แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

รัฐประหารด้วยรัฐธรรมนูญ

ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง Baitonghaeng

VoiceTV Staff

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ

รัฐประหารด้วยรัฐธรรมนูญมีหรือ เคยเห็นแต่รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ มีสิครับ กำลังจะเห็นอยู่นี่ไง การยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการ ไม่ยอมให้มีเลือกตั้ง ด้วยวิธีม็อบอันธพาล ขณะที่อีกด้านก็ใช้กลไกรัฐธรรมนูญ บีบไปสู่นายกฯ คนนอก โดยทหารใส่เกียร์ว่าง อยู่เฉยๆ

รัฐประหารด้วยรถถังเขาไม่ทำกันแล้ว นอกจากนานาชาติไม่ยอมรับ ยังต้องฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ของวิเศษที่ผ่านการลงประชามติ ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วต้องยุบศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวินิจฉัยได้สารพัดนึก ทำไมต้องทำ สู้ให้ศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนวย 2550 อยู่คู่กันชั่วกัลปาวสานไม่ดีหรือ

หวยศาลรัฐธรรมนูญออก 8-0 ตามความฝัน กกต.บลูสกาย โยนเผือกเผาให้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้ง ทั้งที่ไม่มีตัวบทกฎหมาย ศาลยังด้นไปได้

ถ้าการเลือกตั้งเลื่อนออกไป อะไรจะเกิดขึ้น ก็คือ failed state ยืดเยื้อยาวนาน ประเทศถูกม็อบคุกคาม ยึดกรุงเป็นอัมพาต บุกสถานที่ราชการ ตัดน้ำตัดไฟ ข้าราชการทำงานไม่ได้ บุกโรงเรียน บุกมหาวิทยาลัย “รักชาติ” ต้องไม่เรียนหนังสือ พร้อมทั้งบุกสุเหร่า (รักชาติต้องหยุดละหมาด)

ม็อบอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ก้าวล่วงการชุมนุมโดยสงบ ไปเคลื่อนไหวละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำให้ผลประโยชน์สาธารณะเสียหาย ถ้าเป็นม็อบเกษตรกรเรียกร้องพืชผลการเกษตร ทำชั่วคราว ยังพอทำได้ แต่นี่ม็อบมีเป้าหมายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไล่รัฐบาลแล้วตั้งรัฐบาลเอง ตั้งสภาเปรสิเดียม ผิดมาตรา 68 ชัดเจนครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลับปกป้องว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ นี่คือรัฐประหารโดยอันธพาลชนอ้างรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลรักษาการทำอะไรไม่ได้ ยังไงรัฐบาลประชาธิปไตยก็ไม่สามารถใช้กำลังปราบม็อบ ต่อให้ประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินอีกร้อยฉบับ กลายเป็นกองทัพส่งทหารไปประจำม็อบจุดละ 1 กองร้อย ไม่นับหน่วยซีลเข้าไปหาข่าวยาเสพย์ติด (ป.ล.ใบกระท่อมไม่ใช่ยาเสพย์ติด) แต่ดีไปอย่าง ถ้ามีระเบิดอีกอย่าโทษตำรวจ อุตส่าห์มียามจากประยุทธ์แอนด์โคฯ ไปรักษาความปลอดภัย ใครทำอะไรม็อบได้ก็ให้รู้ไป

รัฐบาลกู้เงินจ่ายค่าจำนำข้าวไม่ได้ ก็มีคนไปปลุกม็อบชาวนา ขออนุมัติ กกต.แทนที่ กกต.จะบอกว่าทำได้-ทำไม่ได้ กลับมีมติให้ตัดสินใจเอง 5 คนออกมติคลุมเครือ แล้ว 1 คนไปโพสต์เฟซบุคข่มขู่ ถ้ากู้เงินโดนใบแดงชัวร์ อ้าว จะให้เอาอันไหนแน่ ถ้าอยากรู้มติ กกต.ของจริง ต้องกดไลค์เป็นแฟนเพจทั่นสมชัย อย่างนั้นหรือ ทำไมไม่บอกให้ชัดว่าทำไม่ได้ หรือกลัวชาวนาไล่กระเจิง แทงกั๊กยังกะศาลรัฐธรรมนูญตอนวินิจฉัยมาตรา 68 แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้-ไม่ได้ ไม่รู้ แต่ลองทำสิน่าดู

