โดย ปูนนก
การเดินขบวนไปตามท้องถนนในสถานที่ต่างๆ ของม๊อบ กปปส. และม๊อบ คปท. ในเวลานี้ต่างล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันก็คือ “ยั่วยุให้เกิดเหตุรุนแรงและการสูญเสียของมวลชนขึ้นให้จงได้”
แม้จะมีการลอบยิงรายวัน และเกิดระเบิดขึ้นในม๊อบ กปปส. สองครั้ง
แต่การปลุกปั่นนี้ก็ยังไม่สามารถส่งผลให้เกิดการปะทะที่รุนแรงอะไรมากไปกว่า
ที่ผ่านมา กองทัพยังคงอยู่ในที่ตั้ง แม้ ผบ.ทบ.
จะออกมาพูดในเชิงข่มขู่ปรามเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมดูแลความสงบอยู่เสมอ
แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะเคลื่อนกำลังออกมาทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐอย่างแท้
จริง
ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคงจะมีอะไรบางสิ่งที่ยับยั้งการเคลื่อนพลของกองทัพที่
จะออกมาทำรัฐประหารเอาไว้ไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่ง
เพราะสถานการณ์ขณะนี้ด้วยการเรียกร้องอย่างแข็งกร้าวของ กปปส. เช่นนี้
และด้วยเงื่อนไขแห่งความแตกแยกของมวลชนมากมายเช่นนี้
ไม่เคยมีสักครั้งที่กองทัพจะพลาดการยึดอำนาจรัฐไปได้
เวลานี้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ.. มวลชนจากสาขาอาชีพต่างๆ
หรือแม้กระทั่งกองกำลังบางส่วนของกองทัพเองก็แสดงตัวออกมาต่อต้านรัฐบาล
การจับกุมทหารเรือที่สังกัดกองกำลังหน่วยรบพิเศษของกองทัพเรือที่แสดงตัว
ชัดเจนว่าเป็นการ์ดของ กปปส. อีกทั้ง ผบ.
ของกองกำลังหน่วยรบพิเศษนี้ก็ออกมาแสดงความเห็นข่มขู่และแสดงความเป็น
ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน และในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศใช้
พระราชกำหนดบริหารราชการในสภาวะฉุกเฉินเพื่อจะควบคุมสถานการณ์มิให้เกิดความ
รุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่
พระราชกำหนดบริหารราชการในสภาวะฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน)
นั้นเป็นเสมือนการติดอาวุธให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลในการควบคุมดูแลการชุมนุม
ในครั้งนี้ อีกทั้งยังเป็นดาบอาญาสิทธิ์สำหรับการจัดการกับกองกำลังใดๆ
ที่จะคิดล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การที่รัฐบาลแต่ง
ตั้งให้ พล.อ. นิพันธ์ ทองเล็ก
ปลัดกระทรวงกลาโหมดำรงตำแหน่งจอมพลในภาวะการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ
ธรรมดาอย่างแน่นอนเพราะแม้ในภาวะปกติจะเป็นเพียงตำแหน่งเพื่อเป็นเกียรติ์
แต่ในภาวะที่เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจขึ้นในประเทศตำแหน่งจอมพลจะมีผลอย่าง
มากในการสั่งการกองกำลัง และพล.อ. นิพันธ์ ทองเล็ก ได้แสดงตัวออกมาอย่างชัดเจนว่าเป็นนายทหารที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย
ม๊อบ คปท.
เดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติและมวลชนที่บ้าคลั่งได้ทำลายป้ายชื่อและตรา
แผ่นดินอันทรงเกียรติ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจนหมดสิ้น
สิ่งที่ปรากฏในสื่อแสดงให้เห็นถึงความกักขฬะป่าเถื่อนของม๊อบที่อ้างตัวว่า
เป็นคนดี ที่ดูเหมือนจะปลดปล่อยความเลวร้ายของตัวเองออกมาจนหมดสิ้น
และการกระทำเช่นนี้ยังความเคียดแค้นเจ็บช้ำให้แก่ตำรวจผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้
พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ม๊อบ คปท. ต้องการก็คือ
การโต้ตอบอย่างอาฆาตแค้นขาดสติจากฝ่ายรัฐ เพราะนั่นคือสิ่งที่ม๊อบ คปท.
และ กปปส.
ต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในการบริหารประเทศของ
รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์
และใช้เป็นข้ออ้างในการที่ทหารจะนำกำลังพลออกมาทำรัฐประหารยึดอำนาจ
![]() |
| She's
coming....นายกฯ ยิ่งลักษณ์ มาถึง บก.ทอ.แล้ว นักข่าวตะโกนทักทาย หันมา
ยิ้มให้มี ผบ.ทอ. ปลัดกลาโหม มารับ ก่อนขึ้นหารือนอกรอบผบ.สส.เหล่าทัพ ภาพ วาสนา นาน่วม (1/23/2557) |
แต่ทว่าการที่รัฐบาลดูเหมือนไม่ได้ทำอะไรมากกว่าการตั้ง
รับและเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวนั้น
อันที่จริงการตั้งรับที่รัฐบาลกระทำอยู่ในขณะนี้นั้นคือ
ปฏิบัติการรุกที่ได้ผลที่สุด เพราะฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยมที่หนุนหลังม๊อบ
กปปส.
