อ.ธีรยุทธ บุญมี
ภาพ เดลินิวส์
ผมอ่านคอมเม้นต์ของ "อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี"
ด้วยความเคารพนะครับขออนุญาตเห็นต่างและต้องย้ำด้วยว่าสิ่งที่จะวิพากษ์
วิจารณ์ต่อไปนี้อยู่บนหลักวิชา ผมดีเฟนด์เพื่อหลักวิชาที่ถูกต้อง
ไม่ใช่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
๑.
ผมพูดมาอยู่หลายครั้งแล้วว่าการวิพากษ์การเมืองปัจจุบันผ่านรัฐบาลเพื่อไทย
โดยบอกว่าเป็นการเมืองที่ยึดถือหลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภานั้นเป็นการ
วิพากษ์ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เป็นการวิพากษ์โดยมองข้ามระบอบรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือ ด้วยระบอบรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ๔๐)
เรามิได้ยึดถือหลักอำนาจสูงสุดเป็นของรัฐสภา (Supremacy of Parliament)
แต่เรายึดถือหลักอำนาจสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (Supremacy of Constitution)
ทั้งนี้เนื่องจากเรามีการวางกลไกขององค์กรตุลาการเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่าย
นิติบัญญัติ เช่น การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (Judicial Review)
ในการตรากฎหมายต่างๆ เป็นต้น มิได้ปล่อยให้รัฐสภาใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ
ดังนั้น สิ่งที่อาจารย์ธีรยุทธพูดมาจึงคลาดเคลื่อนจากหลักวิชาอย่างมาก
เป็นการพูดในเชิงรูปแบบ มิใช่ในเชิงเนื้อหา
๒.
การที่อาจารย์กล่าวถึงการเรียกร้องให้คนที่เรียกร้องให้เคารพสิทธิของคนอื่น
ให้หันมาเคารพในสิทธิของตนเองเพราะมีการไปเลือกพรรคการเมือง (พรรคเพื่อไทย)
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาจารย์อาจเข้าใจคำว่า "สิทธิ"
ตามหลักวิชาอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อน เนื่องจาก "สิทธิ"
จะมีลักษณะก่อให้เกิด "หน้าที่"
ต่อบุคคลอื่นที่จะไม่ให้ใครเข้ามาแทรกแซงหรือขัดขวางการใช้สิทธิของตนเอง
การตั้งคำถามของอาจารย์นั้นมีลักษณะเป็นการผิดฝาผิดตัว
๓. อาจารย์ประดิษฐ์ถ้อยคำอย่าง "สันติภิวัฒน์"
ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาจารย์เห็นว่าการชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะของการ
ชุมนุมที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะมีความสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ
ซึ่งในความเห็นตามหลักวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญผมเห็นว่าไม่ใช่ กล่าวคือ
ไม่้ได้เป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
เพราะจะเห็นได้ว่ามีการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ
บังคับขู่เข็ญล่วงละเมิดต่อสิทธิของบุคคลอื่นๆ ละเมิดต่อตัวบทกฎหมาย
ผมจึงไม่เห็นพ้องด้วยว่าจะสามารถใช้คำว่า "สันติภิวัฒน์" ได้
(ด้วยความเคารพนะครับ อาจารย์เคยประดิษฐ์ถ้อยคำอย่าง
"ตุลาการภิวัฒน์" โดยแปลมาจากคำว่า "Judicial Review"
ซึ่งเป็นการผิดพลาดจากหลักวิชาการอย่างมาก)
๔.
อาจารย์วิเคราะห์ว่ามวลมหาประชาชนอาจแพ้ในการเรียกร้องในครั้งนี้เพราะมีชน
ชั้นนำไม่กล้าที่จะปฏิรูป ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วยนะครับ
อาจเป็นการวิเคราะห์ที่ผิวเผินเกินไป คำถามในทางวิชาการคือ
การแพ้ชนะครั้งนี้
หากคุณมองว่าเป็นการเรียกร้องเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจริง
มวลมหาประชาชนเป็นคนหมู่มากของประเทศจริง
ปัจจัยที่จะส่งผลต่อความพ่ายแพ้ก็คือ
คุณมิได้เรียกร้องเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศใช่หรือไม่
มวลมหาประชาชนมิใช่คนหมู่มากของประเทศจริงใช่หรือไม่
ตรงนี้ผมว่ามันคือประเด็นเรื่องของความยอมรับนับถือ
ความเห็นพ้องด้วยกับการเรียกร้องมากน้อยครั้งนี้ของ กปปส มากกว่า
ซึ่งสิ่งที่จะวัดความเห็นเห็นพ้องมากน้อยได้ก็คือ การเลือกตั้งในวันที่ ๒
ก.พ.
๕. อาจารย์และนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง
(รวมถึงคนที่สนับสนุนการชุมนุมกลุ่ม กปปส) พูดถึงปัญหาการคอรัปชั่นอยู่เสมอ
ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นปัญหาจริง ต้องต่อต้านแก้ไข
แต่สิ่งที่อาจารย์ไม่พูดเลยก็คือ กระบวนการในการเข้าไปจัดการกับมัน
เรื่องนี้มีความสำคัญมากในเชิงหลักวิชา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักนิติรัฐนิติธรรม กล่าวคือ
กระบวนการที่จะเข้าไปจัดการกับการคอรัปชั่นมันต้องขอบด้วยกฎหมายด้วย
ทั้งนี้เพราะหลักการนี้มุ่งเน้นที่จะเข้าไปรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
ของคนอันส่งผลต่อสังคมในองค์รวม แต่วิธีการ
หรือกระบวนการที่อาจารย์สนับสนุนให้เข้าไปจัดการกับปัญหามันละเมิดต่อหลัก
นิติรัฐนิติธรรม ไม่อยู่ในครรลองของระบอบรัฐธรรมนูญ
ส่งผลให้ประเทศชาติไม่มีขื่อมีแป แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร
แล้วใครจะมาพิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน นี่คือการกระทำที่เรียกว่า
"รัฐตำรวจ" (Police State) หรือ "หลักนิติรัฐนิติธรรมจอมปลอม"
The end cannot justify the means,
อ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น