แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

เลือกตั้งคือทางตัน ?

ที่มา ประชาไท


ภายหลังจากที่ผู้เขียนได้เขียนบทความในหัวข้อ “เลือกตั้งเลื่อนหรือไม่เลื่อน ?”[1] เพื่อ แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนธรรมดาผู้ทรงสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่งที่มีความ ประสงค์อย่างแน่วแน่ในการที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จะถึงนี้
เมื่อได้รับข่าวสารที่แสดงถึงท่าทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้ ก็ไม่ปรากฏว่ามีข่าวเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เชื้อเชิญให้ประชาชนชาวไทยผู้ มีสิทธิเลือกตั้งให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวเท่าใดนัก จะมีก็แต่ความพยายามที่จะเข้ามาเป็นคู่เจรจาในสถานการณ์ความขัดแย้ง อันไม่ใช่หน้าที่ของตนเองแต่ประการใด  นอกจากนั้น ยังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการที่จะเสนอให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งโดย การพยายามเจรจากับรักษาการนายกรัฐมนตรีถึงกรณีดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา ถึงขั้นที่ กกต. รายหนึ่งเริ่มใช้วาทะกรรมที่ค่อนข้างส่งผลลบแก่รักษาการนายกรัฐมนตรีโดยการ พูดถึงกรณีทีว่าหากนัดหารือที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์รักษาการนายกรัฐมนตรีก็อาจ จะมาหารือกับ กกต. นั้น[2]

