แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี


บทสวด ปฏิจจสมุปบาท MP3 24 จบ ฟังยาวได้เลย 2 ชั่วโมง 49 นาที



พุทธวจนคืออะไร

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรื่องแปล: ค่าใช้จ่ายการศึกษาของไทย สูงที่สุดในโลก

ที่มา Thai E-News

 ลิ้งค์ของบทความ:  เรื่องแปล: ค่าใช้จ่ายการศึกษาของไทย สูงที่สุดในโลก



วันที่ 9 มกราคม 2557 – ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศไทยแสดงอยู่ที่ 4 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) หรือเทียบเท่ากับ 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในโลก ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับระบบการศึกษาในประเทศไทย ได้สรุปว่า ค่าใช้จ่ายของการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นสูงถึง 35,000 บาทต่อนักเรียนหนึ่งคนต่อปี ในขณะที่ผู้ปกครองก็ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นพิเศษอีกประมาณ 25,000-35,000 บาทให้กับนักเรียนในแต่ละปี
ถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ช่องว่างการศึกษาของประเทศ กลับแสดงถึง ผลการดำเนินการมีความแตกต่างที่กว้างมาก และสมควรต้องได้รับการปรับปรุงอย่างยิ่ง
ชั่วโมงการศึกษาในโรงเรียนของนักเรียนไทยนั้น มีจำนวนสูงกว่าหลายๆประเทศ ถึง 5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา ในขณะที่นักเรียนในประเทศเหล่านั้นใช้เวลาในห้องเรียนประมาณ 600-700 ชั่วโมง(ต่อปี) แต่นักเรียนไทย ใช้เวลาถึง 2,000 -3,600 ชั่วโมง(ต่อปี)
การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากเพื่อการศึกษาและเพิ่มการเรียนพิเศษของเด็กๆ แล้วก็ตาม แต่ประสิทธิภาพ (Proficiency) ในการเรียนรู้ของนักเรียนไทยก็ยังคงต่ำอยู่ดี
นายแพทย์สุริยา เดล ทรีปาตี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสำนักงาน ได้เรียกร้องเพื่อการปฎิรูปการศึกษาทั้งในระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว โดยการเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้และระบบการประเมินผล ต้องพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้และ ทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21
เขากล่าวว่า ในระยะยาวทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยจะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนเป็นมันสมองของประเทศ
**************************************
ความคิดเห็นของผู้แปล:
ถึงแม้ว่าได้มีความพยายามในการปรับปรุง พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของบาง สถาบันการศึกษา  บางวิชา มาระยะหนึ่งแล้ว  แต่โดยภาพรวมของประเทศไทย สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังคงจัดการเรียนรู้โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้ใน ห้องเรียนเป็นหลักเช่นเดิม  ซึ่งหนีไม่พ้น การสอน (บอกความรู้) การท่องจำตามตำรา  รวมไปถึง การเน้นความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุกสถาบันการศึกษา (ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน เพียงแค่มีความเห็นว่า ไม่ต้องท่องให้ผู้เรียนฟังทุกคาบ ทุกวิชา  การแสดงออกโดยผ่านการกระทำจะดีกว่า เพื่อใช้เวลาในห้องเรียนให้น้อยลงและเกิดประโยชน์สูงสุด)  ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะเน้นไปที่ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปประยุกต์ ใช้ในการประกอบอาชีพและการพัฒนานวัตกรรมได้ด้วยตนเอง