ด่านหน้าที่รออยู่หลังยื้อเลือกตั้ง คือ ปปช.อาจไล่ฟันยิ่งลักษณ์-ครม. ชี้มูลความผิด-พักปฏิบัติหน้าที่-ถอดถอน หรือฟ้องศาล ในส่วนวุฒิสภา ถ้าไปยื่นเรื่องถอดถอนหลังเดือนมีนาคมที่ ส.ว.เลือกตั้งหมดวาระ ก็จะเหลือแต่ ส.ว.ลากตั้ง พวกประสาร มฤคพิทักษ์, สมชาย แสวงการ, สมเจตน์ บุญถนอม, ไพบูลย์ นิติตะวัน ฯลฯ ลูบปากรอ

ถึงตอนนั้น นายกฯ คนนอก ม.7 “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” อำนาจรัฐเผด็จการของขุนนางอำมาตย์ร่วมกับเครือข่ายคนชั้นกลาง จะไปไหนเสีย

แต่อย่าคิดว่าจบนะครับ เพราะทันทีที่ม็อบชนะ ก็จะเกิดสภาพอนาธิปไตยชั่วคราว เหมือนหลัง 14 ตุลา 2516 ม็อบนกหวีดจะเป็นใหญ่ ไล่จับใครต่อใครแห่ประจาน หรือรุมประชาทัณฑ์แบบเรดการ์ด ตำรวจถูกไล่จากโรงพัก คปท.ยึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้ง พล.ต.อ.นกเขาเป็นผู้บัญชาการ ทหาร ศาล ใส่เกียร์ว่าง อ้างว่าทำอะไรไม่ได้ ใช้เวลาสักพัก กวาดล้างเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย แล้วจึงกลับสู่ความสงบ สู่สังคม “ยูโทเปีย” อันปราศจากทุจริตคอร์รัปชั่นบ้านเมืองใสสะอาด คนชั้นต่ำ โง่ เลว ไม่เสียภาษี คนเหนือคนอีสาน จะไม่กล้าหือกับคนดีมีการศึกษา และคนใต้ อีกต่อไป


วินิจฉัยสมคิด

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าเลื่อนเลือกตั้งได้ ไม่ผิดจากที่คิดไว้ และไม่ผิดจากความฝันของทั่นสมชัย

แหม่ ทำไมไม่รู้จักเก็บปากเก็บคำให้เนียนกว่านี้หน่อย สมแล้วที่เป็น กกต.อันดับหนึ่งในดวงใจเสื้อแดง กระบวนการนี้ช่างสอดรับกันฉับไวเหลือเกิน เมื่อวันอังคาร มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต.ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งตั้ง มีใครบ้างไม่ยักเปิดเผย เห็นแต่สมคิด เลิศไพฑูรย์ เจ้าทฤษฎี ม.7 ออกมาแถลงข่าว (แต่วงในเล่าว่าในที่ประชุมมีสุรพล นิติไกรพจน์ด้วย โห สรรหามาแต่ละคน สมดังคำขวัญ กกต.ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นกลาง วางใจได้)

สมคิดประชุมเสร็จแนะนำให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ กกต.ก็ยื่นวันพุธ ศาลรับวันพฤหัส คืนนั้นทั่นสมชัยฝัน แล้ววันศุกร์ก็ออกมาตรงเป๊ะ ตรงตามที่สมคิดเคยตะแบงไว้ว่าเลื่อนเลือกตั้งได้ (แล้ว ม.7 จะรอดไหมนี่)

มาตรา 108 วรรคสอง บัญญัติวา "การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราช กฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้ แทนราษฎร และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร"

ใครอ่านภาษาไทยออก ไม่ต้องเปิดพจนานุกรม ก็ต้องงุนงงว่าศาลตีความไปได้ไง

“สรุปได้ว่า บทบัญญัติมาตรา 108 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญก็มิได้บังคับเป็นการเด็ดขาดว่า จะมีการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ไม่ได้เลย”