ใน ฐานะประชาชนคนหนึ่งเห็นว่าการใช้วาทะกรรมดังกล่าวเป็นวาทะกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่สมควรในฐานะกรรมการการเลือกตั้งที่ต้องเป็นกรรมการในการจัดการเลือก ตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่แน่ใจว่าท่านคิดว่าท่านกำลังอยู่บนเวทีปราศรัยหรือไม่ ในประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่า กกต. รายดังกล่าวควรออกมาขอโทษในการที่กล่าววาทะกรรมดังกล่าวต่อไป
ในบทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงประเด็นที่ผู้เขียนได้เขียนถึงเอาไว้ในบท ความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวกับของเงื่อนไขในเรื่องของจำนวน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญ โดยที่มีข้อวิตกกังวลจากหลายฝ่ายที่มีความเห็นว่าเนื่องจาก 28 เขตเลือกตั้งใน 8 จังหวัดไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หากเลือกตั้งไปและประกาศผลการเลือกตั้ง จำนวน ส.ส.ไม่ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ที่กฎหมายกำหนดจะทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้นั้น
ผู้เขียนเห็นว่าข้อวิตกดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลยหาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่ของตนและได้ใช้อำนาจในการจัดการเลือกตั้งของตนเองอย่างเต็ม ที่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากตั้งสมมุติฐานว่าใน 28 เขตดังกล่าวไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้วนั้น จะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไรต่อไป  ทั้งนี้ หากพิจารณาพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าวต่อไปนี้
“สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยเจ็ดสิบ ห้าคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบห้าคน (วรรคหนึ่ง)
ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใด ๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ถึงห้าร้อยคน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบตามจำนวนที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันและให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าอายุ ของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่ (วรรคหก)”
จากบทบัญญัติของมาตรา 93 ดังกล่าวข้างต้นกฎหมายกำหนดให้
- สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 500 คน
- หากมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้วมีจำนวนสมาชิกไม่ครบ 500 คน แต่สมาชิกที่ได้มามีจำนวนไม่น้อยกว่า 475 คน ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร และ
- กกต. มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้ได้สภาผู้แทนราษฎรครบตามจำนวน 500 คน ภายใน 180 วัน
ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นคือหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว ปรากฏว่าได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดไม่ถึง 475 คน แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ?
ปัญหาดังกล่าวมีทางออกโดยอาศัยการพิจารณาหลักประชาธิปไตย หลักการใช้การตีความกฎหมายให้กฎหมายใช้บังคับได้ หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะมาประกอบการพิจารณา ได้ดังต่อไปนี้
ประการแรก เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปแล้วมีจำนวนสามาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ครบ 475 คนจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ?
เมื่อมีข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีกรณีที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้กำหนดเอาไว้ใน ที่นี้ สามารถตีความได้สองทางคือ
การตีความในทางลบ คือ การตีความไปในทางที่ทำให้กฎหมายนั้นไม่มีผลใช้บังคับ ได้แก่การตีความว่าการเลือกตั้งนั้นไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ เลย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเสียเปล่าไป และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
การตีความในทางบวก คือ การตีความไปทางที่ทำให้กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับ ได้แก่การให้ กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ให้ครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้เป็นองค์ประกอบขั้นต่ำของสภาผู้แทน ราษฎรนั่นคือ 475 คน ภายใน 180 วัน
ในที่นี้ผู้เขียนเห็นว่าการตีความไปในทางบวกจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ประการที่สอง หากเมื่อครบ 180 วันแล้วปรากฏว่า กกต. ยังไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้ครบ 475 คนได้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ?
เมื่อมีข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีกรณีที่กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้กำหนดเอาไว้ใน ที่นี้ สามารถตีความได้สองทางคือ
การตีความในทางลบ คือ ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ การเลือกตั้งที่กระทำมาเสียเปล่าไป และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่
การตีความในทางบวก คือ กรณีต้องพิจารณาเป็นไปตามหลักทั่วไปที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรกลุ่มนั่นคือประกอบด้วยสมาชิกตามที่กำหนด 500 คน ก็จะต้องกลับไปพิจารณาหลักทั่วไปในทางกฎหมายมหาชนที่ว่าหากไม่มีกฎหมายกำหนด เอาไว้กรณีจะถือว่ามีองค์กรกลุ่มเกิดก็ต่อเมื่อมีสมาชิกในองค์กรนั้นอย่าง น้อยครึ่งหนึ่งขององค์กรดังกล่าว(พิจารณาในแง่ขององค์ประกอบ) ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรคือ 250 คน
นั่นคือ หากปรากฏว่าเมื่อพ้น 180 วันแล้วมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 250 คน ก็ย่อมต้องถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบขึ้นเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน ทั้งสิ้น 500 คน กรณีย่อมเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้สมาชิกครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ต่อไป โดยถือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้มาภายหลังนั้นให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียง เท่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่
ในที่นี้ผู้เขียนเห็นว่าการตีความไปในทางบวกจะเป็นประโยชน์มากกว่า
เหตุผล หากไม่ตีความไปในทางที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วนั้น ย่อมส่งผลให้
1. สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การตรากฎหมายออกมาใช้บังคับในบ้านเมืองจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้เมื่อไม่มีสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาลก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่มีรัฐบาลรัฐบาลรักษาการก็ย่อมต้องรักษาการต่อเนื่องยาวนานเกินกว่า ที่ควรจะเป็น ส่งผลให้การบริการสาธารณะติดขัดมีปัญหาไม่ต่อเนื่อง (ด้วยสภาพของรัฐบาลรักษาการ) ส่งผลกระทบถึงประชาชนได้
2. การตีความตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอไม่ได้ละทิ้งประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน พื้นที่ของเขตเลือกตั้งที่ไม่มีการเลือกตั้งเห็นได้จากการเสนอให้ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งต่อไปจนกว่าจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ครบตามจำนวน นั่นเองซึ่งเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย
3. หากถือเอาความเห็นแบบเถรตรงตามตัวอักษรว่าถ้าไม่ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรครบตามที่มาตรา 93 ของรัฐธรรมนูญกำหนด จะส่งผลให้การเลือกตั้งนั้นสิ้นผลไปนั้น ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินและเสียงบประมาณโดยเปล่า ประโยชน์
4. การจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ทั้งประเทศนั้น ด้วยความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนควรจะเกิดขึ้นในกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปแล้วปรากฏว่าได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น้อยกว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดนั่นเอง
เหตุที่ผู้เขียนเห็นว่าการตีความในกรณีปัญหาดังกล่าวข้างต้น ควรตีความไปในทางบวกในทั้งสองประเด็นนั้น ผู้เขียนอาศัยหลักการตีความที่ทำให้กฎหมายใช้บังคับได้และหลักความต่อเนื่อง ของบริการสาธารณะประกอบกับหลักประชาธิปไตยมาพิจารณานั่นเอง



[2] http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNE9UZzFOVE0wTUE9PQ==&subcatid=

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น