ที่มา FB Kasian Tejapira
การก่อการร้ายทางการเมือง (Political Terrorism) ที่กำลังเกิดขึ้นกับการชุมนุมของ กปปส. มีลักษณะสำคัญ ๔ ประการ
๑) ใช้ความรุนแรงหรือคุกคามว่าจะใช้ความรุนแรง (Violence - V)
๒) ต่อเป้าหมายพลเรือน (Civilian Targets - C)
๓) ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในสังคมการเมือง (General Fear - F)
๓) เพื่อเป้าหมายทางการเมือง (Political End - P)
หรือสรุปเป็นสูตรง่าย ๆ ได้ว่า T = [V+C+F+P]
ในขณะที่ยากจะระบุชัดแน่นอนว่าผู้ก่อการร้ายทางการเมือง
เป็นใคร?
ผลลัพธ์ของการก่อการร้ายทางการเมืองสามารถคาดหยั่งได้ตามที่อาจารย์ชัยวัฒน์
สถาอานันท์เคยชี้ว่า
การก่อการร้ายทางการเมืองส่งผลให้เกิดสภาวะเหล่านี้ตามมาในสังคม ได้แก่:
๑) ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อาจตกเป็นเหยื่อของมันได้
แรกทีเดียวอาจเกิดขึ้นในที่ชุมนุมบางแห่ง กับการชุมนุมของบางฝ่าย
แต่ไม่มีหลักประกันว่าที่ชุมนุมอื่นและการชุมนุมของฝ่ายอื่นจะไม่โดนบ้าง
๒) จึงเกิดความวิตกหวาดกลัวทั่วไปในสังคม
๓) จนผู้คนไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตปกติทางสังคมและการเมืองต่อไป ไม่ว่าชุมนุมโดยสงบ เดินขบวน เลือกตั้ง หรือปฏิรูป
๔) ในที่สุดเหยื่อก็เริ่มหวาดระแวงและติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว จนอาจกลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปได้เองบ้างในที่สุด
กล่าวอีกอย่างคือ การก่อการร้ายทางการเมือง กับ
ระบอบประชาธิปไตย เข้ากันไม่ได้,
มันขัดขวางทำลายการปกป้องรักษาและขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพและพื้นที่
ประชาธิปไตย,
การเริ่มการก่อการร้ายทางการเมืองคือการเริ่มยุติชีวิตการเมืองปกติแบบ
ประชาธิปไตย, ภายใต้ภาวะหวาดกลัวหวั่นระแวงภัยก่อการร้าย
ไม่ว่าการเลือกตั้งหรือการปฏิรูปก็เกิดได้ยาก ถูกมันบ่อนทำลายทั้งสิ้น
ผมคิดว่าการชุมนุมของกปปส.โดยตัวมันเองจะไม่สามารถบรรลุผล
ทั้งการยึดอำนาจขึ้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์, เลื่อนการเลือกตั้ง
หรือก่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะวิธีการ “ลุกขึ้นก่อการกำเริบโดยมวลชน” (mass
insurrection) ของกปปส. ทำลายกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น,
ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็น “มวลมหาประชาชน”
บนท้องถนนและกำลังพากันเริ่มตื่นตัวเคลื่อนไหวจุดเทียน ใส่เสื้อขาว
ปล่อยลูกโป่ง ติดป้าย Respect My Vote เพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้ง
สันติวิธีและความเสมอภาคของตนอย่างกว้างขวางออกไปเป็นระลอกนั้นเสมือนหนึ่ง
สมอถ่วงอันหนักหน่วงมั่นคงให้ระเบียบบ้านเมืองไม่ล้มคว่ำไปตามแรงกระแทก
กระทั้นของปฏิบัติการยึดสถานที่ราชการ ขัดขวางการเลือกตั้ง
ชัตดาวน์กรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์ประเทศของกปปส., ความคุ้นชินกับกฎระเบียบ
วิถีชีวิตปกติที่คาดเดาได้และงานประจำของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ
พนักงานและผู้ประกอบการเอกชน
ก่อตัวเป็นตุ้มถ่วงอนุรักษ์นิยมของสังคมที่ยากยิ่งจะพลิกเปลี่ยนทำลายหากไม่
มีอำนาจนำทวนกระแสที่ปฏิวัติ (revolutionary counter-hegemony)
ซึ่งเกาะกุมความคิดจิตใจคนทั่วทั้งสังคม ไม่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ซึ่งกปปส.ยังไม่อาจทำได้
และไม่มีอยู่จริงในภาวะสังคมไทยแบ่งสีแบ่งฝ่ายในปัจจุบัน
หากลำพังการเคลื่อนไหวของ
กปปส.เองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนแล้ว
ทำไมจึงมีการก่อการร้ายทางการเมืองต่อการชุมนุมของกปปส.ด้วยเล่า?
นอกจากเพื่อจะสร้างเงื่อนไขแก่การฉวยโอกาสสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางการ
เมืองเพื่อนำไปสู่การทำลายทั้งการเลือกตั้ง,
การปฏิรูปและประชาธิปไตยลงรวดเดียวในที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น