หากตัดแง่มุมด้าน
อคติทางการเมืองและโอกาสในการได้มาซึ่งตำแหน่งสาธารณะทิ้งไป
การประเมินฐานะของกปปส.ที่แตกต่างกันคือ
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนแต่ละกลุ่มมีความเห็นต่อ กปปส.
ที่ผิดแผกกันมากที่สุด ผลก็คือคำอธิบาย
กปปส.มีเฉดกว้างขวางตั้งแต่เป็นขบวนการปฏิวัติประชาชนไปจนถึงกองกำลัง
ฟาสซิสต์แบบมุสโสลินี
โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ที่มา tcijthai.com
ล่าสุด ธีรยุทธ บุญมี ก็สร้างคำอธิบายว่า
กปปส.เป็นขบวนการสันติภิวัฒน์ที่เทียบได้กับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และ เนลสัน
แมนเดลา ถึงแม้คิงจะสู้เพื่อความเสมอภาคระหว่างพลเมืองทุกสีผิว
และแมนเดลาจะต่อสู้ให้คนดำมีสิทธิเลือกตั้งเท่าคนขาวตามหลัก Universal
Suffrage ขณะที่
กปปส.มุ่งจำกัดสิทธิเลือกตั้งจนตอกย้ำความแตกต่างและชนชั้นระหว่างพลเมือง
อยู่ตลอดเวลาก็ตามที
สำหรับคนที่คิดแบบธีรยุทธ
กปปส.คือการรวมตัวโดยสงบและสันติ ที่มีพลเมืองเข้าร่วมมาก
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นี่จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง
ตั้งแต่การปฏิรูปสังคมให้เป็นประชาธิปไตยไปจนถึงการปลดแอกจากทุนสามานย์ ผล
ก็คือต่อให้ กปปส. เรียกร้องให้รัฐประหาร ยกเลิกการเลือกตั้ง
ขอนายกฯพระราชทาน สถาปนาสภาที่ประชาชนทั้งหมดไม่มีส่วนเลือก ฯลฯ
คนเหล่านี้ก็ไม่มีวันเห็นว่านี่คือขบวนการปฏิปักษ์ประชาธิปไตย
อาจมีผู้โต้แย้งว่าทุกวันนี้ล้าสมัยแล้ว
ที่จะใช้อุดมการณ์ไปทำความเข้าใจขบวนการการเมือง แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า
หลายประเทศในปัจจุบันได้เกิดปรากฎการณ์เลี้ยวกลับไปหาการเมืองแบบอนุรักษ์
นิยมแล้ว อาหรับสปริงปิดฉากด้วยรัฐประหารและการปราบปรามประชาชน
โลกไมได้เดินหน้าสู่เสรีประชาธิปไตยเร็วอย่างที่เคยประเมิน
เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่แล้ว
การทำความเข้าใจอนุรักษ์นิยมจึงเป็นเรื่องที่กลับมามีความจำเป็น
แก่นของอนุรักษ์นิยมที่ไหนในโลกก็คือการจรรโลง Status Quo
หรือ “แช่แข็ง”
ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมให้เป็นแบบที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมคิดเองว่าควร
เป็น ตู้ที่ใช้แช่แข็งสังคมจึงเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ชาติ ความมั่นคง
สีผิวศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
หรือแม้แต่สถาบันที่อยู่มาเป็นร้อยปี
ขอให้ตู้นั้นเกื้อกูลต่อการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในตู้หยุดนิ่ง
แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอ
เพื่อจะหยุดสังคมจากความเปลี่ยนแปลง
อนุรักษ์นิยมใช้วิธีที่หลากหลายตั้งแต่ตั้งพรรคการเมือง
ควบรวมกับเผด็จการทหาร สร้างกองกำลังมวลชนแบบลัทธิฟาสซิสต์
รวมทั้งสะกดจิตรวมหมู่ว่าอนาคตคือหายนะที่น่าสะพรึงกลัว (Apocalyptic
Pessimism) ซึ่งเพื่อให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน
อนุรักษ์นิยมต้องเขียนให้ทุนนิยมเป็นมหันตภัยไปด้วย
พวกเขาจึงวิจารณ์ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมคล้ายพวกหัวก้าวหน้า
แต่โดยเนื้อแท้แล้วมีเป้าหมายเพื่อโฆษณาชวนเชื่อลัทธิแช่แข็งสังคม
ในการจองจำสังคมไม่ให้เคลื่อนไหว
กระบวนทัศน์มาตรฐานของอนุรักษ์นิยมคือการเป็นอริกับเสรีภาพ ความเสมอภาค
ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน
หรือพุดโดยรวมก็คือการต่อต้านความคิดและวัฒนธรรมที่สากล (Universalism)
อันเป็น “กระแส” ซึ่งจะพาสังคมออกจากตู้แช่ของอนุรักษ์
การแอบอ้างว่าคุณค่าสากลเป็นตะวันตกเกินไป ปฏิบัติไม่ได้ สังคมยังไม่พร้อม
คนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจ ฯลฯ
จึงเป็นโวหารที่พบได้มากที่สุดในหมู่พวกอนุรักษ์นิยม
อนุรักษ์นิยมทั้งโลกล้วนไม่ยอมรับประชาธิปไตยรัฐสภา
พวกเขามักเรียกร้องให้แทนที่ระบบรัฐสภาด้วยการเมืองของคนส่วนน้อยที่อ้างว่า
ตัวเองคำนึงถึงส่วนรวมยิ่งกว่าในชื่อต่างๆ (เช่นสภาประชาชน) อย่างไรก็ดี
“ส่วนรวม” แบบนี้เลื่อนลอย
จนไม่มีผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มหรือชนชั้นอยู่ในนั้น
เพราะพรรณนาโวหารแบบนี้
เปิดโอกาสให้พวกอนุรักษ์อุปโลกตัวเองเป็นตัวแทนของสังคมได้มากกว่าบุคคลหรือ
องค์กรซึ่งเป็นผู้แทนคนอื่นจริง ๆ
นอกเหนือจากปฏิบัติการล้มประชาธิปไตยรัฐสภา
ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อถึงระบบการเมืองที่เลื่อนลอย
ขบวนการอนุรักษ์นิยมมักโจมตีนักการเมืองในคอร์รัปชั่น โกงกินอยู่หรูหรา
เหมือนชนชั้นนายทุน เห็นแก่ตัว เป็นตัวแทนคนกลุ่มน้อย ฯลฯ
เพื่อปลุกระดมให้ประชาชนโค่นล้มประชาธิปไตยรัฐสภาต่อไปอีกด้วย พูดง่าย ๆ
คืออนุรักษ์นิยมโจมตีรัฐสภา ว่าเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มน้อย
เพื่อสถาปนาการปกครองโดยคนกลุ่มน้อยที่สุดในสังคม
อันที่จริง การโจมตีประชาธิปไตยรัฐสภา
ว่าเป็นการปกครองของชนชั้นนายทุน จนเป็นระบบที่ “เงินซื้อได้ทุกอย่าง”
ก็อาศัยการมองทุนนิยมในแง่ร้าย
ไปเชิดชูการต่อต้านประชาธิปไตยรัฐสภาด้วยเหมือนกัน
มีอะไรในอนุรักษ์นิยมอีกบ้าง ที่ไม่พบในคำประกาศของ
กปปส.ทั้งในและนอกพื้นที่ชุมนุม? ธาตุแท้แบบอนุรักษ์นิยมที่อัดแน่นใน
กปปส.แบบนี้ทำให้เป็นเรื่องเหลวไหลเหลือเกินที่จะบอกว่า
กปปส.เป็นขบวนการปฏิรูปสังคม
แม้จะเป็นองค์กรที่จัดตั้งได้ไม่นาน แต่โวหารการเมืองของ
กปปส. ล้วนดำเนินรอยตามกลุ่มฝืนโลกที่มีมาก่อนโดยไม่มีผิดเพี้ยน
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
ที่การต่อสู้ของคนกลุ่มนี้วนเวียนกับการแช่แข็งประเทศ (ในกรณี เสธ.อ้าย)
ปิดกรุงเทพฯ (ในกรณี กปปส.) สนับสนุนรัฐประหาร (ในกรณีพันธมิตร)
ขณะที่ข้อเสนอทางการเมืองของพวกเขาก็วนเวียนอยู่กับระบอบของคนกลุ่มน้อย
จากนายกฯ พระราชทาน สู่สภาที่ไม่มีตัวแทนประชาชน
ควรระบุต่อไปว่า
กปปส.ชูข้อเรียกร้องที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ยิ่งกว่าที่พันธมิตรและ
เสธ.อ้าย เคยเสนอเอาไว้ ตัวอย่างเช่น
พันธมิตรเสนอการเมืองใหม่ที่สภามาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70
และมาจากการเลือกตั้งร้อยละ 30 ส่วน กปปส.
เสนอสภาประชาชนที่ประชาชนไม่ได้มีอำนาจเลือกใครแม้แต่คนเดียว
เพราะในสภาที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดนี้ สมาชิกร้อยละ 75 จัดสรรกันเอง
โดยคนกลุ่มหนึ่ง ส่วนร้อยละ 25 มาจากการเลือกของ กปปส.โดยตรง
ในแง่นี้แล้ว
กปปส.ทำแบบเดียวกับสภานิติบัญญัติหลังรัฐประหารเคยทำ
นั่นก็คือตั้งสภาที่สมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้ง แต่
กปปส.กระจายให้สมาชิกสภามาจากคนในเครือข่ายที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
วิธีนี้จูงใจให้คนเหล่านี้สนับสนุน กปปส.
