ที่มา Thai E-News
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ในช่วงระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศยักษ์ใหญ่สอง
ประเทศคือจีนกับอินเดีย
หลังจากที่ช่วงปลายปีที่แล้วได้มีโอกาสไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีของประเทศยักษ์ใหญ่อีกประเทศหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาซึ่ง
ประธานาธิบดีโอบามาได้กำชัยชนะอีกครั้งหนึ่งเหนือคู่แข่งคือมิตต์ รอมนีย์
ผมไปจีนคราวนี้ในฐานะผู้จัดการโครงการอบรมกฎหมายปกครองให้แก่ข้าราชการ
กระทรวงยุติธรรมของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยเดินทางไปดูงานที่กรมยุติธรรมของยูนนาน
ซึ่งได้รับความรู้เพิ่มเติมมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับยุติธรรมทาง
เลือก เช่น การไกล่เกลี่ย
และรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและระบบศาลของจีนที่มหาวิทยา
ลัยยูนนานที่มีความตกลงร่วมกันกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รูปแบบการเมืองการปกครองของจีนค่อนข้างจะเข้าใจยากสำหรับผู้ที่คุ้นชินกับ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไป
แต่ของจีนเขาก็เน้นย้ำว่าแม้ว่าเขาจะไม่เรียกระบอบการปกครองของเขาว่า
ประชาธิปไตยก็ตามแต่ผู้บริหารบ้านเมืองของเขาทุกระดับมาจากการเลือกตั้งของ
ประชาชนซึ่งเลือกผู้แทนของเขาเข้าไปทำหน้าที่ในสภาประชาชน
แล้วสภาประชาชนของเขาจะเป็นผู้ไปแต่งตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับชาติจนถึง
ระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร
นิติบัญญัติหรือแม้กระทั่งตุลาการที่ถึงแม้ว่าจะมีการสอบคัดเลือกเข้ามาก็
ตามแต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาประชาชนเสียก่อน
การปกครองท้องถิ่นของจีนมี ๕ ระดับ คือ มณฑล นครหรือเมือง อำเภอ ตำบล
และหมู่บ้าน
นอกจากนั้นยังมีฮ่องกงและมาเก๊าซึ่งเป็นการปกครองรูปแบบพิเศษที่เรียกกันว่า
หนึ่งประเทศสองระบบนั้นเอง แต่ระบบศาลมีเพียง ๔ ระดับเท่านั้น คือ
ระดับชาติ มณฑล เมืองและอำเภอ และศาลชำนัญพิเศษ คือ ศาลทหาร ศาลทะเล
และศาลกิจการขนส่ง/รถไฟ โดยไม่มีศาลในระดับตำบลหรือหมู่บ้าน
แต่มีระบบการไกล่เกลี่ยแทน
ระบบกฎหมายของจีนปัจจุบันค่อนข้างได้มาตรฐานกว่าแต่ก่อน
มีการจัดทำประมวลกฎหมายที่สามารถค้นคว้าได้ง่ายกว่าเดิมเพียงแต่อัตราโทษ
ค่อนข้างรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
ที่สำคัญยังมีการประหารชีวิตอยู่จำนวนมาก
โทษของการครอบครองอาวุธปืนค่อนข้างสูง ฉะนั้น
สถิติคดีเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนทำร้ายกันจึงต่ำ
อย่างมากก็แค่ทะเลาะตบตีและทำร้ายร่างกายกันด้วยอาวุธอื่นที่พอหยิบฉวยได้
การศึกษาด้านกฎหมายของจีนค่อนข้างสำคัญมากสำหรับนักศึกษาไทยเรา
เพราะหากเราคิดจะค้าขายกับเขาแต่เราไม่รู้จักระบบกฎหมายเขาเลยย่อมเป็นการ
ลำบาก ผมคิดว่าการศึกษากฎหมายจีนสำหรับคนไทยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก
ที่สำคัญคือค่าเล่าเรียนค่อนข้างถูกและถูกว่าเมืองไทยเสียด้วยซ้ำ
ในระดับปริญญาโทค่าเล่าเรียนเทอมละประมาณสองหมื่นบาทเท่านั้นเอง
และหากไม่มีพื้นฐานด้านภาษาจีนเลยก็ลงทุนเรียนภาษาสักปีหนึ่งแล้วค่อยเรียน
กฎหมายต่อ
ส่วนอินเดียที่ผมได้ไปเยือนหลังจากกลับจากเมืองจีนได้เพียงวันเดียวนั้นเป็น
การไปสัมมนาบรรณาธิการนิตยสารโรตารีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก(Asia Pacific
Regional Rotary Magazine Editors
Seminar)ที่เมืองเชนไนหรือชื่อเดิมก่อนหน้านี้ที่ถูกยึดครองโดยอังกฤษเรียก
ว่ามัดราสหรือมัทราสนั่นเอง
สิ่งทีพบเห็นที่อินเดียในวันนี้แตกต่างจากเดิมมากไม่ว่าจะเป็นด้านตึกราม