ดิฉันขอยกตัวอย่างการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา(เนื่อง จากดิฉันติดตามอย่างใกล้ชิด) การศึกษาในระดับมัธยมปลาย (high school) โรงเรียนรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีการฝึกปฏิบัติทักษะวิชาชีพเบื้องต้น ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นักเรียนสามารถประกอบอาชีพได้ทันทีในขณะนั้น หรือทันทีที่เรียนจบมัธยมปลาย เช่น เป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ เครื่องไฟฟ้า หุ่นยนต์  การประกอบอาหาร ดนตรี ศิลปการแสดง ฯลฯ  รวมทั้งการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น  การสร้างโปรแกรมด้วยตนเองเพื่อใช้งาน  ที่สำคัญ กิจกรรมทุกอย่างข้างต้นเรียนฟรี ! อุปกรณ์การศึกษาฟรี ! จัดรถรับส่งนักเรียนถึงบ้านฟรี !   ระบบการศึกษาไม่ได้เน้นที่จะต้องเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น  นักศึกษาส่วนใหญ่ของประเทศเลือกที่จะทำงานและเรียนไปพร้อมๆกัน โดยจัดเวลาให้กับทั้งสองกิจกรรมตามความเหมาะสม ซึ่งระบบการศึกษาในระดับที่ สูงขึ้นก็ต้องจัดเพื่อตอบสนองตามความต้องการของผู้เรียนด้วย
เมื่อหันมามองเพื่อนๆ พี่น้องคนไทยด้วยกันที่ต้องจ่ายเงิน เพื่อ “เรียนพิเศษ” มากมายมหาศาล  ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้กับเจ้าของธุรกิจการศึกษาจนสามารถขยายกิจการเพิ่มมาก ขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา  นี่คือ “ความเชื่อ” เรื่อง การลงทุนเพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ ตั้งแต่เล็ก และคติประจำใจก็คือ เรียนให้สูงๆ เพื่อจะได้ทำงานสบายๆ  เรียนสูงๆ เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน  และเรียนให้หนักตอนเด็กจะได้สอบเข้าคณะที่ดีที่สุด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด (จริงหรือ?)
นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ชั่วโมงการ เรียนจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้าเศษๆ ไปจนถึงบ่ายสองโมงครึ่ง หรือโดยเฉลี่ย 7 ชั่วโมงต่อวัน (รวมพักรับประทานอาหารกลางวันครึ่งชั่วโมง)  การบ้านที่ได้รับเป็นเนื้อหา เกี่ยวกับการทบทวนความเข้าใจ และต่อยอดวิชาที่เรียนมา ห้ามตอบแบบท่องจำตามตำรา หรือตามที่ครูสอนในห้องเรียน (ดิฉันเคยถูกอาจารย์ประจำวิชาต่อว่าหลายครั้ง เนื่องจากบุตรชายตอบคำถามโดยใช้ความรู้ในหนังสือ! : ซึ่งหมายถึง ความล้มเหลวของทั้งผู้สอนและผู้เรียน)  และที่สำคัญคือ ที่นั่นไม่มีสถาบันกวดวิชา !  นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในชีวิต  ประกอบกิจการส่วนตัวหรือเข้าทำงานบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่จำเป็น ต้องจบจากมหาวิทยาลัยโด่งดัง หรือ Ivy League ของประเทศหรือของโลก  ผลคะแนนจากการทดสอบ SAT (Scholastic Aptitude Test)  หรือ ACT (American College Testing) และผลการสัมภาษณ์  จะเป็นเครื่องตัดสินว่ามหาวิทยาลัยใดสนใจจะรับพวกเขาเข้าเรียนต่อ และ/หรือมอบทุนการศึกษาให้บ้าง  จำนวนเท่าใด