จากการเติมคำว่า “อาจจะ” ในมาตรา 190 จากการตีความ “และ” เป็น “หรือ” ในมาตรา 68 คราวนี้ศาลลบคำว่า “ต้อง” ออกจากมาตรา 108 วรรคสองอีกแล้วครับท่าน

บทบัญญัติที่กำหนดไว้ “ต้องกำหนดวันเลือกตั้ง...ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกิน หกสิบวัน” ศาลกลับบอกว่าไม่ได้บังคับเด็ดขาด แล้วก็อ้างมาตรา 78 พ.ร.บ.เลือกตั้ง กรณีมีเหตุจำเป็นสุดวิสัยให้เลื่อน “วันลงคะแนน” ได้ในพื้นที่นั้นๆ มาผสมโรง ว่าเลื่อนเลือกตั้งได้ทั้งประเทศเฉยเลย

“เพราะหากเกิดเหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นขัดขวาง ทำให้การจัดการเลือกตั้งทั่วไปไม่อาจดำเนินการให้บรรลุผลตามความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญได้ หรืออาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ความมั่นคงแห่งรัฐ หรือภัยพิบัติสาธารณะอันสำคัญ ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่จากที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกายุบ สภาได้ตามสภาพการณ์แห่งความจำเป็น”

คำวินิจฉัยนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราไหนรองรับไว้ ศาลว่ากันเอง 8-0 หากเกิดเหตุสุดวิสัย สึนามิถล่มภาคใต้ น้ำท่วมเชียงใหม่ มาตรา 78 ให้อำนาจ กกต.เลื่อนวันลงคะแนนในพื้นที่นั้นๆ ได้อยู่แล้ว แต่เขตเลือกตั้งอื่นก็ว่ากันไปตามปกติ

กรณีนี้ถ้าจะมี “เหตุสุดวิสัย” เกิดขึ้น คือจะมีอันธพาลขัดขวางการเลือกตั้งบางพื้นที่ เช่นภาคใต้ ในภาคเหนือภาคอีสานภาคกลางส่วนใหญ่ จัดเลือกตั้งได้ไม่มีปัญหา ส่วนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ก็มาวัดใจกันว่า กปปส.จะกล้าออกไปรังควาน ทำร้าย จับประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งขึ้นรถแห่ประจาน “ไม่รักชาติ” หรือไม่ ฉะนั้นจำเป็นอะไรที่ต้องเลื่อนเลือกตั้งทั้งประเทศ

ศาลยังเลอะเทอะต่อไป โดยยกการออกพระราชกฤษฎีกาปี 2549 มาอ้างว่า พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสามารถกำหนดใหม่ได้

“ดังกรณีเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วในประเทศไทยเมื่อครั้งที่ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งวันเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ.2549 เป็นวันที่ 2 เมษายน.2549 ต้องถูกกำหนดขึ้นใหม่ตามพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมวันเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ.2549 ที่ได้กำหนดให้มีวันเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่เป็นวันที่ 15 ตุลาคม 2549 หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการดำเนินการไปไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้”

เฮ้ย มันคนละเรื่องกันครับ นั่นไม่ใช่ “เลื่อนเลือกตั้ง” แต่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ “เลือกตั้งเป็นโมฆะ” ก็ต้องออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ นี่ท่านยังไม่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อยู่ๆ จะมาให้นายกรัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ฉีกพระราชกฤษฎีกาเดิม ออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ ถามว่านายกฯมีอำนาจอะไร ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราไหน

พวกนักวิชาเกินใต้เวทีม็อบ ชอบโจมตีนิติราษฎร์ สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย “กอดเทคนิคทางกฎหมาย” เพราะต้องการบิดเบือนกฎหมายตามใจชอบ ผู้หวังดีบางคนก็มองว่าอย่ายึดติดกฎหมายเกินไป ใช่ครับ กฎหมายแก้ได้ แต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องมีหลักนิติรัฐอยู่คู่กัน กฎหมายเป็นสิ่งควบคุมไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ ไม่ว่าอำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการ

คนพวกนี้ชอบด่าทักษิณว่าไม่เคารพนิติรัฐ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใช่ครับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ก็วิจารณ์มาแต่ต้น แต่กลับกัน ถ้าตุลาการใช้อำนาจเกินกรอบ ตีความกฎหมายตามอำเภอใจ มันต่างตรงไหน ตุลาการที่ใช้อำนาจไม่เป็นไปตามกฎหมายก็เป็นได้แค่คนใส่เสื้อครุยนั่ง บัลลังก์ หลอกตาชาวบ้าน

