ผศ.นพ.ประเสริฐ วศินานุกร
ที่มา blogazine ประชาไท
เมื่อเร็วๆ นี้ การปราศรัยบนเวทีชุมนุม กปปส. โดย ผศ.
ดร.จักษ์ พันธุ์ชูเพชร อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร
กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง
เนื่องจากเป็นการพูดจาส่อเสียด สองแง่สองง่ามต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์
ในเวลาต่อมา บนเวทีเดียวกัน ผศ.นพ.ประเสริฐ วศินานุกร
อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กล่าวปราศรัยในลักษณะส่อเสียด
สองแง่สองง่าม หยาบคาย และเหยียดเพศหญิงอย่างโจ่งแจ้ง
หลังจากคลิปวิดีโอการปราศรัยถูกเผยแพร่ออกไปเกิดปฏิกิริยาจากสังคมใน 2 แบบ
แบบแรก ประชาชนผู้ชื่นชอบการปราศรัย เช่น ผู้สนับสนุน กปปส.
บุคลากรทางด้านสาธารณสุข ฯลฯ ยกย่องยบุคคลทั้งสองเป็น “ฮีโร่” ของพวกเขา
เพราะสามารถดูถูกความเป็นมนุษย์และเหยียดเพศหญิงของ “อีปูมึง”
ได้อย่างเจ็บแสบ สะใจ (โปรดดูตัวอย่างในเพจ fb ของชมรมแพทย์ชนบท
เป็นตัวอย่าง)
ส่วนประชาชนผู้ไม่ชื่นชอบการปราศรัยในลักษณะเช่นนี้ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย
เช่นกัน มองว่าเป็นการพูดจาที่ไม่เหมาะสมในสื่อสาธารณะ
ในฐานะผู้หญิงและมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
ผู้เขียนรู้สึกตกใจที่สังคมไทยได้ก้าวมาไกลถึงกับยอมรับการพูดจาเหยียดเพศ
แม่อย่างสนุกปากในพื้นที่สาธารณะ
บางคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการดิสเครดิตศัตรูทางการเมืองธรรมดา
แต่หากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชาย
เราก็คงไม่ได้เห็นการหยิบเอาเรื่องการเหยียดหยามเพศหญิงมาโจมตีทางการเมือง
ดังกรณีนายกยิ่งลักษณ์เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงปมเขื่องเรื่องเพศ
ในสังคมที่ให้คุณค่าแก่เพศชายเป็นใหญ่
ซึ่งมักจะมองผู้หญิงว่าด้อยกว่าเพศชาย ใน 2 ด้าน คือ
ด้านแรก การมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ (sex object)
สังคมชายเป็นใหญ่มองว่าร่างกายของผู้หญิงมีไว้เพื่อตอบสนองความต้องการทาง
เพศ การใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายที่มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ เช่น
การพูดว่าจะ “ล่อเพื่อชาติ” การพูดว่าจะสร้าง “เหรียญยิ่งลักษณ์แก้ผ้า”
“ถ้ายิ่งลักษณ์ถูกทำให้ท้อง” “อาสาจะทำรีแพร์ให้ฟรี” “เป็นนางแบบปฏิทิน”
เป็นการดูถูกความเป็นเพศหญิง
โดยการพูดถึงร่างกายของผู้หญิงว่าเป็นเพียงร่างที่เปลือยเปล่า (naked body)
ที่มีไว้เพื่อตอบสนองอารมณ์ใคร่ของเพศชาย พูดอีกอย่างหนึ่ง
ร่างกายของนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นวัตถุที่ถูกจ้องมองและถูกพูดถึงในฐานะวัตถุ
ทางเพศ จึงเป็นร่างกายของ “หญิงคนชั่ว”
ซึ่งเป็นการเหยียดเพศหญิงในระดับเดียวกับที่สังคมไทยมักจะกล่าวเหยียดหยาม
หญิงที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการขายบริการทางเพศ หญิงหลายผัว
หญิงที่มีไว้เพื่อปลดเปลื้องอารมณ์ของนักรบเพศชายยามสงคราม (comfort women)
ร่างกายของหญิงคนชั่วมักจะถูกเน้นย้ำในเรื่องความดึงดูด
ทางเพศ
แต่คุณค่าทางความคิดจิตใจหรือความสามารถของเธอไม่ได้รับเกียรติยกย่อง
เมื่อวาทกรรมหญิงคนชั่วได้สร้างตราประทับให้กับผู้หญิงบางประเภท
