ลิ้งค์ของบทความ: เรื่องแปล: ค่าใช้จ่ายการศึกษาของไทย สูงที่สุดในโลก
วันที่ 9 มกราคม 2557 – ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาในประเทศไทยแสดงอยู่ที่
4 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ
GDP) หรือเทียบเท่ากับ 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณของประเทศ
ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในโลก ตามงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
ซึ่งเป็นผู้ทำการวิจัยเกี่ยวกับระบบการศึกษาในประเทศไทย ได้สรุปว่า
ค่าใช้จ่ายของการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นสูงถึง 35,000
บาทต่อนักเรียนหนึ่งคนต่อปี
ในขณะที่ผู้ปกครองก็ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นพิเศษอีกประมาณ
25,000-35,000 บาทให้กับนักเรียนในแต่ละปี
ถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่ช่องว่างการศึกษาของประเทศ กลับแสดงถึง
ผลการดำเนินการมีความแตกต่างที่กว้างมาก
และสมควรต้องได้รับการปรับปรุงอย่างยิ่ง
ชั่วโมงการศึกษาในโรงเรียนของนักเรียนไทยนั้น มีจำนวนสูงกว่าหลายๆประเทศ
ถึง 5 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนาดา
ในขณะที่นักเรียนในประเทศเหล่านั้นใช้เวลาในห้องเรียนประมาณ 600-700
ชั่วโมง(ต่อปี) แต่นักเรียนไทย ใช้เวลาถึง 2,000 -3,600 ชั่วโมง(ต่อปี)
การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมากเพื่อการศึกษาและเพิ่มการเรียนพิเศษของเด็กๆ
แล้วก็ตาม แต่ประสิทธิภาพ (Proficiency)
ในการเรียนรู้ของนักเรียนไทยก็ยังคงต่ำอยู่ดี
นายแพทย์สุริยา เดล ทรีปาตี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสำนักงาน
ได้เรียกร้องเพื่อการปฎิรูปการศึกษาทั้งในระยะสั้น, ระยะกลาง และระยะยาว
โดยการเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้และระบบการประเมินผล
ต้องพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับความรู้และ
ทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21
เขากล่าวว่า ในระยะยาวทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยจะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนเป็นมันสมองของประเทศ
**************************************
ความคิดเห็นของผู้แปล:
ถึงแม้ว่าได้มีความพยายามในการปรับปรุง
พัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของบาง
สถาบันการศึกษา บางวิชา มาระยะหนึ่งแล้ว แต่โดยภาพรวมของประเทศไทย
สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังคงจัดการเรียนรู้โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้ใน
ห้องเรียนเป็นหลักเช่นเดิม ซึ่งหนีไม่พ้น การสอน (บอกความรู้)
การท่องจำตามตำรา รวมไปถึง การเน้นความซื่อสัตย์
จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุกสถาบันการศึกษา (ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน
เพียงแค่มีความเห็นว่า ไม่ต้องท่องให้ผู้เรียนฟังทุกคาบ ทุกวิชา
การแสดงออกโดยผ่านการกระทำจะดีกว่า
เพื่อใช้เวลาในห้องเรียนให้น้อยลงและเกิดประโยชน์สูงสุด)
ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะเน้นไปที่ความรู้เบื้องต้นที่สามารถนำไปประยุกต์
ใช้ในการประกอบอาชีพและการพัฒนานวัตกรรมได้ด้วยตนเอง
ดิฉันขอยกตัวอย่างการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา(เนื่อง
จากดิฉันติดตามอย่างใกล้ชิด) การศึกษาในระดับมัธยมปลาย (high school)
โรงเรียนรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีการฝึกปฏิบัติทักษะวิชาชีพเบื้องต้น
ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นักเรียนสามารถประกอบอาชีพได้ทันทีในขณะนั้น
หรือทันทีที่เรียนจบมัธยมปลาย เช่น เป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์
เครื่องไฟฟ้า หุ่นยนต์ การประกอบอาหาร ดนตรี ศิลปการแสดง ฯลฯ
รวมทั้งการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การสร้างโปรแกรมด้วยตนเองเพื่อใช้งาน
ที่สำคัญ กิจกรรมทุกอย่างข้างต้นเรียนฟรี ! อุปกรณ์การศึกษาฟรี !
