โดย ดุลยภาค ปรีชารัชช
ที่มา blogazine
ท่ามกลางการสัประยุทธ์ทางการเมืองอันร้อนระอุ
ผู้สันทัดกรณีการเมืองไทยหลายท่าน
ได้ทำนายทายทักไปถึงแนวโน้มการทำรัฐประหาร
ที่อาจมาพร้อมกับการเคลื่อนกำลังของบุรุษลายพรางแบบโดดๆ หรือ แม้แต่การ
"join up" กับคลื่นพลังปฏิวัติของมวลมหาประชาชน
สัญญาณทาบทับทีเผยถึงความกังวลใจในครั้งนี้ คือ
การเคลื่อนยุทโธปกรณ์ของกองทัพในช่วงเทศกาลวันเด็ก เพื่อสำแดง
"นาฏกรรมของชายบนหลังม้า" พร้อมๆกับ การเติมกำลัง
หนุนเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อล้อรับกับมหกรรมแสดงแสนยานุภาพในวันกองทัพไทย
ฉะนั้น ห้วงเวลาระหว่างวันที่ 11-18 มกราคม จึงเป็นเงื่อนสถานการณ์
ที่นักยุทธศาสตร์เพื่อไทย อาจมีความกังวลระส่ำระส่ายอยู่บ้าง เนื่องจาก
ในทางยุทธวิธีนั้น
ถือเป็นการเคลื่อนพลแบบอัตโนมัติเพื่อล็อกเป้าศูนย์อำนาจไว้เรียบร้อยแล้ว
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หากผู้ก่อการรัฐประหาร
คิดจะยึดอำนาจเพื่อปิดเกมส์แล้วเซ็ทระบบใหม่ขึ้นมาจริงๆ ผ่านวิธีการแบบ
คลาสสิกในการเมืองไทย กระบวนการเคลื่อนกำลัง
ก็ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปกว่า 50% แล้ว
กระนั้น
การทำรัฐประหารท่ามกลางโครงสร้างรัฐที่เต็มไปด้วยขั้วอำนาจหลายศูนย์
กลับทำให้ คณะผู้ก่อการ
เริ่มเกิดความพะวงลักลั่นหรือชะงักงันในทางยุทธศาสตร์
เนื่องจากฐานอำนาจของรัฐบาลนั้น กลับแบ่งออกเป็นสามขาหลักๆ ได้แก่
1.เมืองหลวงตามประเพณีอย่างกรุงเทพ
2.เมืองคะแนนนิยมตามภูมิภาคอย่างเชียงใหม่หรืออุดรธานี และ
3.เมืองนานาชาติเพื่อรองรับรัฐบาลพลัดถิ่นอย่าง ฮ่องกง ดูไบ หรือ วอชิงตัน
จากสภาพภูมิทัศน์ดังกล่าว
แม้คณะผู้ก่อการอาจประสบความสำเร็จในการทำรัฐประหารในกรุงเทพ
ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มถูกสะบั้นอำนาจจน "State Machine" เกิดอาการง่อยเปลี้ย
หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว การทัวร์เหนือและอีสานบ่อยครั้งของรักษาการนายก
ก็ได้เริ่มช่วยชี้ชวนให้เห็นว่า ประเทศไทย
อาจมีศูนย์อำนาจแห่งที่สองอยู่ที่เชียงใหม่ (หากมีรัฐประการเกิดขึ้นจริงๆ)
ซึ่งอาจถูกเลือกให้เป็นฐานที่มั่นของรัฐบาล
(ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ที่ใหญ่โตและมีชัยภูมิพิงเขา
อาจมีศักยภาพพอที่จะเป็นทำเนียบชั่วคราว) พร้อมๆกับ
ศูนย์อำนาจคู่แฝดแห่งที่สองอย่างที่อุดรหรือขอนแก่น
ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่
การเล่นเกมส์ภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้
ย่อมทำให้สถานการณ์การต่อสู้มีความยืดเยื้อ
และพื้นฐานจังหวัดชายแดนภาคเหนือหรืออีสาน
