุ่น” โดยใช้เอา “การศึกษา” เป็นตัววัดในเรื่องเหล่านี้ (ซึ่งจริงๆ แล้วในชีวิตเรา การศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการที่เราสามารถเอาชีวิตรอดตลอดฝั่ง เพราะหลังจากการเรียนรู้แล้ว ประสบการณ์ของเราเอง เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จค่ะ)

ส่วนการปรับปรุงหลายอย่างที่ในบทความกล่าวถึง ในเรื่องของ Decentralization นั้น เป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เพราะแทนที่จะรวบอำนาจอยู่ในส่วนกลาง ก็เป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นให้หมด การนำเอากรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อาจจะต้องเริ่มคิดเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางโลกาภิวัตน์ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบั

มนุษย์ทุกคน ต้องการความภาคภูมิใจในชีวิต รวมไปถึง การยอมรับกฎกติกาของสังคม แต่ Bottom line จริงๆ ก็คือต้องถามตนเองว่า What is in it for me? หรือ มีผลประโยชน์อะไรให้กับตัวฉันบ้าง ถ้าฉันเลือกหรือเข้าข้างคุณขึ้นมา นั่นคือตัววัดจริงๆ ว่า ตนเองลงทุนลงแรงไปแล้ว จะได้รับอะไรตอบแทนบ้าง

ประเทศ ไทยยังต้องแบ่งขั้วอยู่อย่างนี้ และเราจะต้องพึ่งระบอบอะไรที่ยุติธรรมที่สุด ใครเล่าที่สามารถเป็นกลางได้อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับบ้าง? ในเวลานี้ ดิฉันมั่นใจว่า เราจะไม่มี “พระเอก” เข้ามาช่วยอีกแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันแบ่งฝ่ายกันไปหมดอย่างเห็นได้ชีดว่า ใครหนุนหลังใคร หรือ สนับสนุนใคร

เป็นไปได้สักแค่ไหน ที่เราจะได้เห็นบุคคลที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับกันทั่วหน้า อย่างเช่น “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ซึ่งเป็นที่รักและเคารพของกลุ่มก็กต่างๆ มาปรากฎให้เราเห็นกันในเวลาปัจจุบันนี้? เวลาที่เราจะต้อง “รอ” นั้น อาจจะถึงขนาด “ชั่วชีวิต” ของเราก็ได้นะคะ.....



Doungchampa Spencer

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น