บ้านช่อง เทคโนโลยีต่างๆ
รถรามีหลายยี่ห้อแทนของเดิมที่มีแต่รถเก๋งแอมบาสเดอร์และรถบัสทาทา(TATA)แต่
วิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปยังคงเดิม
ผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งแม้ว่าศาสนาส่วนใหญ่ของประเทศนี้คือฮินดูแต่เมื่อ Great Friday
ที่ผ่านมาก็มีผู้นับถือศาสนาคริสต์ออกไปโบสถ์กันอย่างมากมาย
และมีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากกว่าอินโดนีเซียและปากีสถานซึ่งเป็น
ประเทศมุสลิมแท้ๆอีกด้วย
ระบบการเมืองการปกครองของอินเดียนั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย
แม้ว่าอินเดียจะมีอัตราผู้ไม่รู้หนังสือสูงกว่าไทยมากแต่ก็ไม่เคยมีการปฏิ
วัิติรัฐประหารเกิดขึ้น
ประชาธิปไตยหยั่งรากไปทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติลงไปในสถาบันการศึกษาจนถึงใน
ระดับรากหญ้าที่แม้ว่าจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่เขาก็ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
โดยจดจำรูปภาพหรือสัญญลักษณ์ของพรรคการเมืองที่ตนเองจะเลือก
ในเรื่องของการปกครองท้องถิ่นของอินเดียนั้นมีความเป็นอิสระสูงมาก
เพราะแม้แต่หัวหน้าฝ่ายบริหารยังเรียกว่า Chief Minister
หรือมุขมนตรีในภาคภาษาไทยเรานั่นเอง
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างจีนกับอินเดียคือจำนวนประชากรที่มีจำนวนมาก
โดยจีนมี ๑,๒๐๐ ล้านคน อินเดียมี ๑,๓๐๐ ล้านคน
พลังของทรัพยากรมนุษย์จึงมีสูงมาก และที่เหมือนกันระหว่างจีน
อินเดียและไทยก็คือการคอร์รัปชันที่มีในทุกระดับไม่จำเพาะแต่นักการเมือง
เท่านั้น
สิ่งที่แตกต่างระหว่างไทยกับอินเดียและจีนก็คือความเป็นอิสระของการปกครอง
ท้องถิ่นที่ไทยเราเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้เรานับได้ว่ายังไม่เข้าถึงชั้น
อนุบาลเลย จีนมีการปกครองตนเองในหลายมณฑล เช่น ซินเกียง(อุยกูร์)
ยูนนาน(สิบสองปันนา) ทิเบต ฯลฯ แต่ของไทยเราเพียงแค่คิดก็ผิดแล้ว
ว่ากันไปถึงการแบ่งแยกดินแดนหรือนครรัฐไปโน่น
ทั้งๆที่ตัวอย่างในประเทศต่างๆมีให้เห็นอย่างมากมายนอกเหนือจากจีนก็คือ
มินดาเนาของฟิลิปปินส์ หรืออาเจะห์ของอินโดนีเชีย
ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแยกรัฐแต่อย่างใด
ผู้บริหารบ้านเมืองที่มีวิสัยทัศน์เขาเข้าใจถึงปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจว่า
ได้สร้างปัญหามากมายซึ่งรวมถึงการเป็นปัจจัยหนึ่งของสาเหตุของปัญหาความไม่
สงบรายวันในภาคใต้ของเรา
ตัวอย่างติมอร์ตะวันออกก็มีให้เห็นอยู่กดเขาไว้มากๆสุดท้ายก็เอาไม่อยู่
มองเขา มองเรา แล้วนำสิ่งดีๆมาปรับปรุง
บ้านเมืองก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
หากยังมัวแต่งมโข่งหรือหวงอำนาจอยู่เช่นพี่ไทยเราอย่างปัจจุบันนี้
ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอีกสักกี่ชาติก็ไม่มีทางไปถึงไหน
ประชาชนเขาพร้อมตั้งนานแล้ว
คนที่ไม่พร้อมมีแต่พวกที่ยังหลงอยู่ในเงาอดีตที่คิดว่าอำนาจนั้นต้องรวม
ศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางและทาสที่ปล่อยไม่ไปอีกบางส่วนเท่านั้น
ทีคนกรุงเทพเลือกตั้งทุกช่องทุกสถานีและทุกสื่อพากันปั่นข่าว
ทำเหมือนว่ากรุงเทพคือประเทศไทยไปแล้ว
แต่พอคนจังหวัดอื่นออกมาบ่นว่าอยากเลือกผู้ว่าของเขาบ้าง
กลับออกมาพร่ำคาถาว่ายังไม่พร้อมๆ เดี๋ยวนักเลงครองเมือง ฯลฯ
สารพัดที่ออกมากล่าวอ้างกีดกัน
ทำประหนึ่งว่าคนจังหวัดอื่นเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้เสียกระนั้น
มองจีน มองอินเดีย แล้วย้อนดูเรา อายเขาไหมครับ
--------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น