แถลงการณ์สวนโมกข์ ๕๐ ปี

พุทธทาส ในบทสุดท้ายของชีวิต


สิ่งแรกที่ต้องรู้จักคือความทุกข์


อานาปานสติ 16 ขั้น


สมถวิปัสสนายุคปรมาณู


ท่านอาจารย์พุทธทาส คู่มือมนุษย์


ท่านอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช


วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) Wat ram poeng (Tapotaram)


แนะศูนย์ปฏิบัติธรรมตาณังเลณัง ตอน ๑


แนะศูนย์ปฏิบัติธรรมตาณังเลณัง ตอน ๒


เสียงอ่านหนังสือ "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ฉบับปฏิรูป "

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2550

ที่มา Thai Free News






  


วมมือเซียนของอำมาตย์เขียนรธน.เต็มคณะ

ถ้ามองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ปี 2516 อันเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2517
หรือหลังการต่อสู้ของประชาชนปีพ.ศ.2535 และการได้มาของรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.2540
ที่ก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้นที่มาจากการทำรัฐประหาร
ดูคล้าย ๆ เป็นผลจากการต่อสู้ของประชาชนในปีพ.ศ.2516 และปีพ.ศ.2535 เป็นลำดับ
แต่ถ้าดูความจริง  รัฐธรรมนูญทั้งฉบับปีพ.ศ.2517 และปีพ.ศ.2540
แม้จะก้าวหน้ากว่าฉบับของเผด็จการทหารก็ตาม  แต่กลุ่มบุคคลที่มีบทบาทร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ
ยังอยู่ในกลุ่มของเครือข่ายระบอบอำมาตย์  ในฐานะสายพลเรือนที่ไม่ใช่พวกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง
รอบแรกนำโดยม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช  รอบปีพ.ศ.2540 นำโดยคุณอานันต์  ปันยารชุน

เมื่อมาพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2550  มีที่มาจากเผด็จการทหาร
แต่ผู้ร่างเป็นคณะอำมาตย์สายพลเรือนมือชั้นเซียนที่ระดมกันมา
ในฐานะสภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคมช.
รวมมือชั้นเซียนของระบอบอำมาตย์ทางกฎหมายไว้หมดเต็มคณะ

 รธน.50 ล๊อกด้วยมาตรา 165

มือเซียนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับอภิมหาอำมาตยาธิปไตย
ไม่ให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยล็อคไว้ที่มาตรา 165
ป้องกันการทำประชามติเพื่อไม่ให้มีผลลบล้างประชามติเดิมที่ได้รับรองรัฐธรรมนูญ 2550 ไว้
ที่ตั้งใจสร้างความชอบธรรมไว้ให้กับรัฐธรรมนูญ 2550 ในกติกาที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก
เป็นเสียงข้างมากธรรมดาในครั้งนั้น  แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนล็อคไว้ในมาตรา 165
ทั้งเรื่องตัวเลขที่ต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ
(แม้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะแบ่งเป็น 2 ขยักก็ตาม
ขยักแรกก็ต้องมาออกเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์
ขยักที่สองใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์  และถูกตีความโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า
ไม่ได้แย้งกับมาตรา 165 ก่อนหน้านี้  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ฟ้องร้อง)

หลุมระเบิดไม่ใช่แค่ตัวเลขแต่เต็มไปด้วยเนื้อหา

หมายความว่า  จงใจจะให้การทำประชามติใหม่เพื่อแก้ไขตามมาตรา 165
เป็นไปได้ยากมากในเรื่องตัวเลข  ยังวางหลุมระเบิดในแง่เนื้อหา
ห้ามทำประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
และเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือคณะบุคคล  ซึ่งแน่นอนว่าจะถูกฟ้องแย้งแน่นอน
แม้นว่าผ่านด่านเรื่องตัวเลขมาแล้วก็ตาม  การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จึงเป็นเรื่องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ทันที

นี่จึงมีความหมายทางการเมืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า
กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญเข้ามารับช่วงต่อหลังจากพรรคประชาธิปัตย์
ไม่อาจยับยั้งการโหวตผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 1, วาระ 2 ไปแล้ว
เหลือเวลา 15 วันจะลงมติก็เจอใบสั่งหยุดทันที
อันเนื่องมาจากมีการฟ้องร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง
แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็แหกด่านอัยการสูงสุดมารับเรื่องฟ้องร้องโดยตรงอย่างรวดเร็ว
เพื่อทำการวินิจฉัย
กระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกถึงการป้องกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อย่างสุดฤทธิ์
ไม่ว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร  ผู้วิพากษ์วิจารณ์ที่อยู่ในระหว่างการประกันตัว
ก็ถูกถอนประกัน เช่น ก่อแก้ว  พิกุลทอง, ยศวริศ  ชูกล่อม  สำหรับจตุพร  พรหมพันธ์ ก็เกือบไป


 มึนตึบในคำวินิจฉัย

ทั้ง ๆ ที่รัฐสภาและรัฐบาลได้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ
ก็ยังต้องหยุดชะงักดื้อ ๆ ไม่กล้าเดินหน้าต่อ
แม้จะวินิจฉัยว่าไม่ได้ล้มล้างการเมืองการปกครอง
แต่ก็ส่งคำเตือนแปลกประหลาดที่ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับ
มีแต่อ้างเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ  (เจตนารมณ์ของผู้ร่างบางส่วน!)
ซึ่งเมื่อผู้เขียนอ่านทั้งคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตน
ก็มึนว่าคำวินิจฉัยกลางไม่ได้มาจากคำวินิจฉัยรวม
แต่เป็นแง่คิดของตุลาการบางท่านเท่านั้น  เพราะ
      

การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่สอง
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติม
โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
      
ได้อ้างอำนาจการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
เป็นอำนาจของประชาชนที่เหนือรัฐธรรมนูญ  จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้น
(หมายถึงรัฐสภา) ใช้อำนาจที่ได้รับมอบจากรัฐธรรมนูญนั้น
กลับไปแก้รัฐธรรมนูญนั้น  เหมือนการใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายธรรมดา
      
นี่เป็นความเห็นในตอนต้น
      
ต่อมาได้อ้างการตรารัฐธรรมนูญ 2550  มีกระบวนการผ่านการลงประชามติ
โดยตรงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย  ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้
ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภาก็ตาม
แต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
มาตรา 291  ก็ควรจะได้ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน
ว่าสมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  หรือรัฐสภาจะแก้เป็นรายมาตราก็เหมาะสม
จากนั้นไปอ้างในประเด็นที่สามว่า  การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291
มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้มีวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นรายมาตรา


 ในความเห็นที่กล่าวมาข้างบนนี้  มิได้อ้างบทบัญญัติใด  แต่อ้างเจตนารมณ์ มาตรา 291
ซึ่งมิได้มีอะไรนอกจากให้รัฐสภาลงมติผ่านวาระ 1, วาระ 2 แล้วลงมติวาระ 3 หลัง 15 วันที่ผ่านวาระ 2
ที่สำคัญคำวินิจฉัยกลางนี้ไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 8 ท่าน
กล่าวคือ  ผู้มีความเห็นให้ทำประชามติเสียก่อนตามความเห็นกลาง
มีนายเฉลิมพล  เอกอุรุ เพียงท่านเดียว
ส่วนนายนุรักษ์  มาประณีต อ้างมาตรา 68 วรรค 1
อ้างว่า รัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่  เทียบกับอดีตไม่ได้
เพราะในอดีตยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญและไม่มีบทบัญญัติเรื่องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ
(ของคณะรัฐประหาร!)  ในส่วนที่ 13 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 68
จึงไม่ให้ทำการแก้ไขตามร่างแก้ไข  ตามมาตรา 291
คนที่สามคือ นายสุพจน์  ไข่มุกด์ ให้แก้ได้เป็นรายมาตรา ใช้สภาร่างไม่ได้
 ส่วนนายจรูญ  อินทจาร ให้แก้ไขได้แต่ให้ทำประชามติทีหลัง
อีก 4 คนที่เหลือล้วนให้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติทำได้และหรืออ้างว่าไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
หรือกฎหมายใดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ
วินิจฉัยประเด็นนี้ได้แก่ ชัช  ชลวร, วสันต์  สร้อยพิสุทธิ์, บุญส่ง  กุลบุปผาและอุดมศักดิ์  นิติมนตรี    
      