ที่ไม่ไกลจากชายแดนเพื่อนบ้านอย่างพม่าหรือลาว
ก็อาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเข้ามามีบทบาทบ้างในม่านละครการเมืองไทย
หากรัฐบาลที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ชายแดนคิดที่จะสานปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการ
ลงทุน ในแบบอาเซียนภิวัฒน์ หรือ มองหาลู่ทางลี้ภัยหลบหลีก
หากฝ่ายตรงข้ามคิดเจาะเกระแทรกซึมเข้ามาในพื้นที่สงวนเหล่านี้
ซึ่งก็ย่อมทำได้ผ่านสายบัญชาการของกองทัพภาคที่สองและสาม
(เพียงแต่จะควบคุมมวลชนที่ต่อต้านรัฐประหารได้มากน้อยเพียงใด)
จริงๆ แล้ว ในเชิงการเมืองเปรียบเทียบ
รัฐประหารที่ทรงอานุภาพควรสามารถที่จะพิชิตศูนย์อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
โดยรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการยึดเมืองหรือการบริหารประเทศ
หลังยึดอำนาจ มักเกิดขึ้นในแบบที่โครงสร้างอำนาจแห่งรัฐ
มักไม่มีลักษณะกระจายตัวหรือแบ่งออกเป็นหลายศูนย์มากนัก
ความล้มเหลวของรัฐประหารที่กระทำไปท่ามกลางความพร่ามัวของโครงข่ายอำนาจเช่น
นี้ ได้แก่ การเคลื่อนพลยึดเวียงจันทน์ของกองแล วีระสาน เมื่อปี พ.ศ. 2503
ที่สะท้อนให้เห็นว่า การยึดเมืองหลวงนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก
หากแต่หลังยึดแล้ว สิ่งที่กองแลต้องปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุด คือ
การกระชับอำนาจทั่วราชอาณาจักรลาว
ซึ่งเต็มไปด้วยขุนศึกหรือขั้วการเมืองที่คุมพื้นที่ชนบทอันหลากหลายทั้งที่
หลวงพระบาง ทุ่งราบเชียงขวางหรือจำปาศักดิ์ จนท้ายที่สุดแล้ว เราจะพบว่า
แม้กองแลจะยึดอำนาจได้อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากขุนศึกได้กระจายตัวไปทั่วประเทศ หากแต่ สภาวะแตกกระจายเช่นนี้
กลับทำให้ กองแลไม่สามารถบริหารราชแผ่นดินได้อย่างปกติสุข
จนมีผลต่อเสถียรภาพเชิงอำนาจของเขาในเวลาต่อมา
นายพลกองแล วีระสาน
ท้ายที่สุด ผมหวังว่า
นักรัฐประหารไทยที่คิดจะทำรัฐประหารใต้เงาตะวันแดง
อาจคงฉุกคิดได้ถึงต้นทุนที่จะต้องสูญเสียหากคิดที่จะใช้วิธีการแบบคลาสสิก
เช่นนี้ เพียงแต่ว่าสภาวะแบบหลายค่าย หรือ
การแสวงหาฐานที่มั่นสำรองไว้หลายๆจุดของรัฐบาล
ก็ได้ทำให้ความโกลาหลระส่ำระส่ายของบ้านเมืองถูกขยายผลและยืดเยื้อขึ้นไปอีก
เช่นกัน จนมองไม่ออกว่าเกมส์จะจบลงอย่างไร ฉะนั้น
คงหวังแต่วัฒนธรรมสันติภาพท่ามกลางความเห็นอันหลากหลาย พร้อมๆกับ
ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล good governance
ที่อาจจะช่วยชะรอปัญหาระยะยาวลงได้บ้าง
โดยมิทำให้ไทยต้องเจอสภาพสงครามกลางเมืองแบบลาว กัมพูชา หรือ พม่า
ในยุคสงครามเย็น



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น