คำวินิจฉัยของศาลถือเป็นบรรทัดฐาน ต่อไปภายภาคหน้า ถ้ารัฐบาลไหน สมคบกับ กกต.อยากเลื่อนการเลือกตั้งให้ยืดยาวออกไป เพื่อจะได้ใช้อำนาจรักษาการเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ก็ทำได้ใช่ไหมครับ เพราะคำวินิจฉัยของศาลไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์มาตรา 108 ที่กำหนดให้รัฐบาลรักษาการอยู่สั้นที่สุด นี่กลับอยากให้อยู่ยาวที่สุด เพื่ออะไร


สถาปนาอำนาจใหม่

อันที่จริง คำร้องนี้ศาลรับไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะการใช้อำนาจรับคำร้องตามมาตรา 214“ใน กรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป ให้ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองค์กรนั้น เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย”

ต้องมีการใช้อำนาจหน้าที่ขัดแย้งกัน และอำนาจนั้นต้องมีอยู่จริง “อำนาจเลื่อนเลือกตั้ง” ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ข้อแรก การถกเถียงกันในอำนาจที่ไม่อยู่จริง ไม่สามารถนำไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ข้อสอง การถกเถียงกันด้วยความเห็นต่าง ยังไม่เกิดการใช้อำนาจขัดกัน ยังไม่มีมูลแห่งคดีที่จะร้องศาลได้

พรรคเพื่อไทยอ้างถูกแล้วที่ยกคำสั่งศาลเอง คดีที่ 23/2553 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินโต้แย้งการพิจารณากฎหมายของวุฒิสภาว่าน่าจะไม่ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ศาลชี้ว่า “จะต้องเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ระหว่างองค์กร ตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป อันเป็นอำนาจหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น... ถ้าเป็นเพียงความเห็นที่ต่างกัน เกี่ยวกับการใช้และการตีความกฎหมาย ย่อมไม่ใช่ความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง 2 องค์กร”

การที่ กกต.เสนอความเห็นให้เลื่อนเลือกตั้ง แล้วรัฐบาลเห็นว่าเลื่อนไม่ได้ ยังไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร เพราะยังไม่มีมูลแห่งคดี ยังไม่เกิดการใช้อำนาจขัดกัน เป็นแค่ความเห็นต่าง แต่ถ้า กกต.หรือรัฐบาลออกคำสั่ง ออกประกาศ ที่ขัดแย้งกัน ศาลจึงเข้ามาพิจารณาได้

การตั้งคำถามลอยๆ “เลื่อนเลือกตั้งได้ไหม” ผิดหลักอำนาจศาล ศาลไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายนะครับ ไม่ใช่รายการวิทยุทนายชาวบ้าน สงสัยไรถามได้หมด ศาลต้องเกิดคดีจึงมีอำนาจตัดสิน เช่น ถ้า กกต.ประกาศเลื่อนเลือกตั้งล่วงหน้า 26 มกราคม เพื่อเลื่อนเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รัฐบาลร้องศาลได้ว่า กกต.ใช้อำนาจล้ำเส้นฝ่ายบริหาร

ถ้าท่านรับคำร้องแบบนี้ต่อไป 2 องค์กรไหนก็ตาม นึกสนุกส่งหนังสือเถียงกันเรื่องตีความรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา 1 ถึงมาตรา 309 ท่านก็ตีความให้ได้หมดสิครับ

อำนาจเลื่อนเลือกตั้งที่ไม่เคยมีอยู่ ศาลสถาปนาขึ้นใหม่ แล้วบอกว่าเป็นอำนาจนายกฯ ต้องปรึกษาหารือกับ กกต.โดยเอากฎหมายคนละฉบับมายำใหญ่ใส่กัน

นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกพระราชกฤษฎีกายุบสภาพร้อมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 108 กกต.มีอำนาจจัดการเลือกตั้ง และเลื่อนวันลงคะแนนเฉพาะพื้นที่หากมีเหตุสุดวิสัย ท่านเอามาจับฉ่ายใส่กันเฉยเลย

