16 มกราคม, 2014 - 10:13 | โดย yukti mukdawijitra
เดือนที่แล้ว หลังเสร็จงานเขียนใหญ่ชิ้นหนึ่ง ผมกะจะหลบไปไหนสัก 4-5 วัน ระยะนั้นประเด็นวันเลือกตั้งยัง ไม่เข้มข้นขนาดทุกวันนี้ ลืมนึกไปจนกลายเป็นว่า ตัวเองกำหนดวันเดินทางในช่วงวัน เลือกตั้ง 2 กพ. 57 พอดี เมื่อมาคิดได้ เมื่อวันที่ 14 มค. ก็เลยถือโอกาสที่ที่ทำงาน ให้หยุดงานไปลงทะเบียนเลือกตั้ง ล่วงหน้าในเขตตนเอง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ได้เอกสารมาเก็บไว้ รอไปเลือกตั้งล่วงหน้าวันอาทิตย ์ที่ 26 มค.
ผมไม่เคยตั้งใจ เตรียมใจไปเลือกตั้งมากเท่าครั้ งนี้มาก่อนเลย บางครั้งผมไม่ได้ไปเลือกตั้งด้ว ยซ้ำ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเท พฯ คราวที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้ไปเพราะเดินทางไปต่งจ ังหวัด
ไม่ได้เตรียมตัวก่อน การเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อปี 2554
คราวนั้นผมไปอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านั้นปี 2550 และครั้งก่อนๆ
ผมไม่ได้ไปเพราะอยู่ต่างประเทศห ลายปีและย้ายไปมาหลายประเทศ ก็เลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องสิทธิการ เลือกตั้ง
หลังจากมาทำวิจัยซึ่งมีประเด็นเ รื่องการเลือกตั้ง จึงได้เข้าใจว่าทำไมตนเองจึงไม่ สนใจการเลือกตั้ง และทำไมคนในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในเขตชนบท เขาถึงสนใจการเลือกตั้ง ที่ว่านี่ไม่ได้แบ่งว่าเป็นคนใน จังหวัดภาคไหนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคนใต้ คนเหนือ คนอีสาน คนภาคกลาง ส่วนใหญ่เขาให้ความสำคัญกับการเ ลือกตั้งกันทั้งสิ้น มีแต่คนกรุงเทพฯ นี่แหละ ที่น้อยครั้งมากที่การเลือกตั้ง จะมีความหมาย
สำหรับคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่มีความหมายที่สุ ดน่าจะเป็นการเลือกผู้ว่ากทม. แต่การเลือกตั้งทั่วไป มักจะขึ้นกับกระแสการเมือง ครั้งไหนมีพรรคที่คนกทม.ชอบหรือ ไม่ ครั้งไหนมี "พรรคทางเลือก" ที่คนกทม.อยากลองหรือไม่ ที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ผมอธิบายว่า เป็นเพราะคนกทม.ได้รับการเอาอกเ อาใจจากนโยบายรัฐเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน สัดส่วนงบประมาณส่วนใหญ่ก็จะลงม าที่กรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ไม่ต้องเรียกร้องอะไร งบประมาณก็มาอยู่ดี ไม่ต้องชอบรัฐบาล รัฐบาลก็ต้องเอาใจอยู่ดี
ในที่อื่นๆ การเลือกตั้งกำหนดชะตาชีวิตคนมา กกว่าในกรุงเทพฯ ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นและการ เลือกตั้งระดับชาติ ในภาคใต้ ผู้คนกระตือลือล้นกับการเลือกตั ้งมาตลอด ครั้งนี้ที่เขาต่อต้านการเลือกต ั้ง (ความจริงมีเพียง 7 จังหวัด) ก็เพราะเขาคิดว่านั่นคือการปกป้ องสิทธิการเลือกตั้งของเขาในอีก แบบหนึ่งนั่นแหละ เอาล่ะ ไม่ว่าเขาจะตีความมันว่าอย่างไร คนใต้ก็หวงแหนสิทธิการเลือกตั้ง เขาจึงมีพรรคในดวงใจของเขามาตลอ ด ยิ่งในปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส ผู้คนใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่าง ขนานใหญ่ ครั้งที่แล้ว ผู้นำท้องถิ่นบอกเล่าว่ามีคนไปใ ช้สิทธิ์ถึง 72% และเขาก็ใช้การเลือกตั้งสอนบทเร ียนให้พรรคการเมืองใหญ่มาแล้ว
ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางนอกกรุงเทพฯ การเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นแ ละระดับชาติเป็นความหวังของผู้ค น อย่าคิดว่าคนแค่ไปเพราะรับเงินซ ื้อเสียง เพราะแม้แต่ในพื้นที่ซึ่งมีการซ ื้อเสียงมากๆ ผมเจอผู้สมัครมากมายทุ่มเงินแล้ วก็กลับแพ้เลือกตั้ง ยิ่งการเลือกตั้งปี 54 ยิ่งเห็นได้ชัด
ผมอธิบายว่า ที่การเลือกตั้งเริ่มมีความหมาย ขึ้นมา ก็เพราะระบบการเมืองเปลี่ยนไป ทำให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบายได ้มากขึ้น และก็เริ่มมีพรรคที่ใช้นโยบายหา เสียงและกลับมาทำอย่างที่ตนเองห าเสียงไว้มากขึ้น ก่อนหน้านี้ ในทศวรรษที่อำนาจการบริหารประเท ศไม่
เป็นประชาธิปไตย (ยุคสฤษดิ์ ถนอม ประภาส) หรือเป็นแค่ครึ่งใบ (ยุคเปรม)
การเลือกตั้งไม่มีความหมาย เพราะอำนาจการบริหารไม่ได้อยู่ใ นมือนักการเมืองที่มาจากการเลือ กตั้ง แต่อำนาจอยู่ในมือนักการเมืองที ่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้แก่บรรดาที่ปรึกษานโยบายเศรษ ฐกิจ บรรดานายทหารที่มีอำนาจ และบรรดาเครือข่ายชนชั้นสูงต่าง ๆ
ข้อนี้สอดรับการเปลี่ยนแปลงกฎหม ายให้การเลือกตั้งท้องถิ่นมีบทบ าทขึ้น ที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นสาม ารถใช้งบประมาณจากท้องถิ่นเองแล ะจากส่วนกลางบริหารท้องถิ่นได้จ ริง เมื่อผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ ง การบริหารท้องถิ่นก็ต้องตอบสนอง ผู้ลงคะแนนเสียง ยิ่งในบางท้องถิ่น โดยเฉพาะเขตเทศบาลต่างๆ ซึ่งเก็บรายได้จากภาษีท้องถิ่นไ ด้ปีละหลายร้อยล้านบาท งบประมาณจำนวนมากยิ่งถูกควบคุมต รวจสอบจากผู้ลงคะแนนเสียงมากขึ้ น ระบบแบบนี้คนกรุงเทพฯ แทบไม่รู้จัก เพราะการเลือกตั้งท้องถิ่นของกร ุงเทพฯ
ก็แทบจะไม่มีผลอะไร เพราะอย่างที่ว่าคือ อย่างไรเสีย
งบประมาณแผ่นดินก็ลงกทม.มาก มากกระทั่งไม่ต้องมีผู้ว่ากทม.
ชาวกทม.ก็มีความสุขได้
เหล่านี้คือการกระจายอำนาจที่เก ิดขึ้นจริง คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนา จที่เริ่มลงรากหยั่งลึก ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลง ที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีก การเลือกตั้งบนกรอบของรัฐธรรมนู ญปัจจุบัน บนกรอบของกฎหมายปัจจุบัน ยังไม่สามารถเป็นหลักประกันชีวิ ตที่ดีขึ้นได้ เรายังต้องแก้กฎหมาย สร้างกฎหมายใหม่ๆ กันอีกมาก ยังต้องพัฒนากลไกควบคุมการใช้จ่ ายงบประมาณอีกมาก ยังต้องการแนวคิดใหม่ๆ อีกมาก แต่ต้องทำในกรอบที่อำนาจเป็นของ "ปวงชนชาวไทย"
เพียงแต่วันนี้ หากเรายอมถอยให้กับการริบสิทธิ์ เลือกตั้งของเราไปแม้เพียงชั่วค ราว "เรา" ในฐานะ "ปวงชนชาวไทย" อาจจะไม่ได้มีอำนาจแม้แต่จะฝันถ ึงชีวิตที่ดีได้อีกต่อไป การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ จะเป็นหลักประกันอำนาจของปวงชนช าวไทย หากไม่เกิดการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาฯ เราก็เสี่ยงที่จะสูญเสียหลักประ กันอำนาจการกำหนดชะตาชีวิตของเร าไป
ผมไม่เคยตั้งใจ เตรียมใจไปเลือกตั้งมากเท่าครั้
หลังจากมาทำวิจัยซึ่งมีประเด็นเ
สำหรับคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่มีความหมายที่สุ
ในที่อื่นๆ การเลือกตั้งกำหนดชะตาชีวิตคนมา
ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางนอกกรุงเทพฯ การเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นแ
ผมอธิบายว่า ที่การเลือกตั้งเริ่มมีความหมาย
ข้อนี้สอดรับการเปลี่ยนแปลงกฎหม
เหล่านี้คือการกระจายอำนาจที่เก
เพียงแต่วันนี้ หากเรายอมถอยให้กับการริบสิทธิ์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น