ที่มา สำนักข่าวอิศรา
“…เป้าหมายของเราคือต้องการหยุดความรุนแรงที่เกิดจาก
ความเห็นต่างทางการเมือง และเรายืนยันว่าต้องมีการเลือกตั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่ 2 ก.พ. นี้ เพราะประชาธิปไตยเว้นวรรคไม่ได้
และอยากให้ทุกคนได้ใช้สิทธิ์
เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน…”
ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่
บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จนถึงล่าสุดเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายที่หน้าสนามกีฬาไทย – ญี่ปุ่น ดินแดง
ล้วนเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลาย จนส่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ด้วยสถานการณ์ที่ส่อเค้ารุนแรงจนอาจเรียกได้ว่าเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่ “กลียุค” ขึ้นทุกวัน
ปรากฏว่ามีหลากบุคคลหลายองค์กรต่างตบเท้ากันออกมา “แสดงพลัง” จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ยุติความรุนแรงในทางการเมือง” รวมถึงเห็นว่า “การเลือกตั้งคือทางออก” ของประเทศไทยในขณะนี้เป็นจำนวนไม่น้อย
โดยกลุ่มแรกที่มีการคิดริเริ่มคือกลุ่ม “พอกันที!
หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง!”
มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการ “จุดเทียน”
เพื่อให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาเจรจาลดความขัดแย้งที่บานปลายไปสู่ความรุนแรง
โดยจัดขึ้นหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร บริเวณสี่แยกปทุมวัน
ซึ่งจะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 10 ม.ค. นี้
หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดมาแล้ว 2 ครั้งคือในวันที่ 27 ธ.ค. 2556 และ
3 ม.ค. 2557
ขณะที่อีกกลุ่มคือกลุ่ม “ANTs’ POWER” ที่จัดกิจกรรม
“รวมพลคนไปเลือกตั้ง” โดยนัดรวมพลใส่ “เสื้อขาว” และปล่อย “ลูกโป่งสีขาว”
เพื่อต่อต้านความรุนแรงที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย
และต้องการผลักดันให้เกิด “การเลือกตั้ง” ในวันที่ 2 ก.พ. นี้
โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมา และในวันที่
10 ม.ค. นี้จะจัดกิจกรรมใหม่ชื่อว่า “Happening Art เข้าคูหา-กาตามใจ-Vote
as You Like” เพื่อรณรงค์ให้คนไปเลือกตั้งอีกด้วย
หลังจากที่มีกลุ่มดำเนินการเคลื่อนไหวนำร่องกิจกรรม
“ต้านรุนแรง – หนุนเลือกตั้ง” กันไปแล้ว ก็เริ่มมีเหล่านิสิต/นักศึกษา
คณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
รวมทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยออกมารณรงค์จัดตั้งกิจกรรมเหล่านั้นกันอย่าง
คึกคัก
เช่น เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ ม.ศิลปากร (สนามจันทร์), วันที่ 9 ม.ค. ที่ ม.ศรีนครินวิโรฒ (ประสานมิตร) และที่ ม.เกษตรศาสตร์ (บางเขน) ที่ได้จัดกิจกรรมจุดเทียนเพื่อสันติภาพ หยุดสร้างเงื่อนไขสู่ความรุนแรงเช่นกัน
เช่น เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ ม.ศิลปากร (สนามจันทร์), วันที่ 9 ม.ค. ที่ ม.ศรีนครินวิโรฒ (ประสานมิตร) และที่ ม.เกษตรศาสตร์ (บางเขน) ที่ได้จัดกิจกรรมจุดเทียนเพื่อสันติภาพ หยุดสร้างเงื่อนไขสู่ความรุนแรงเช่นกัน
ส่วนในวันที่ 10 ม.ค. นอกจากกลุ่ม “พอกันที!
หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง!” กับกลุ่ม “ANTs’ POWER”
ที่จะจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นในวันดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีอีกหลายกลุ่ม
หลายมหาวิทยาลัยดาหน้าออกมาแสดงพลังกัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
ม.ขอนแก่น, ชาว จ.อุบลราชธานี และชาว จ.เชียงใหม่ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ
อีกเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามแต่ หลากหลายกิจกรรมข้างต้นถูกหลายฝ่าย
รวมไปถึงนักวิชาการบางส่วนมองว่าเป็นเพียงพวก “เสื้อแดงลอกคราบ”
ที่เอาคำว่า “สันติวิธี” และ “ประชาธิปไตย” มาบังหน้าเท่านั้น
แต่ในใจยังคงหนุน “ระบอบคนโกง” ให้กลับเข้ามาบริหารประเทศเหมือนเดิม
เห็นได้จาก “ผศ.ตระกูล มีชัย” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์
จุฬาลงกรณ์ฯ วิเคราะห์กิจกรรมดังกล่าว ในเว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ว่า ตนมองว่าทุกสีที่กำหนดเป็นเพียงการวางสัญลักษณ์ทั้งนั้น
แต่หัวใจสำคัญที่สุดมันไม่ใช่เรื่องของสี
แต่เป็นเรื่องแนวคิดและอุดมการณ์ว่าเป็นแบบไหน … ส่วน “เสื้อขาว”
ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์ใหม่ทางการเมืองนั้น
ตนมองว่าคงไม่ได้ส่งผลสะท้อนกลับให้คนทั่วไปเดือดร้อน เลิกสวมเสื้อสีขาว
เพราะเรื่องนั้นไม่น่าห่วงเท่าไหร่ ที่น่าห่วงมากกว่าคือ
สีขาวที่ทางกลุ่มตั้งใจจะให้หมายถึง “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” นั้น
อาจเป็นสัญลักษณ์ที่มีน้ำหนักไม่มากพอ ตราบใดที่ “การเลือกตั้ง” ในวันนี้
ยังอยู่ภายใต้เงาของเผด็จการคนโกง
ขณะที่มีหลายฝ่ายสงสัยว่า “จุดยืน” ของกลุ่มคนเหล่านั้นคืออะไร และมี “นัยยะทางการเมือง” หรือไม่ ?