ถามหน่อยสิครับ ใครเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ นายกฯ ไม่ใช่หรือ ฉะนั้นต่อให้ท่านอ้างอย่างไร นี่คืออำนาจนายกฯ ศาลเลี่ยงไปใช้คำว่า “ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของนายกฯ และประธาน กกต.ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน”  ทำไม ท่านไม่เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้สุดๆ ไปเลยละว่า ให้นายกฯ กับประธาน กกต.ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการร่วมกันหากจะมีพระราชกฤษฎีกาเลื่อนวันเลือก ตั้ง

อำนาจนี้ยังเป็นของนายกฯ ครับ ทั่นสมชัยจะออกมาขู่ฟ่อๆ อย่างไร ข้อแรก ศาลไม่ได้สั่งให้เลื่อนเลือกตั้ง แต่อ้างว่าเป็นอำนาจนายกฯ และ กกต.ไปหารือร่วมกัน ข้อสอง อำนาจลงนามฯ ยังอยู่ที่นายกฯ ถ้านายกฯ ไม่ทูลเกล้าฯ กกต.จะทำอะไรได้

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา 2 วันก่อนเลือกตั้งล่วงหน้า เท่ากับโยนความกดดันทางการเมืองให้รัฐบาล รัฐบาลทำถูกแล้วที่ไม่ปฏิเสธทันที แต่ต้องโต้แย้งข้อกฎหมาย ตั้งคำถามย้อนในความคลุมเครือที่จะปฏิบัติ แล้วยืนหยัดเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป

ข้อสำคัญที่ต้องถามเช่น ถ้าออกพระราชกฤษฎีกาเลื่อนวันเลือกตั้ง แปลว่าต้องยกเลิกพระราชกฤษฎีกายุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ อ้าว ถ้างั้นก็แปลว่าสภายังอยู่ สภากลับมา แล้วค่อยยุบใหม่ อย่างนั้นหรือ

หรือว่าพระราชกฤษฎีกายุบสภายังอยู่ แล้วออกพระราชกฤษฎีกาซ้อน เลื่อนเฉพาะวันเลือกตั้ง ทำได้ไง ในเมื่อมาตรา 108 กำหนดคู่กันเหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่ อ.วรเจตน์พูด หรือถ้าจะดันทุรัง ถามว่าในทางปฏิบัติ แปลว่าเปิดรับสมัครใหม่ใช่ไหม เพราะถ้าไม่เปิดรับสมัครใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งไม่ได้ แล้วมีประโยชน์อะไร ถ้าเปิดรับสมัครใหม่ ใครจะชดใช้ความเสียหายให้พรรคการเมืองที่เขาสมัครไปแล้ว หาเสียงไปแล้ว บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า บัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศ จะทำอย่างไร จะเอาไปทิ้งน้ำหมดหรือ

คำถามเหล่านี้ศาลรัฐธรรมนูญตอบไม่ได้ และไม่ได้ตอบ เพราะเมื่อไม่มีหลักเสียแล้วก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร นี่ไม่ใช่เล่นแง่ แต่ต้องยกปัญหาที่จะเกิดขึ้นมาชี้ให้เห็นว่า เลื่อนเลือกตั้งไม่ได้

ไม่เลื่อนพร้อมให้สัตยาบัน

ในขณะที่ไม่เลื่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลก็ต้องลดแรงกดดันทางการเมือง เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมสู้กับม็อบ

ไม่ใช่ไปประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน แล้วให้ออเหลิมเป็นผู้สั่งการ เรียกเสียงต่อต้านจากคนกลางๆ รู้ก็รู้กันอยู่ว่าปราบม็อบไม่ได้ ยังไปประกาศห้ามชุมนุมเกิน 5 คนให้ตลกขบขัน และยั่วยุม็อบอาละวาดถึงขั้นไปเปลี่ยนป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อันที่จริงถ้าอยากประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ต้องประกาศว่ามีเจตนารมณ์ปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่จะออกมาใช้สิทธิเลือก ตั้ง ใช้เฉพาะวันเลือกตั้งล่วงหน้าและวันเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น ใครก่อกวนขัดขวางการเลือกตั้งจะมีโทษหนัก จัดการเฉียบขาด แต่ถ้าม็อบอยู่ในที่ตั้ง ชุมนุมโดยสงบ จะไม่ไปละเมิดสิทธิ ซ้ำจะใช้ พรก.คุมเข้มรักษาความปลอดภัย ประกาศให้มีผลทั่วประเทศ ถึงวันที่ 3 ก.พ.วันนับคะแนน แบบนั้นสังคมยังพอรับได้ (ถึงแม้ไม่ควรใช้อยู่ดี)

ในสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยต้องเข้าใจว่า แม้ม็อบ กปปส.จะดูแข็งกร้าวดุดัน เหมือนพลังที่ “โค่นไม่ลง” แต่ก็มีด้านที่เปราะบาง เสียหาย ทำลายตัวเอง

โห ยึดกรุงมา 2 สัปดาห์ อาละวาด เหิมเกริมไปทั่ว ปิดถนน บุกสถานที่ราชการ ตัดน้ำ ตัดไฟ กระทั่งหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจการเมือง กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานกฤษฎีกา กรมประมง กรมอุทยาน ก็ยังระรานให้เดือดร้อนปลาและสัตว์ป่า บุกสรรพากร (อยากโกงภาษี) ทางใต้บุกมัสยิด บุกโรงเรียน พอครูไม่ปิดโรงเรียน “ไม่รักชาติ” ม็อบคนดีก็แจกกล้วยๆๆๆๆ เป็นเข่ง

เสียหายนะครับ คนกลางๆ เริ่มเบื่อหน่าย เดือดร้อนรำคาญ เห็นกันแล้วว่าถ้าคนพวกนี้ได้อำนาจบ้านเมืองฉิบหายแน่  แม้แต่คนที่เคยเข้าร่วมม็อบ กปปส.ก็เห็นแล้วว่าอนาคตจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการ

ดูให้ดี กปปส. คปท.ที่ออกไปปิดสถานที่ราชการ ตอนนี้มีแต่มวลชนฮาร์ดคอร์ ซึ่งก็ไม่ได้มีเป็นล้านๆ ตามคำคุย ม็อบไปแค่ 2-300 อาศัยความดุดัน คุกคามคนไม่กล้าต่อต้าน ตำรวจไม่กล้าทำอะไร ขนาด ผอ.DSI เจอ “ลูกหมีอูซี่” ในลิฟท์ แทนที่จะเห็น “ลูกหมี” น่ารัก กลับกลัวจนตกใจยกมือไหว้ ชาวบ้านที่ไหนจะกล้าไปยุ่งกับพวกเขา แค่หายใจแรงๆ ยังไม่กล้าเลย

ถ้ากำนันพาม็อบมาเดินแถวบ้าน ลองบ่นสิครับว่าเดือดร้อนรำคาญ ค้าขายไม่ได้ ในคน 100 คนอาจมีคนหนุนแค่ 20-30 แต่ 70 ที่เหลือถ้ากล้าขัดขืน ก็ต้องเรียกรถพยาบาล (แล้วให้แน่ใจนะว่าจะไม่เจอหมอชูป้าย “หนีคนไข้ไล่อีปู”) ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยให้ไปเหอะ ร้อยสองร้อย นึกเสียว่าแห่สิงโต ตรุษจีนนี้เยาวราชเดือดร้อนแน่ เพราะจะมีกำนันผมหยิกหน้ากร้อคอสั้นไปเชิดสิงโต

ตอนนี้ พวกเขาจึงต้องขน “คนดี” อย่าง สมเกียรติ อ่อนวิมล, ปราโมทย์ ไม้กลัด ขึ้นเวที พร้อมกับประกาศไม่ขัดขวางการเลือกตั้งสร้างภาพ

พรรคเพื่อไทยต้องเข้าใจว่าขณะนี้สังคมแบ่งเป็น 3 ฝ่าย หรือ 3 ฝ่ายครึ่งด้วยซ้ำ คือเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยที่เอาการเลือกตั้ง คนกลางๆ ที่ยังเอาเลือกตั้งแม้ไม่ชอบรัฐบาล กับพวก กปปส.ที่อาละวาดเหิมเกริมเพราะเชื่อว่ามีอำนาจพิเศษหนุน มีองค์กรอิสระ กลไกตามรัฐธรรมนูญ และทหารใส่เกียร์ว่าง (มีหน่วยซีลไปช่วยหาข่าวยาเสพย์ติดอีกต่างหาก)

