"ก็ เชื่อว่าประเทศไทยไม่อาจทานพลังความต้องการของคนในประเทศที่ต้องการให้เกิด การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิความเสมอภาคของพลเมือง ทุกคน"
สวัสดีค่ะพี่สมยศ
จดหมายนี้เริ่มลงมือเขียนตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2556 เมื่อทราบข่าวว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา เล็กก็คิดถึงพี่สมยศจับใจ คิดถึงความเสียสละของพี่และของหลายๆ คนเพื่อร่วมขับเคลื่อนกงล้อประชาธิปไตยและเสรีภาพให้หมุนวนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความหวังว่าจะมีรัฐบาลที่ตระหนักในความเสียสละของประชาชน และมุ่งมั่นเดินหน้าประเทศไทยด้วยความเคารพประชาชนอย่างแท้จริง
แต่เอาเข้าจริง การดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ก็เป็นไปในทิศทางที่ประนีประนอมกับขั้วอำนาจชนชั้นสูงและดูเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดที่แนวร่วมต้องทนแบกรับอยู่ในคุกเกินกว่าความคาดหวังของพวกเรา ...
และแทบไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงความชัดเจนมากทางท่าทีของรัฐบาลเพื่อไทยที่หลีกเลี่ยงและไม่แตะเรื่องมาตรา 112 และนักโทษการเมืองจากกฎหมายมาตรา112 มิใยว่ามันจะเป็นประเด็นปัญหาหลักที่มีการเรียกร้องจากหลายภาคส่วนทั้งในประเทศไทยและจากนานาชาติ ให้รัฐบาลเพื่อไทยต้องรีบแก้ไขก็ตาม
และการยุบสภาก็ไม่ทำให้ปัญหายุติ การเมืองไทยเราก็เข้าสู่ยุคแห่งความอกสั่นขวัญหายกันอีกรอบ ...
และผู้คนมากมายก็มาช่วยกันแสดงออกทางการเมืองเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยปี 2519 2535 หรือ 2549
และผู้คนมากมายก็มาช่วยกันแสดงออกทางการเมืองเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยปี 2519 2535 หรือ 2549
ไม่มีอะไรสำคัญที่สุดเท่าการสู้เพื่อเสรีภาพ
และตระหนักว่าเมื่อรักเสรีภาพ ก็จะเคารพเสรีภาพคนอื่นให้ได้มากที่สุด
อึม ... อีม ...อ่า ...
ต้องขอโทษจริงๆ นะฮะ ที่จดหมายฉบับนี้ต้องเขียนค้างคาและอยู่ในความคิดคำนึงร่วม 2 เดือน และส่งมาไม่ทันวันครบรอบ 1 ปีของการตัดสินคดีพี่เช่นที่ตั้งใจ
ทั้งนี้เพราะมันถูกความเร่งด่วนหลายเรื่องราวให้ต้องวางไว้ก่อน ...
ไม่ใช่เพราะไม่เห็นความสำคัญของพี่ ที่จนบัดนี้ก็ยากจะทำใจเชื่อว่าพี่ต้องทุกข์ทรมานในคุกเมืองไทยเกือบจะสามปีแล้ว และแม้ว่าพี่จะมีคุณูปการกับประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการประกาศสู้เพื่อความยุติธรรม แม้ตัวเองจะต้องถูกจองจำ ...
เพื่อเปิดให้คนที่มีสามัญสำนึกในประเทศไทยและนานาชาติได้เห็นความอัปยศและน่าอดสูของกระบวนการยุติธรรมของไทย ...
แต่สิ่งที่พี่ต้องเผชิญ และต้องทนทุกข์ก็เป็นโศกนาฎกรรมแห่งชีวิตในกรงขังเสรีภาพในดินแดนที่ชื่อว่าไทย ที่ควรจะหมายถึง "อิสรภาพ"
เช่นนี้ ก็เป็นสิ่งที่ยากจะทนเห็นโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดร่วมไปด้วยได้
ด้วยที่ความร้าวรานที่ทุกคน (พี่และครอบครัว)
ที่ถูกตีกระหน่ำจากความอยุติธรรมของไทยมันหนักหนาสาหัสจริง การจะเขียนจดหมายถึงพี่จึงต้องจริงจัง และเขียนด้วยความเคารพในอุดมการณ์และความมุ่งมั่นของพี่ ...