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้ต่อสายตรงไปยัง “นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ”
หนึ่งในผู้ริเริ่มจัดกิจกรรม “พอกันที!
หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขสู่ความรุนแรง!” เพื่อถามถึง “จุดยืน” และ
“เป้าหมาย” ของการจัดงานดังกล่าว
โดย “กิตติชัย” เล่าว่า
เป้าหมายของเราคือต้องการหยุดความรุนแรงที่เกิดจากความเห็นต่างทางการเมือง
และเรายืนยันว่าต้องมีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่ 2 ก.พ. นี้
เพราะประชาธิปไตยเว้นวรรคไม่ได้ และอยากให้ทุกคนได้ใช้สิทธิ์
เพื่อหยุดยั้งความรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน
หมายถึงว่าเราอาจมีแนวทางต่างกัน แต่เราก็แค่เสนอความคิดเห็นของเรา
ซึ่งหวังว่าจะนำไปสู่การหันหน้าเข้ามาเจรจากัน และนำไปสู่การเลือกตั้งได้
“โอเค
การเลือกตั้งมันคงยังไม่จบความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
แต่ว่าก็หวังว่าเราก็มีความหวังต่อไปให้มีการปฏิรูปการเมือง
ปฏิรูปสังคมไทยเพิ่มขึ้น”
เมื่อถามว่า หมายถึงต้องปฏิรูปหลังเลือกตั้ง “กิตติชัย”
กล่าวว่า ตนเห็นว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่
จะต้องถูกกดดันจากประชาชนแน่ ที่จะต้องมาปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการเลือกตั้ง
ปฏิรูปการใช้อำนาจขององค์กรต่าง ๆ อย่างแน่นอน
ซึ่งเชื่อมั่นว่าพลังของประชาชนจะกดดันได้
อย่างกรณีที่เรากดดันรัฐบาลที่ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่สังคมไม่พึงพอใจ
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายรวมทั้ง กปปส.
มองว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงถอดเสื้อเท่านั้น “กิตติชัย” ยอมรับว่า
มีคนเสื้อแดงมาจริง อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมีภาพออกไปเยอะแยะ
แต่ว่าในงานมันก็มีกลุ่มคนอื่น ๆ ด้วยจริง ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดง
บางกลุ่มก็แดงอ่อนก็มี แดงแจ๋ก็มี คนที่ไปร่วมเป่านกหวีดก็มี
คนที่ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมครั้งใดเลยก็มี มันมีความหลากหลายเยอะมาก
“พวกผมก็ห้ามไม่ได้ว่าใครจะมา
เพราะผมก็เปิดเป็นพื้นที่ให้ทุกคนออกมาแสดงความคิดเห็นโดยมีจุดร่วมกันก็คือ
เรื่องของการไม่เอาความรุนแรง
และเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกของสังคมในช่วงเวลาแบบนี้”
“กิตติชัย” อธิบายว่า
มีคนมองว่าการเสนอให้เลือกตั้งเข้าทางรัฐบาลเพื่อไทย
เพื่อให้ทางเพื่อไทยได้รับประโยชน์ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
คือฝ่ายตนโดยพื้นฐาน 1 คน 1 เสียงก็ยังเป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย
คืออย่างไรก็ตามถ้ามีรัฐบาลมาทำในสิ่งที่เราไม่พอใจ
ก็ต้องออกมาคัดค้านพฤติกรรมที่เราไม่พอใจอยู่ดี
แต่ไม่ต้องถึงขั้นมาล้มระบบอะไรอย่างนี้
เมื่อถามว่า สถานการณ์ความขัดแย้งแหลมคมมาก
การเลือกตั้งจะเป็นทางออกจริงหรือ “กิตติชัย” ระบุว่า ณ
เวลานี้ก็ยังหาวิธีอื่น ๆ ไม่ได้
แต่ว่ายังไงก็ต้องเคารพภูมิปัญญาพื้นฐานของแต่ละคนในสังคมไทยที่ช่วยกันให้
ช่วยกันประคับประคองไป โดยที่ให้แต่ละคนมีสิทธิ์มีเสียง
ออกเสียงว่าเราจะนำพาสังคมไทยไปทางไหน และรับผิดชอบร่วมกัน
ทั้งหมดนี้คือ “ปรากฏการณ์” ทางการเมือง
ของเหล่าคนที่อาจเรียกได้ว่า “ปรารถนาดี”
ต้องการให้สังคมไทยลดดีกรีความเผ็ดร้อนลง และหันหน้ามาคุยกันมากขึ้น
ขณะที่คนในสังคมจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียง
การทำ “เอาหน้า” และเป็น “เสื้อแดงลอกคราบ” ไม่ได้มีความ “เป็นกลาง”
ทางการเมืองอย่างแท้จริง
ooo



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น