แต่ในฝ่ายประชาชนที่เข้าร่วม กปปส.เอง ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่เห็นด้วยกับวิธีการ ซึ่งอันที่จริงพวกเขาก็รู้ว่าเป้าหมายล้มล้างระบอบประชาธิปไตย “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” นำไปสู่ “สภาประชาชน” นั้นเป็นไปไม่ได้ จะทำให้เกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการ พวกเขาเพียงอยากเห็นการ “ปฏิรูป” (เข้าใจจริงหรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง)

คนพวกนี้ก้ำกึ่งลังเล กลัวว่าถ้ามีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะ ก็จะครองอำนาจอีกยาวนาน โดยไม่ยอมปฏิรูปอะไรเลย ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ยังครองอำนาจเบ็ดเสร็จ เฉลิม ปลอดประสพ ฯลฯ ยังไม่ฟังใครอีกต่อไป

แต่ถ้า กปปส.ชนะ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ไส้เห็นพุงไอ้เทือก และพลพรรค ปชป. ไม่ใช่พวกเขาไม่รู้ว่าบ้านเมืองไม่สงบแน่ บางคนอาจงมงาย แต่หลายคนก็พอมีสติ เราจึงเห็นได้ว่าม็อบ กปปส.ลดลง แต่ถ้ารัฐบาลปราบ หรือถ้าเห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะเบ็ดเสร็จ พวกเขาก็จะออกมาร่วมเพื่ออย่างน้อยก็มีอำนาจถ่วงคาน

ด้านหนึ่ง พวกเขาก็ไม่ต่างจากผู้รักประชาธิปไตยหรอกครับ คือเบื่อหน่ายเพื่อไทยแต่จำเป็นต้องหนุนให้รักษากติกา เพียงแต่เรามองกติกาเป็นหลัก พวกเขามองแค่ปรากฏการณ์แล้วคิดสั้นกว่า

พรรคเพื่อไทยจึงต้อง “รุก” ทางยุทธศาสตร์ ด้วยการ “ถอย” จากอำนาจให้มากที่สุด เพียงรักษากติกาประชาธิปไตยไว้ แล้วยังมีโอกาสกลับมาใหม่ (แต่ต้องทำตัวให้ดีขึ้นด้วยนะ)

ข้อเสนอของคนกลางๆ “ขั้วที่ 3” อย่าง อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ที่บางคนเห็นว่าหน่อมแน้ม จึงน่าสนใจยิ่งในขณะนี้ เพราะคือข้อเสนอให้เพื่อไทยถอยจากอำนาจ แต่ยังเอาการเลือกตั้ง ยังอยู่ในหลักการประชาธิปไตย พร้อมกับให้ความมั่นใจสังคมว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่ผูกขาดอำนาจ หลังเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาลชั่วคราว เพื่อเป็นเจ้าภาพปฏิรูปการเมืองเท่านั้น

ข้อเสนอนี้ให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง จากพรรคอันดับหนึ่ง ซึ่งก็คือเพื่อไทย แต่ไม่ใช่ตระกูลชินวัตร ไม่เห็นยากเลยครับ นายกฯ ก็เหนื่อยอยู่แล้ว ซ้ำยังอาจถูกถอดถอน ประกาศเสียพรุ่งนี้เลย ถอนตัวจากปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถอนตัวจากอันดับ 2 อ้าว แล้วให้ใครเป็นนายกฯ ใครก็ได้ ที่สังคมยอมรับ (แต่จะให้ดี เฉลิมควรประกาศถอนตัวจากปาร์ตี้ลิสต์กลับไปพักรักษาตัวด้วย)

ข้อเสนอนี้ให้ตั้งรัฐบาลผสม เอาคนนอก แล้วตั้งคณะกรรมการปฏิรูปจากทุกฝ่าย รัฐบาลอยู่เพียง 1 ปี ไม่เกินวันที่ 2 ก.พ.2558 ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ที่จริงพรรคเพื่อไทยเคยพูด แต่กลับไม่พูดซ้ำ ทำเฉย สภาปฏิรูปของรัฐบาลก็ล่มไปแล้วในทางปฏิบัติ