อยู่พยายามเร่งให้การต่อสู้ครั้งนี้จบลงให้ได้โดยเร็วเพราะรู้ตัวเองดีว่า
ตนอยู่ในฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายและไม่สามารถดำรงความชอบธรรมเอาไว้ได้
บางทีเราอาจจะไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่า การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจ
ทางการเมืองในขณะนี้มิได้ส่งผลที่เกิดขึ้นกันเพียงเฉพาะในประเทศไทยนี้เท่า
นั้นแต่ผลที่เกิดขึ้นกำลังมีผลกระทบออกไปสู่ประเทศต่างๆ
ทั่วทั้งภูมิภาคและทั่วโลกด้วย
ดังนั้นความขัดแย้งนี้จึงมิได้ตัดสินแพ้ชนะกันที่กองกำลังหรือมวลชนเพียงแค่
ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ทว่ามันส่งผลเกี่ยวพันไปถึงนานาชาติด้วย
จีน, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, รัสเซีย,
ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อาเซียน
และอีกหลากหลายประเทศล้วนเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตยที่มา
จากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ดังนั้นการที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์
ยึดถือความชอบธรรมอันเป็นสากลคือรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้นั้นจึงเป็น “หลักยึดและกำแพงป้องกันอันแข็งแกร่ง”
ที่ฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยมไม่สามารถทำลายได้
เป็นที่ทราบกันดีโดยเปิดเผยแล้วว่าม๊อบ กปปส. และ คปท.
นั้นล้วนมีผู้มีอำนาจทางการเมืองในระดับสูงรวมถึงอำนาจมืดและมือที่มองไม่
เห็นให้การสนับสนุนอยู่ ดังนั้นประชาชนจึงได้เห็น “ความกร่างและการย่ามใจ”
อย่างมากของกลุ่มคนเหล่านี้ที่กระทำความชั่วร้ายต่างๆ
ได้อย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายแต่อย่างใดซึ่งได้สร้างความเคียดแค้น
ขุ่นเคืองใจ
และเกลียดชังให้ทับทวีเพิ่มขึ้นในจิตใจของผู้คนที่มีใจเป็นธรรมโดยทั่วไป
แต่ทว่า... ถ้าหยุดเพื่อพิจารณากันอย่างรอบคอบสักนิดแล้วตั้งคำถามอย่างจริงจังกับตัวเองว่า “การกระทำอันชั่วร้ายป่าเถื่อนของม๊อบ คปท. หรือ กปปส. เช่นนี้จะนำพวกเขาไปสู่ชัยชนะในการต่อสู้ครั้งนี้จริงหรือ?” เราก็น่าจะตอบตัวเองได้ว่า “ไม่เป็นเช่นนั้น”
แม้ว่าพวกเขาจะพยายามสำแดงความป่าเถื่อนปิดล้อมสถานที่ราชการ..
ตัดน้ำตัดไฟ.. ทำลายทรัพย์สิน
ข่มขู่ประชาชนผู้เห็นต่างหรือแม้กระทั่งสำแดงพลังว่ามีกลุ่มมวลชนมากมายให้
การสนับสนุนนั้น แต่ความจริงก็คือความจริงที่ไม่อาจปิดบังได้ว่า "พวก
เขาเป็นเพียงกลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมที่เป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
ที่กำลังจะพ่ายแพ้ต่อพลังแห่งประชาชนส่วนใหญ่ผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
ของประเทศนี้”
ทุกวันนี้ดูเหมือนรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ถอยแล้วถอยอีกและกำลังดูเหมือนจะจนหนทาง หมดทางเดินต้องยอมแพ้
แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏจริงกลับตรงกันข้ามรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์
ยังคงถือความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง
และการเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อฝ่าย
เผด็จการอำนาจนิยมคือ “เป็นการชี้ชัดว่าฝ่ายใดรักษาระบอบประชาธิปไตยและฝ่ายใดไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย” อันเป็นกติกาสากลของโลกนี้
พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยจำจะต้องอดทนต่อการยั่วยุทั้งปวง
แม้ว่าบางเรื่องบางเหตุการณ์มันแทบจะทนไม่ได้
แต่ก็จำเป็นต้องทนให้ได้เพื่อชัยชนะอันชอบธรรมและสมบูรณ์ที่กำลังจะมาถึงใน
อนาคตอันใกล้นี้...
เพราะการต่อสู้ด้วยการสงบนิ่งเพื่อรักษาความชอบธรรมนี้คือการต่อสู้อันน่า
กลัวที่สุดที่ฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยมหวั่นไหวและกำลังจะพ่ายแพ้อย่างสิ้น
เชิง...
ขอให้พี่น้องที่รักของเราทุกคนร่วมใจกันส่งแรงใจไปให้กำลังใจท่านนายกยิ่ง
ลักษณ์.. คณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือทีมงานทุกๆ
คนที่กำลังเผชิญหน้าต่อสู้กับความชั่วร้ายป่าเถื่อนนี้
ให้มีความหนักแน่นมั่นคงและปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงด้วย..
และขอให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกๆ
ท่านมั่นใจเถิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยแม้อาจจะพ่ายแพ้ในบางศึกสมรภูมิ
แต่เราจะต้องชนะในสงครามนี้... ขอเป็นกำลังใจแก่ทุกๆ ท่านครับ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น