ย่อมปูทางให้แก่ผู้ชายที่จะสามารถปฏิบัติต่อเธอราวกับเป็นวัตถุ
ผู้ชายมองว่าเซ็กส์ของเธอเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา แต่ก็ไร้ค่า
เป็นเพียงสินค้า
อีกทั้งผู้ชายไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการระบายความใคร่
ของเขากับหญิงคนชั่วแม้แต่น้อย
หญิงคนชั่วมักได้รับการกล่าวถึงอย่างดูแคลนในสังคมไทย
เป็นหญิงที่ผู้ชายจำนวนหนึ่งมักชอบพูดถึงอย่างสัพยอก พูดแบบหมาหยอกไก่
พูดสองแง่สองง่าม พูดเพื่อลวนลามและฉวยโอกาส
ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความเหนือกว่าของเพศชาย
ทั้งในด้านการเข้าครอบครองหรือกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายของเธอ
และการควบคุมเพศวิถีของผู้หญิง
รวมถึงการเป็นผู้ตัดสินคุณค่าของเพศสัมพันธ์ที่มีต่อผู้หญิงด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง การมองผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าชาย
มักจะมาพร้อมกับการตีตราว่าผู้หญิงมีลักษณะด้อยตามธรรมชาติ เช่น
การพูดถึงสรีระร่างกายของผู้หญิงว่ามีลักษณะอ่อนแอ บอบบาง ไม่แข็งแรง
และอาจกระทบกระเทือนง่าย การพูดว่าผู้หญิงมีฮอร์โมนเพศหญิง
ทำให้มีภาวะอารมณ์อ่อนไหวและแปรปรวน
สังคมชายเป็นใหญ่ได้หยิบเอาความแตกต่างทางสรีระระหว่างเพศชายและหญิงมาขับ
เน้นให้เข้มข้น โดยเปรียบเทียบสรีระของเพศหญิงว่ามีลักษณะด้อย
เป็นเพศที่อ่อนแอ
บางกรณีได้ก้าวล่วงไปไกลถึงกับตัดสินว่าผู้หญิงไม่ควรเป็นผู้นำ
เพราะเพศหญิงถูกสร้างมาตามธรรมชาติให้ไร้เหตุผลและไม่สามารถตัดสินใจได้
อย่างมีเหตุผล
ดังนั้นการใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายเรื่องเพศ เช่น
“ประจำเดือน” “การตั้งท้อง” “การคลอดลูก”
ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรีเพศหญิง
ในบริบทที่เกิดความขัดแย้งทางการเมือง
จึงเป็นการจงใจสร้างความเชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอโดยธรรมชาติ
ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงที่เป็นนายกรัฐมนตรี
คนไทยมีคติความเชื่อว่าประจำเดือนเป็นสิ่งสกปรก เป็นอันตราย
ส่วนการตั้งท้องและคลอดลูกก็เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการทำงานและภาวะ
ผู้นำ
การกล่าวเน้นย้ำลักษณะทางธรรมชาติของเพศหญิงเพื่อมุ่งลดทอนคุณค่าของเธอ
จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของผู้หญิงในฐานะ “เมีย” และ “แม่”
เป็นการสื่อความหมายว่าผู้หญิงควรจะอยู่ในบ้านมากกว่า
พูดอีกอย่างคือผู้หญิงไม่ควรมีบทบาทเป็นผู้นำในพื้นที่สาธารณะ
ผู้หญิงที่ดีควรทำหน้าที่ช้างเท้าหลังคอยดูแลลูกผัว
ไม่ควรมาแข่งบุญแข่งบารมีกับผู้ชายในโลกทางการเมือง ในมุมมองนี้
การมีชัยชนะเหนือผู้ชายในทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่สังคมชายเป็นใหญ่ยอม
รับไม่ได้ และต่อให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำ
เธอก็ไม่มีวันที่จะได้รับการยอมรับจากคนที่ถือคติชายเป็นใหญ่ว่า
เธอสามารถเป็นผู้นำ
อันที่จริงแล้ว
นายกยิ่งลักษณ์มีอัตลักษณ์หลายอย่างซ้อนอยู่ในตัวเธอ เช่น
การเป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นลูกสาว การเป็นน้องสาว การเป็นผู้หญิง
การเป็นเมียและแม่
แต่ผู้ชายที่มีความคิดแบบชายเป็นใหญ่กลับเลือกที่จะหยิบเรื่องความเป็นเพศ
หญิงมาตอกย้ำเพื่อเน้นความเป็นเพศที่อ่อนแอ