อ.จอน อึ๊งภากรณ์ จากเครือข่าย 2 เอา 2 ไม่เอา ยังเสนอ “ยาแรง” ยิ่งกว่านั้นคือให้พรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลด้วย เป็นหลักประกันว่าเลือกตั้งแล้วพรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถกำหนดอะไรตามใจชอบ ที่จริงผมฟังแล้วทำใจไม่ได้ ขี้แพ้ตีรวน บอยคอตต์เลือกตั้ง จนบ้านเมืองพินาศฉิบหาย ยังจะให้ร่วมรัฐบาลอีกหรือ แต่ถ้าเพื่อรักษากติกาประชาธิปไตย เสนอไปก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเอา ก็เป็นแค่ฉากสุดท้ายแมลงสาบ ถ้าเสนอแล้วไม่เอาก็โล่งอก คราวนี้พวกเขายิ่งเสียความชอบธรรม

ข้อเสนอเหล่านี้ เป็นตุ๊กตาเอามาปรับแต่งได้ ภายใต้หลักการที่ให้คนขั้วที่ 3 หรือคนที่เคยเข้าร่วมกับ กปปส. ได้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถผูกขาดอำนาจ และจะเกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง มีกรรมการปฏิรูปจากทุกฝ่ายที่เป็นอิสระ (ซึ่งน่าจะใช้ข้อเสนอของ อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่เสนอให้มีกรรมการปฏิรูป 30 คนจาก 3 ฝ่าย เพื่อไทย+เสื้อแดง ปชป.+กปปส. และคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ)

ที่จริงผมก็ตั้งคำถามว่าจะปฏิรูปอะไร ปฏิรูปไม่ใช่ยาวิเศษ กินเม็ดเดียวหาย ที่พวกม็อบพูดๆ หลายเรื่องก็เหลวไหลเลอะเทอะ แต่ยอมไปเถอะ สมมติตั้งกรรมการปฏิรูป 30 คน เอาพวกสมคิด สุรพล บรรเจิด มาชนสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ก็เหมือนรายการสรยุทธ์ ไม่สำคัญว่าเสียงใครมากน้อย แต่ประชาชนจะได้ศึกษาหลักการเหตุผล แล้วประชาธิปไตยจะชนะใจคนอยู่ดี

พรรคเพื่อไทยและมวลชนเสื้อแดงควรเข้าใจว่า ปรากฏการณ์ กปปส.เป็นแค่อารมณ์คนชั้นกลาง เพียงแต่ปะทุอย่างรุนแรง ต่อเนื่อง แล้วก็มีความหวัง เชื่อว่าตัวเองมีอำนาจ อารมณ์แบบนี้เมื่อทะลุทะลวงบางสิ่งบางอย่างได้ ก็จะเสื่อมสลายไป “หายบ้า” กลับไปมีเหตุผลมากขึ้น ตัวแกนนำ กปปส.และพรรคแมลงสาบ ก็ไม่ต่างจากพันธมิตร (หรือมหาจำลอง) ที่เมื่อ peak สูงสุดแล้วล่มสลาย ถ้าผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ สมัยหน้า ถ้ามีพรรคที่ 3 ที่คนกรุงยอมรับ พรรคประชาธิปัตย์อาจสูญพันธุ์ในกรุงเทพฯ

พรรคเพื่อไทยจึงควรให้สัตยาบันก่อนเลือกตั้ง ในสาระสำคัญที่จะลดอำนาจตัวเองหลังเลือกตั้ง ไม่อยู่ในอำนาจนาน จัดการปฏิรูปจากทุกฝ่าย แล้วเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป ไม่ต้องใช้ พรก.ฉุกเฉิน ม็อบไอ้เทือกเลิกไม่เลิก ไม่ต้องสนใจ ให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมหลังเลือกตั้ง ถ้ายันไปจนไม่มีทางออก ท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องกลับมาเจรจา

                                                                                    ใบตองแห้ง
                                                                                    25 ม.ค.57
.......................................

25 มกราคม 2557 เวลา 16:02 น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น