เพราะเห็นโอกาสในการอ้างตัวเป็นตัวแทนวิชาชีพ
จนไปมีตำแหน่งในการออกกฎหมายหรือบริหารบ้านเมือง
ต่อให้คนทั้งหมดในวิชาชีพอาจไม่รู้จัก
และไม่เคยลงมติให้บุคคลนั้นเป็นตัวแทนพวกเขาเลยก็ตาม
ถึงที่สุดแล้ว เครือข่ายหมายถึงกลุ่มคน
เมื่อใดที่พูดถึงเครือข่าย จึงต้องนึกถึงคนกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่าย
รวมทั้งคนที่ไม่มีเครือข่ายกับใครด้วย
หาไม่แล้วเครือข่ายก็จะกลายเป็นคำอวดอ้างในการเข้าไปมีอำนาจในนามของทุกคน
พูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ข้อเสนอทางการเมืองของ
กปปส.ไปไกลว่าเผด็จการทหารในรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 และ 19 กันยายน
2549 ด้วยซ้ำไป เพราะ กปปส. เสนอให้การเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการปฏิรูป
จนสามารถเลื่อนการเลือกตั้งไปจนกว่าการปฏิรูปจะแล้วเสร็จ
สิทธิการเมืองซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้อย่างการเลือกตั้ง
กลายเป็นสิ่งที่ถูกระงับอย่างไรก็ได้ ขณะที่ฝ่ายรัฐประหารปี 2534 และ 2549
ยังระบุไว้ชัดเจนว่าจะให้มีการเลือกตั้งในเวลากี่เดือน
สำหรับผู้ที่ใฝ่ใจกับการปฏิรูปสังคม
คำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้คือ มีองค์ประกอบไหนใน
กปปส.ที่พิสูจน์ให้คนส่วนใหญ่ไว้วางใจได้ว่า
นี่คือขบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นสำหรับทุกคนอย่างจริง
จัง?
แนวประเมินบางแบบมอง กปปส.ในฐานะขบวนการฟาสซิสต์
เพื่อทำลายระเบียบสังคม แต่โดยเนื้อแท้แล้ว
กปปส.เป็นอนุรักษ์นิยมแนวปฏิกิริยา
จนไม่มีศักยภาพจะเป็นขบวนการฟาสซิสต์ไปได้
ที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างอนุรักษ์นิยมกับฟาสซิสต์นั้นทับซ้อนกัน
แต่ก็แตกต่างกัน ถึงขั้นที่โดยพื้นฐานแล้วไปกันไม่ได้
เพราะฟาสซิสต์มุ่งสถาปนา “ระบอบใหม่” ที่ใช้อดีตเป็นแค่สัญลักษณ์
ในการดึงดูดให้สนับสนุนผู้นำใหม่ในการเมืองใหม่ซึ่งจะสร้างความไพบูลย์ให้
สังคม ฟาสซิสต์จึงไม่ได้มุ่งรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมแบบที่เคยเป็น
มุสโสลินีกลายเป็นผู้ล้มระบอบกษัตริย์อิตาลีไปก็ด้วยเหตุนี้เอง
Roger Griffin
นักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องฟาสซิสต์มากที่สุดคนหนึ่ง เสนอแนวคิด
“บรรทัดฐานขั้นต่ำของฟาสซิสต์” (fascist minimum) เพื่ออธิบายว่า
คุณสมบัติร่วมของฟาสซิสต์ทุกกรณีคือ Palingenetic Ultranationalism
ซึ่งพูดง่าย ๆ
คือการปลุกลัทธิคลั่งชาติแบบคลุ้มคลั่งให้ไปไกลถึงขั้นเชื่อว่าสร้างสังคม
ใหม่ได้ด้วยลัทธิคลั่งชาติ ความลุ่มหลงถึงความยิ่งใหญ่ของชาติ
จึงเป็นห่วงเชื่อมอนุรักษ์นิยมกับฟาสซิสต์
แต่อนุรักษ์นิยมไม่ได้นำไปสู่ฟาสซิสต์ตลอดเวลา
ความสัมพันธ์ระหว่างอนุรักษ์นิยมกับฟาสซิสต์ในแง่นี้
ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่มีทางยอมให้คุณสุเทพและ
กปปส.ไปถึงขั้นเป็นผู้นำใหม่ในระบอบใหม่ซึ่งในที่สุดจะเป็นภัยคุกคาม
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเอง
อย่างมากที่พวกเขาต้องการคือนักปลุกระดมและกองกำลังมวลชน
เพื่อสร้างการเมืองที่จรรโลงสถานะนำของชนชั้นเดิมเอาไว้
การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาเหล่านี้สนใจ เพราะถ้าใช่
เราคงไม่มีเหตุให้ต้องพูดถึงการปฏิรูปประเทศกันอีกในปัจจุบัน
ถ้าไม่หลอกตัวเองหรือมืดบอดด้วยอคติทางการเมืองเกินไป
ความเคลื่อนไหวของ กปปส.และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
ไม่มีส่วนไหนเลยที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคม
ขอบคุณภาพจากhttp://news.th.msn.com/





شركات التنظيف في بالاحساء
ตอบลบ