มันก็เลยต้องเขียนในช่วงเวลาที่พร้อมและใจที่ไม่พะว้าพะวังกับเรื่องอื่นๆ
ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสภาพความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบัน
และในความเร่งด่วนเฉพาะหน้า ... โดยเฉพาะที่นับตั้งแต่กันยายน
2556 จนบัดนี้เล็กแทบไม่ได้พักเหมือนกัน
เพราะต้องร่วมต่อสู้และทำข้อมูลเพื่อการต่อสู้ของคนงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยที่ถูกค้าความฝันมาเก็บเบอร์รี่ที่สวีเดนและฟินแลนด์
จนต้องประสบกับชะตากรรมที่ยากลำบากในต่างแดน
และถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลายด้าน ... และ...
และในสภาพชีวิตคนร่อนเร่ไร้ที่อยู่อาศัยของตัวเล็กเองนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
ก็ทำให้เวลาและสมาธิถูกทำให้ขาดตอนไปกับการเคลื่อนย้ายและติดขัดเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ ... มันก็เลยทำให้เล็กไม่สามารถจดจ่อกับจดหมายนี้จนจบได้ในการเขียนคราวเดียว
... ขอโทษด้วยจริงๆ อีกครั้ง นะฮะพี่
แต่การเขียนจดหมายฉบับนี้ค้างคาก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันนะฮะ
เพราะมันได้กลายเป็นพันธนาการทางความคิดและความรู้สึกที่ทำให้เล็กเฝ้าหวนคิดถึงพี่อย่างรุนแรงมากกว่าเดิม
และก็เฝ้าคิดถึงพันธะสัญญาที่จะต้องเขียนจดหมายถึงพี่ฉบับนี้ให้เสร็จให้จงได้
แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเล็ก แม้ต่างก็ตระหนักและเตรียมใจเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมของเมืองไทยพอสมควร เมื่อเลือกเส้นทางชีวิตเพื่อทำงานต่อสู้กับคนใช้แรงงาน เพื่อความยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตยประชาชน ในสภาวะการเมืองที่ "อุดมการณ์ถูกท้าทายด้วยสติปัญญาและการตรวจสอบจากสังคม"
มันเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่เห็นการเข้าไปสนับสนุนขบวนการรอยัลลิสต์ที่ยังไม่ยอมเลิกลา นับตั้งแต่ปี 2548 ของขบวนการสหภาพแรงงานต่างๆ ทั้งสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มสหภาพแรงงานยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสภาแรงงานต่างๆ
แน่นอนมันเป็นเรื่องที่ไม่น่ารื่นรมย์นัก ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือเล็ก แม้ต่างก็ตระหนักและเตรียมใจเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมของเมืองไทยพอสมควร เมื่อเลือกเส้นทางชีวิตเพื่อทำงานต่อสู้กับคนใช้แรงงาน เพื่อความยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคมประชาธิปไตยประชาชน ในสภาวะการเมืองที่ "อุดมการณ์ถูกท้าทายด้วยสติปัญญาและการตรวจสอบจากสังคม"
มันเป็นเรื่องน่าสะเทือนใจที่เห็นการเข้าไปสนับสนุนขบวนการรอยัลลิสต์ที่ยังไม่ยอมเลิกลา นับตั้งแต่ปี 2548 ของขบวนการสหภาพแรงงานต่างๆ ทั้งสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มสหภาพแรงงานยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และสภาแรงงานต่างๆ
การเลือกข้างการเมืองที่ยืนอยู่บนจุดยืนที่ผิดของขบวนการสหภาพแรงงาน
โดยไม่ใส่ใจที่จะใช้พลังการจัดตั้งที่มี
เพื่อเปิดพื้นที่เสรีภาพและการเสมอภาคของประชาชนในสังคมไทยอย่างเท่าเทียม
เป็นพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ "สหภาพแรงงานสากล" ที่มันควรจะเป็น ... และเขาเหล่านั้นก็เป็นนักสหภาพแรงงาน
หรือผู้คนที่ทั้งพี่สมยศและเล็กต่างก็รู้จักและทำงานมาด้วยนับสองทศวรรษ
เมื่อเห็นขบวนการแรงงานยังไม่ยอมเปิดตาเปิดใจดูความจริง
ก็เข้าใจว่าทำไมพี่ผันตัวออกมาจากขบวนการแรงงานและมาทำงานรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
เมื่อทนไม่ได้
จนต้องออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองและประท้วงรัฐประหารในปี 2549 เล็กเองก็ได้กลายเป็นอีกคนที่ตั้งคำถามกับขบวนการแรงงานไทย
และออกมาสู้บนถนนสายประชาธิปไตยประชาชนเช่นเดียวกับพี่สมยศ
และในช่วงเวลานี้
เล็กก็ตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า การที่พี่อยู่ในคุก
และเล็กแม้ไม่อยู่ในคุกก็ต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ
จนทำให้เราทั้งสองคนก็ไม่สามารถทำงานขับเคลื่อนบนท้องถนน ในห้องประชุม
หรือกลางลานหมู่บ้านได้ดังเดิมนั้น ถือเป็นการเสียเวลาหรือไม่?