เมื่อชั่วโมงการเรียนของเด็กไทยสูงลิ่วขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่สมองของ พวกเขาจะมีช่วงเวลาพักผ่อนตามวัยที่สมควรจะได้รับ เพื่อการทบทวนสร้างความเข้าใจและต่อยอดความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียน แล้ว อะไรคือประโยชน์ที่นักเรียนได้รับมาทั้งวันเมื่ออยู่ในห้องเรียน?
ในชั้นเรียนของนักเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีการจัดลำดับที่  ห้ามบอกเกรดของผู้เรียนเป็นการเปิดเผย นักเรียนจะทราบเฉพาะผลการเรียนของตนเอง  การรับใบประกาศเกียรติคุณของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นจะแบ่งเป็นคะแนน รวม และแต่ละรายวิชา โดยที่ไม่มีนักเรียนและผู้ปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ใน เหตุการณ์ !  และโรงเรียนไม่ได้ให้ความสำคัญมากไปกว่านักเรียนผู้ที่มีจิตสาธารณะช่วย เหลือเพื่อนนักเรียน  นักเรียนที่ทำคุณประโยชน์แก่หมู่คณะหรือส่วนรวม ซึ่งพวกเขาจะได้รับการปรบ มืออย่างกึกก้องและยาวนาน !
อย่างไรก็ตาม เกรดเฉลี่ย  เกียรติบัตรหรือความสามารถส่วนบุคคลใดๆ ก็ตามถือเป็นความสามารถส่วนบุคคล  และอาจกลายเป็นกับดักในคำถามตอนสมัครงานด้วย โดยเฉพาะความสามารถทำงานเป็นกลุ่ม (Teamwork) ซึ่งเป็นความต้องการจำเป็นต่อความสำเร็จขององค์การ
ดิฉันเคยผ่านประสบการณ์ทั้งการเป็นนักศึกษา  อาจารย์ประจำ ผู้บริหารในสถาบันการศึกษา ร่วมเป็นคณะทำงานร่างหลักสูตรการศึกษาระดับบัณฑิตและบัณฑิตศึกษา  ปัญหาหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดใจมากคือ การคงวิชาที่ไม่จำเป็นต่อหลักสูตรเพื่ออาจารย์กลุ่มหนึ่งหรือผู้มีอุปการะ คุณต่อหลักสูตร (บางแห่ง)  การปรับวิธีการประเมินคุณภาพ ตัวชี้วัด หรือกฎเกณฑ์ต่างๆให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของแต่ละสาขาวิชาและแต่ละ สถาบัน  รวมทั้งการไม่ยอมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาได้รับประโยชน์ สูงสุด ด้วยข้ออ้างง่ายๆที่หากท่านได้ยินก็ต้องเดินหนี!  
คุณภาพการศึกษาไทยยังไม่ตกต่ำจนถึงจุดที่ท่านผู้มีอำนาจในมือต้องการกันอีก หรือคะ  ทุกท่านโปรดมองไปที่คุณภาพของบัณฑิตและรายงานการวิจัยฉบับข้างต้น แทนขยะกอง โตที่มีชื่อเรียกที่ไพเราะว่า รายงานการประกันคุณภาพทั้งภายนอกและภายในสถาบันการศึกษา เพราะอะไรดิฉันจะไม่กล่าวซ้ำ  เพราะครู/อาจารย์ทั่วประเทศ รวมทั้งรายงานการวิจัยหลายฉบับก็ได้ออกมายืนยันตรงกัน
ขอความกรุณาปรับอีกสักครั้งเถิดค่ะ  โดยเฉพาะวิธีคิดของท่านผู้มีทั้งอำนาจและหน้าที่  เพื่ออนาคตของลูกหลานของเราและของประเทศไทย  ถ้าท่านรักประเทศจริงเหมือนที่ท่านพูด  กรุณาวางอัตตาและแนวคิดเก่าๆ ลง มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เขาสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศและ พัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วว่าเขาทำอย่างไร หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ใน แต่ละระดับของเขาเป็นอย่างไร  หยิบมาใช้ได้เลยค่ะ  ไม่ต้องอาย ไม่ต้องไทยกับคนไทย  เพื่อที่ในอนาคตเราทุกคนจะภาคภูมิใจกับความเป็นไทย  โดยไม่ต้องมาตอกย้ำซ้ำซากแบบไทยไทยกันอีกต่อไป
ปล. ดิฉันไม่กล้าคาดการณ์ว่า หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่ล้าสมัยที่สุดในประเทศคือ รร.เตรียมทหารและทั้งสี่เหล่าทัพ !
รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ
เชิญแชร์บทความได้ตามสบายค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น