และเพื่อปฏิเสธสถานะของเธอที่เป็นผู้นำ ในขณะเดียวกัน
การเลือกหยิบใช้วาทกรรม “หญิงคนชั่ว” และการมองเธอเป็นเพียงวัตถุทางเพศ
ก็มุ่งลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเธอลง
การกล่าวโจมตีนายกยิ่งลักษณ์โดยใช้วาทกรรมหญิงชั่ว
ไม่เพียงสร้างมลทินให้กับเธอโดยไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง
แต่กลับใช้ได้ผลในสังคมไทยซึ่งมีคติความเชื่อในเรื่องการสร้างความแตกต่าง
ระหว่างเพศหญิงอย่างแยกขาด
เป็นผู้หญิงคนดีและเป็นผู้หญิงคนชั่วที่ได้รับการปฏิบัติจากสังคมแตกต่างกัน
ราวฟ้ากับดิน ดังนั้นการใช้วาทกรรมหญิงคนชั่วกับนายกรัฐมนตรีเพศหญิง
ก็คือการทำให้เธอกลายเป็นวัตถุทางเพศที่ผู้ชายอาจล่วงละเมิดต่อเธอทั้งทาง
วาจา การกระทำ และศีลธรรมได้โดยที่สังคมไม่ตั้งคำถาม ในขณะเดียวกัน
แม้ว่าในความเป็นจริงนายกรัฐมนตรีหญิงจะมีสถานะเป็นเมียและแม่
ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้หญิงดีที่สังคมคาดหวัง
แต่คุณค่าด้านนี้ของเธอกลับไม่ได้รับการยกย่องเชิดชู
ทั้งยังถูกเอามาทำให้กลายเป็นอื่น
เพื่อทำให้ผู้ที่โจมตีเธออยู่ในสถานะที่เหนือกว่าทุกด้าน
อาการแสดงปมเขื่องเรื่องเพศของม็อบ กปปส. นี้
ที่จริงมีความสัมพันธ์กับปมการเมืองอย่างใกล้ชิด ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ของ
กปปส. คือ ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง
ซึ่งเคยผูกขาดการได้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย
กล่าวอีกนัยหนึ่งพวกเขาคือผู้ได้รับอภิสิทธิ์ทางสังคมมาโดยตลอด
แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายปีมานี้ ได้ให้ประโยชน์กับคนกลุ่มอื่นๆ
มากขึ้น พวกเขาจึงสูญเสียทั้งผลประโยชน์ และถูกท้าทายอำนาจ
ดังนั้นอาการหวั่นวิตก ไม่แน่ใจต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น ทำให้ “ปมเขื่อง”
แสดงตัวออกมาเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่
ทั้งทางการกระทำที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นอันธพาลป่วนเมือง
และการใช้วาจาส่อเสียดเหยียดเพศ ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล
ในขณะที่ผู้ฟังการปราศรัยที่คอยสะใจก็กลายเป็นฝูงชนที่ไร้สติและไร้รสนิยม
มากขึ้นทุกที
ปมเขื่องทางการเมืองได้ประสานสอดคล้องกับปมเขื่องเรื่อง
เพศ เราจึงได้เห็นการใช้ประเด็นเรื่องเพศมาโจมตีตัวนายกรัฐมนตรีหญิง
กล่าวส่อเสียดเหยียดหยามเธอในเรื่องส่วนตัว
แทนที่จะวิจารณ์เธอในบทบาทการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเรื่องสาธารณะ
การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงสะท้อนความเขลาของสังคมที่ยังไร้วุฒิภาวะ
แต่ยังแสดงให้เห็นการเมืองที่สกปรกที่ควรจะพ้นไปแล้ว
ในสังคมที่มองว่าตัวเองศิวิไลซ์
การหยิบเรื่องเพศมาโจมตีคู่แข่งทางการเมืองเช่นนี้ควรถูกประณาม
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายใดก็ตาม
เพราะการที่สังคมยอมรับการใช้วาทกรรมเหยียดเพศเป็นเครื่องมือโจมตีทางการ
เมือง เท่ากับสังคมกำลังสร้างมาตรฐานทางศีลธรรมแบบใหม่
และกำลังตัดสินคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชายหญิงไม่เท่าเทียมกัน
ภาพ huffingtonpost.com


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น