จัดรถรับส่งนักเรียนถึงบ้านฟรี !
ระบบการศึกษาไม่ได้เน้นที่จะต้องเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น
นักศึกษาส่วนใหญ่ของประเทศเลือกที่จะทำงานและเรียนไปพร้อมๆกัน
โดยจัดเวลาให้กับทั้งสองกิจกรรมตามความเหมาะสม ซึ่งระบบการศึกษาในระดับที่
สูงขึ้นก็ต้องจัดเพื่อตอบสนองตามความต้องการของผู้เรียนด้วย
เมื่อหันมามองเพื่อนๆ พี่น้องคนไทยด้วยกันที่ต้องจ่ายเงิน เพื่อ
“เรียนพิเศษ” มากมายมหาศาล
ซึ่งสร้างความร่ำรวยให้กับเจ้าของธุรกิจการศึกษาจนสามารถขยายกิจการเพิ่มมาก
ขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นี่คือ “ความเชื่อ” เรื่อง
การลงทุนเพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ ตั้งแต่เล็ก และคติประจำใจก็คือ
เรียนให้สูงๆ เพื่อจะได้ทำงานสบายๆ เรียนสูงๆ เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน
และเรียนให้หนักตอนเด็กจะได้สอบเข้าคณะที่ดีที่สุด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด
(จริงหรือ?)
นักเรียนที่เรียนในโรงเรียนรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ชั่วโมงการ
เรียนจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้าเศษๆ ไปจนถึงบ่ายสองโมงครึ่ง หรือโดยเฉลี่ย 7
ชั่วโมงต่อวัน
(รวมพักรับประทานอาหารกลางวันครึ่งชั่วโมง) การบ้านที่ได้รับเป็นเนื้อหา
เกี่ยวกับการทบทวนความเข้าใจ และต่อยอดวิชาที่เรียนมา
ห้ามตอบแบบท่องจำตามตำรา
หรือตามที่ครูสอนในห้องเรียน (ดิฉันเคยถูกอาจารย์ประจำวิชาต่อว่าหลายครั้ง
เนื่องจากบุตรชายตอบคำถามโดยใช้ความรู้ในหนังสือ! : ซึ่งหมายถึง
ความล้มเหลวของทั้งผู้สอนและผู้เรียน) และที่สำคัญคือ
ที่นั่นไม่มีสถาบันกวดวิชา ! นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ประกอบกิจการส่วนตัวหรือเข้าทำงานบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่จำเป็น
ต้องจบจากมหาวิทยาลัยโด่งดัง หรือ Ivy League ของประเทศหรือของโลก
ผลคะแนนจากการทดสอบ SAT (Scholastic Aptitude Test) หรือ ACT (American
College Testing) และผลการสัมภาษณ์
จะเป็นเครื่องตัดสินว่ามหาวิทยาลัยใดสนใจจะรับพวกเขาเข้าเรียนต่อ
และ/หรือมอบทุนการศึกษาให้บ้าง จำนวนเท่าใด
เมื่อชั่วโมงการเรียนของเด็กไทยสูงลิ่วขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่สมองของ
พวกเขาจะมีช่วงเวลาพักผ่อนตามวัยที่สมควรจะได้รับ
เพื่อการทบทวนสร้างความเข้าใจและต่อยอดความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียน แล้ว
อะไรคือประโยชน์ที่นักเรียนได้รับมาทั้งวันเมื่ออยู่ในห้องเรียน?
ในชั้นเรียนของนักเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีการจัดลำดับที่
ห้ามบอกเกรดของผู้เรียนเป็นการเปิดเผย
นักเรียนจะทราบเฉพาะผลการเรียนของตนเอง
การรับใบประกาศเกียรติคุณของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นจะแบ่งเป็นคะแนน
รวม
และแต่ละรายวิชา โดยที่ไม่มีนักเรียนและผู้ปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องอยู่ใน
เหตุการณ์ !
