แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

สะกดรอย 'ลายพราง' ผ่าน 'วันกองทัพไทย'

ที่มา ประชาไท



ผ่านมาแล้ว สำหรับพิธีสวนสนามที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่อลังการ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2557 ซึ่งหากคำนวณนับฤกษ์นับยามกันจริงๆ ตามสมมุติฐานของทีมวิจัยภาพยนตร์ 'ตำนานสมเด็จพระนเรศวร' (วันเดิมคือ 25 มกราคม แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็น 18) เหตุการณ์นี้ก็ถือได้ว่า สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงกระทำยุทธหัตถีฟันอุปราชมังกะยอชวาของพม่าขาดสะพาย แล่งดับดิ้นคาคชาธาร พร้อมๆ กับนำเอกราชและเอกภาพกลับคืนสู่สยามประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
โดยโทนทำนองสดุดี 'การดวลคชยุทธ' ในครั้งนี้ หรือ การสัประยุทธ์กับข้าศึกเพื่อนบ้านอื่นๆ พลเรือนทั่วไป อาจสามารถหาอ่านได้จากตำรานักศึกษาวิชาทหาร หรือ สื่อสิ่งพิมพ์จากโรงเรียนเสฯ ที่ขับเน้น 'History of Warfare' ผ่านการควบแน่นระหว่างแบบจำลองกลยุทธ์กับแบบจินตนาการเรื่องรัฐชาติ ซึ่งก็ทำให้เราพร้อมที่จะหลงรักตัวเองและหวาดระแวงเพื่อนบ้านได้ในเวลาเดียว กัน (เพียงแต่กระบวนการกล่อมเกลาเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่มิได้เกิดขั้นในสังคมไทยเพียงอย่างเดียว โดยเราอาจพบเห็นการอบรมที่คล้ายคลึงกันได้ในโรงเรียนนายร้อยของพม่าหรือตาม ค่ายทหารของกัมพูชา)
สำหรับ 'มวลพหุหยาตรา' ของการสวนสนามในครั้งนี้ กองทัพไทยจัดหนักด้วยการประกาศให้มีการสวนสนามยานยนต์เป็นครั้งแรกในประวัติ ศาสตร์ พร้อมนำหน่วยทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ และทหารรบพิเศษ เป็นจำนวน 26 กองพัน เพื่ออวดแสนยานุภาพต่อหน้าประชาชนและทูตานุทูตต่างแดน