หลายคนพยายามบอกกับเล็กว่า
"ถ้าคุณอยู่เมืองไทยคุณคงจะทำอะไรได้มาก" เล็กก็มักจะถามกลับไปว่า
เราจะทำอะไรได้มากแค่ไหน ถ้าการอยู่ในประเทศไทยต้องปิดปากตัวเอง
และทนอยู่กับผู้คนในสภาพที่ไม่สามารถพูดความจริง
หรือแสดงออกซึ่งความรู้สึกอย่างแท้จริงได้ ...
เล็กจะทนอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกความกลัวมอมเมาจนทำให้เชื่อว่านั่นคือความรักได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกคับข้องใจ?
เวลามันดูว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จะสามปีแล้วที่พี่ต้องอยู่ในคุก แต่ความอึดอัดทางการเมืองไทยก็ดูจะไม่ขยับเคลื่อนตัว... เรายังต้องอยู่ในความรู้สึกคับแค้นที่เห็นประเทศชาติต้องตกอยู่ในสภาวะ วุ่นวายและไร้เสถียรภาพมาต่อเนื่องยาวนาน...
เล็กจะทนอยู่ในสังคมที่ผู้คนถูกความกลัวมอมเมาจนทำให้เชื่อว่านั่นคือความรักได้อย่างไรโดยไม่รู้สึกคับข้องใจ?
เวลามันดูว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จะสามปีแล้วที่พี่ต้องอยู่ในคุก แต่ความอึดอัดทางการเมืองไทยก็ดูจะไม่ขยับเคลื่อนตัว... เรายังต้องอยู่ในความรู้สึกคับแค้นที่เห็นประเทศชาติต้องตกอยู่ในสภาวะ วุ่นวายและไร้เสถียรภาพมาต่อเนื่องยาวนาน...
ในการต้องเป็นประจักษ์พยานแห่งความโหดร้ายที่เพื่อนพี่น้องแรงงานต้อง ถูกกระทำย่ำยีทั้งในเมืองไทยและในต่างแดน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะกลไกแทบทุกอย่างในประเทศไทยไม่สามารถตอบสนองปัญหามากมายของคนชั้นล่าง และถูกมัดมือให้ตอบสนองอำนาจเบื้องบนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย ...
และในความพยายามที่จะอดทนอดกลั้นและรอคอยวันเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เพื่อว่าจะได้เห็นความชัดเจนแห่งทิศทางประเทศไทยกันได้มากกว่าในยามตีสี่ที่ ยังมืดมิดเช่นนี้ ... เป็นสภาวะที่น่าอึดอัดและชวนให้ถอดใจไม่ใช่น้อย
แต่เพราะพี่ยืนหยัด
ก็ทำให้เล็กต้องกัดฟันอยู่เสมอในยามเผชิญกับความลำบากและยุ่งยากกับชีวิตในต่างแดน
ให้สามารถทำใจได้ว่า เราอยู่ในช่วงยามแห่งการต่อสู้เพื่ออนาคตของประเทศไทย
ต้องขอโทษอีกครั้งจริงๆ ที่ไม่ได้เขียนจดหมายถึงพี่บ่อยเช่นที่ใจนึก
แต่ขอให้พี่ทราบว่า เล็กระลึกถึงพี่เสมอ และที่ยืนหยัดมาได้ 3 ปี
ในสภาพชีวิตต่างแดนที่ไม่ได้สุขสบายและยังขัดสนเช่นนี้ได้
ก็เพราะรู้ว่าพี่ต้องสู้อยู่ในสภาพใดที่เมืองไทย
เล็กสู้อย่างมีความหวัง ไม่ว่าจะอีกนานแค่ใด และก็เชื่อว่าประเทศไทยไม่อาจทานพลังความต้องการของคนในประเทศที่ต้องการให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนว่าเท่ากัน ที่เปิดพื้นที่เสรีภาพเท่าที่ประเทศอารยะจะพึ่งให้กับประชาชน และมีภราดรภาพที่ไร้ชนชั้น
เล็กสู้อย่างมีความหวัง ไม่ว่าจะอีกนานแค่ใด และก็เชื่อว่าประเทศไทยไม่อาจทานพลังความต้องการของคนในประเทศที่ต้องการให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนว่าเท่ากัน ที่เปิดพื้นที่เสรีภาพเท่าที่ประเทศอารยะจะพึ่งให้กับประชาชน และมีภราดรภาพที่ไร้ชนชั้น
รักและนับถือ
เล็ก จรรยา ยิ้มประเสริฐ
9 ธันวาคม 2556 - 24 มกราคม 2557


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น