และโรงเรียนไม่ได้ให้ความสำคัญมากไปกว่านักเรียนผู้ที่มีจิตสาธารณะช่วย
เหลือเพื่อนนักเรียน
นักเรียนที่ทำคุณประโยชน์แก่หมู่คณะหรือส่วนรวม ซึ่งพวกเขาจะได้รับการปรบ
มืออย่างกึกก้องและยาวนาน !
อย่างไรก็ตาม เกรดเฉลี่ย เกียรติบัตรหรือความสามารถส่วนบุคคลใดๆ
ก็ตามถือเป็นความสามารถส่วนบุคคล
และอาจกลายเป็นกับดักในคำถามตอนสมัครงานด้วย
โดยเฉพาะความสามารถทำงานเป็นกลุ่ม (Teamwork)
ซึ่งเป็นความต้องการจำเป็นต่อความสำเร็จขององค์การ
ดิฉันเคยผ่านประสบการณ์ทั้งการเป็นนักศึกษา
อาจารย์ประจำ ผู้บริหารในสถาบันการศึกษา
ร่วมเป็นคณะทำงานร่างหลักสูตรการศึกษาระดับบัณฑิตและบัณฑิตศึกษา
ปัญหาหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดใจมากคือ
การคงวิชาที่ไม่จำเป็นต่อหลักสูตรเพื่ออาจารย์กลุ่มหนึ่งหรือผู้มีอุปการะ
คุณต่อหลักสูตร (บางแห่ง) การปรับวิธีการประเมินคุณภาพ ตัวชี้วัด
หรือกฎเกณฑ์ต่างๆให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของแต่ละสาขาวิชาและแต่ละ
สถาบัน
รวมทั้งการไม่ยอมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน/นักศึกษาได้รับประโยชน์
สูงสุด ด้วยข้ออ้างง่ายๆที่หากท่านได้ยินก็ต้องเดินหนี!
คุณภาพการศึกษาไทยยังไม่ตกต่ำจนถึงจุดที่ท่านผู้มีอำนาจในมือต้องการกันอีก
หรือคะ
ทุกท่านโปรดมองไปที่คุณภาพของบัณฑิตและรายงานการวิจัยฉบับข้างต้น แทนขยะกอง
โตที่มีชื่อเรียกที่ไพเราะว่า
รายงานการประกันคุณภาพทั้งภายนอกและภายในสถาบันการศึกษา
เพราะอะไรดิฉันจะไม่กล่าวซ้ำ เพราะครู/อาจารย์ทั่วประเทศ
รวมทั้งรายงานการวิจัยหลายฉบับก็ได้ออกมายืนยันตรงกัน
ขอความกรุณาปรับอีกสักครั้งเถิดค่ะ
โดยเฉพาะวิธีคิดของท่านผู้มีทั้งอำนาจและหน้าที่
เพื่ออนาคตของลูกหลานของเราและของประเทศไทย
ถ้าท่านรักประเทศจริงเหมือนที่ท่านพูด กรุณาวางอัตตาและแนวคิดเก่าๆ
ลง มองไปที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เขาสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศและ
พัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วว่าเขาทำอย่างไร หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ใน
แต่ละระดับของเขาเป็นอย่างไร หยิบมาใช้ได้เลยค่ะ
ไม่ต้องอาย ไม่ต้องไทยกับคนไทย
เพื่อที่ในอนาคตเราทุกคนจะภาคภูมิใจกับความเป็นไทย
โดยไม่ต้องมาตอกย้ำซ้ำซากแบบไทยไทยกันอีกต่อไป
ปล. ดิฉันไม่กล้าคาดการณ์ว่า หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่ล้าสมัยที่สุดในประเทศคือ รร.เตรียมทหารและทั้งสี่เหล่าทัพ !
รศ.พ.ต.อ.หญิง ณหทัย ตัญญะ
เชิญแชร์บทความได้ตามสบายค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น