คลิปวิดีโอ 'วันกองทัพไทย 2557' จาก iSnapNationPhoto
จริงๆ แล้ว นาฏลีลาขององครักษ์ผู้ค้ำจุนรัฐครั้งนี้ ได้ส่ง 'Message' บางประการให้คนไทยได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับธรรมชาติและระบบคิดของกองทัพไทย
ประการแรก การเคลื่อนขบวนโดยกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2.รอ.) เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามได้ช่วยเผยให้เห็นการปรากฏตัวของเหล่าทหารบูรพา พยัคฆ์ ขุมพลังของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีศูนย์อำนาจอยู่ที่ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงเครือข่ายขุนทหารอื่นๆ ในจังหวัดยุทธศาสตร์อย่างสระแก้วหรือชลบุรี
ขณะเดียวกัน การออกยาตราของรถหุ้มเกราะล้อยางจากยูเครน และรูปร่างหน้าตาของรถถังที่ออกมาโรดโชว์นั้น ก็ทำให้เรามองเห็นได้ว่า ยุทโธปกรณ์เช่นนี้ ช่างเหมาะสมนักกับการเคลื่อนพลแบบโฉบเฉี่ยวไปตามแนวสนามเพลาะที่เปิดโล่งและ ราบเรียบอย่าง 'ทุ่งราบพระตะบอง' ของกัมพูชา
รถหุ้มเกราะล้อยาง (ที่มาของภาพจาก แนวหน้า)
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ทหารบูรพาพยัคฆ์และหน่วยขึ้นตรงสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งมีจุดศูนย์ดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อยู่ที่ภาคกลางและชายแดนตะวันออก แท้ที่จริงแล้ว ก็คือเขี้ยวเล็บสำคัญของกองทัพบกที่เก็บสะสมไว้เพื่อเตรียมสัประยุทธ์กับ เพื่อนบ้านตะวันออกหากเกิดความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหาร
นอกจากนั้น การจัดให้มีการสวนสนามของทหารพรานหญิง หรือ Girls in Black เป็นครั้งแรก ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสภาวะเร่งด่วนในสงครามปราบปรามการก่อความไม่ สงบ/Counterinsurgency Warfare ทางแถบชายแดนใต้ติดมาเลเซีย ก็ถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้เกิดการ 'Deploy' หน่วยทหารพรานหญิง ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นหน่วยเสริมคุ้มครองพลเรือนพร้อมกำราบพลังแบ่งแยกดินแดนฝ่ายตรง ข้าม แต่กระนั้น หากย้อนเทียบเคียงกับการถือกำเนิดของ กลุ่มทหารพราน/Boys in Black แห่งค่ายปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ถึงพลังแทรกซึมการเมืองของหน่วยต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งอาจถูกหยิบให้เข้าไปอยู่ในฉากทัศน์การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลที่นำโดย ผู้หญิงกับมวลชนฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นได้
การสวนสนามของทหารพรานหญิง (ที่มาของภาพ ไทยรัฐออนไลน์)
โดยหากมองอย่างนักยุทธศาสตร์ สถานการณ์การเมืองไทย ณ เวลานี้ ก็มีมิติที่ทับและคล้ายๆ กันบางประการ (แม้ไม่เหมือนทั้งหมด) กับการทำสงครามประชาชนของกลุ่มคอมมิวนิสต์หรือการแตกแยกทางความคิดของมวลชน ในอดีต ซึ่งก็ทำให้หน่วยทหารพรานอาจกลายเป็นตัวแปรนึงในความสำเร็จทางการยุทธ์ของ แต่ละฝ่าย
จริงๆ แล้ว หนังสือวิชาการเรื่อง Boys in Black ของ Desmond Ball ตีพิมพ์โดย White Lotus ปรมาจารย์ด้านความมั่นคงของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ก็ได้กล่าวถึงธรรมชาติและบทบาทของทหารพรานไทยในการแทรกซึมมวลชนเพื่อปราบ คอมมิวนิสต์เมื่อครั้งสงครามเย็น รวมถึงสมรรถนะในการสร้างและชะลอสถานการณ์ความรุนแรง
สำหรับประเด็นสุดท้ายนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า การโชว์แสนยานุภาพของกองทัพไทยในครั้งนี้ พร้อมๆ กับการสวนสนามยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ อาจมีนัยยะบ่งชี้บางอย่างเกี่ยวกับ 'การอวดอำนาจกำลังรบเชิงเปรียบเทียบ' โดยเฉพาะกับกองทัพเพื่อนบ้านอย่างพม่า เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า หลังการสร้างปราการเหล็กแห่งใหม่ที่กรุงเนปิดอว์ พม่าได้เชิญทูตานุทูตและสื่อมวลชนบางสำนักเข้ามาชมการสวนสนามที่อลังการ ซึ่งจัดเป็นประจำในทุกๆ วันที่ 27 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันกองทัพพม่า
โดยคณะผู้ช่วยทูตทหารไทยมักถูกเชิญให้เข้าร่วมงานเสมอ และก็มักแสดงทั้งความประทับใจและประหวั่นพรั่นพรึงในการโชว์แสนยานุภาพของ พม่า โดยลานสวนสนามที่กรุงเนปิดอว์นั้น สามารถจุทหารได้หลายคอลัมน์จนทำให้การสวนสนามที่ต้องใช้กำลังพลมากกว่าสอง หมื่นนาย สามารถกระทำได้อย่างสบายๆ ภายในราชธานีแห่งใหม่ สำหรับการสวนสนามเมื่อปีที่แล้ว กองทัพพม่าจัดหนักด้วยการสวนสนามยานยนต์เป็นครั้งแรก พร้อมโชว์ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยทั้งรถเกราะล้อยางจากยูเครนและขีปนาวุธจาก พื้นสู่อากาศ
จากกรณีดังกล่าว หากเรานำการสวนสนามยานยนต์ของไทยพร้อมถ้อยแถลงของรองโฆษกกองทัพบกที่ยืนยัน ว่าการสวนสนามถูกเตรียมการมาราวๆ หนึ่งปีแล้ว ก็อาจพอคาดการณ์เป็นนัยๆ ได้ว่า มูลเหตุอย่างหนึ่งที่อาจอยู่เบื้องหลังโรดโชว์อันยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยใน ครั้งนี้ แท้จริงแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือ Feedback และ Performance ที่สำแดงขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลและปลุกขุนศึกให้ฮึกห้าวในความทันสมัยของกองทัพ เหมือนดั่งที่เกิดขึ้นในกองทัพเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง
ท้ายที่สุด ผมอยากจะฝากประเด็นทิ้งทวนให้ผู้อ่านเห็นว่า แม้ไทยอาจจะไม่มีลานสวนสนามที่ใหญ่โตมโหฬารเมื่อนำไปเทียบกับมรดกของความ สิ่งปลูกสร้างจาก 'รัฐค่ายทหาร'/'Garrison State' เหมือนดั่งพม่าสมัยนายพลเนวิน/ตานฉ่วย หรือ แม้แต่ปากีสถานสมัยนายพลอายุบ ข่าน/เปอเวซ มูชาราฟ เพราะความก้าวหน้าของวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ทำให้โครงสร้างรัฐทหารแบบปิดลับมากๆ ไม่สามารถก่อตัวได้ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
แต่ถึงอย่างนั้น สภาวะความขัดแย้งแบบสุดขั้วและมหกรรมกีฬาสีที่ เริ่มเกาะเกี่ยวไล่ตามสังคมไทยมาพอสมควร ก็ได้ทำให้รัฐไทย ยังคงสภาพแบบ 'รัฐขุนศึก'/Praetorian State ที่ร่องรอยปริแยกโกลาหลของบ้านเมืองยังคงเปิดช่องเสมอสำหรับการเข้ามามี บทบาททางการเมืองของทหาร ซึ่งอาจมีทั้ง การเป็นกาวใจผู้ประสานงาน (Moderator) อย่างที่ ผบ.เหล่าทัพ. เคยเป็นเจ้าภาพนัดเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคุณยิ่งลักษณ์กับคุณสุเทพ หรือ การเป็นองครักษ์ผู้คำจุนรัฐ (Praetorian Guard) เพื่อช่วยเหลือพิทักษ์กลุ่มคนที่เดือดร้อนกับกาลียุคแบบสุดๆ หรือแม้กระทั่ง การเป็นผู้ปกครองโดยตรง (Ruler) หากมีทหารบางกลุ่มคิดจะทำรัฐประหารแล้วสถาปนาตนเป็นรัฎฐาธิปัตย์ขึ้นมาจริงๆ

ดุลยภาค ปรีชารัชช

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น