นี่จึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องศึกษาว่าเป็นคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำ
และมีกฎหมายบทบัญญัติใดรองรับ  หรือเป็นคำแนะนำลอย ๆ
โดยอ้างเจตนารมณ์ (ของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ?) ของรัฐธรรมนูญ

      
 เมื่อพิจารณามาตรา 291 ที่ใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่มีการบ่งบอกใดว่า
ให้มีการทำประชามติเพื่อกลับไปถามประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
ตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด  กลับเป็นเรื่องเกินเลยกว่าบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ
น่าสงสัยว่าทำเกินกว่ารัฐธรรมนูญได้หรือไม่ (อาจถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน)
      
และเมื่อพิจารณามาตรา 165 บทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยประชามติ
ก็กลับห้ามทำประชามติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ
(แปลว่าจะทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ไหม?)


 รธน.50 แผนลึกฝ่ายอำมาตย์ รวมเหล่าเซียนเข้ามาเขียน

ดังนั้น  แผนล้ำลึกอำมาตย์ให้ทำประชามติเพื่อรับรัฐธรรมนูญ 2550
แล้วออกมาหลอกประชาชนให้รับ ๆ ไปเพื่อจะได้เลือกตั้ง
หาไม่จะไปเอารัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้แล้วแต่คมช.เลือก
จึงเป็นความหลอกลวง  ฉ้อฉลทางการเมืองอย่างไร้ยางอาย
ไร้ศักดิ์ศรี  ขอให้รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติก่อนโดยวิธีการสกปรกอย่างไรก็ได้
ยิ่งกว่านั้น  ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญนี้
ก็มาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงเอง  ทั้ง ๆ ที่มีเสียงเดียวและแนวร่วมอีก 2 คน
ก็ยังทำให้ความเห็นกลุ่มข้างน้อยมาเป็นความเห็นส่วนกลางได้ ?
และจะถือเป็นคู่กรณีขัดแย้งมาตัดสินเองได้หรือไม่?
      
เมื่อเราจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
จึงต้องตระหนักถึงการวางกับระเบิดเป็นทุ่งสังหารเต็มพื้นที่หมด
แถมมีสไนเปอร์เป็นชุด ๆ เป็นระยะ ๆ ผ่านด่านวาระที่ 1, ที่ 2 แล้ว
จึงมาพบด่านใหญ่ฉับพลันทันที
ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่าหลักการที่ต้องยึดในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

1. ต้องยึดหลักถูกต้องตามหลักกฎหมายและบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
เพราะถ้าทำผิดก็เป็นระเบิดชุดใหญ่ทีเดียว  คือปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ทั้งในการทำตามอำนาจหน้าที่, ระบุไว้ให้เคร่งครัดเพื่อการต่อสู้ตามหลักกฎหมาย
และรัฐธรรมนูญในการนี้จึงควรปฏิบัติตาม มาตรา 291 และมาตรา 165 อย่างเคร่งครัด

2.   หลักการแบ่งแยกอำนาจตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญก็ต้องยึดมั่นในหลักการ
ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจอื่นตามรัฐธรรมนูญ  มิฉะนั้นจะขาดความชอบธรรมในการต่อสู้
ในสังคมและตามตัวบทกฎหมาย  นั่นคือ ฝ่ายบริหารไม่ควรทำแทนฝ่ายนิติบัญญัติ
แม้จะเป็นคำแนะนำ (ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ)  นี่ไม่ใช่อำนาจฝ่ายบริหาร
ในการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291  ถ้าทำท่านอาจถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน

การทำประชามติตามคำแนะนำเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารก็จริง
เพราะเขาให้ทำได้ 2 กรณีคือเพื่อเป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องสำคัญ
หรือเพื่อหาข้อยุติตามกฎหมายบัญญัติ  (และต้องไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ อย่าลืม)
ลงท้ายทำประชามติแล้วก็ไม่ผูกพันกับฝ่ายนิติบัญญัติแต่ประการใด
แต่เพื่อให้รัฐบาลสบายใจ  ฝ่ายนิติบัญญัติสบายใจว่าได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ (ที่เลื่อนลอย)
และอาจให้ผ่านหรือคว่ำในการลงมติวาระ 3 ก็ได้  ความจริงก็เพื่อให้คว่ำมากกว่า
นี่เป็นทัศนะของผู้เขียน  เพราะแม้จะผ่านตัวเลขผู้ออกเสียงได้
ก็จะพบกับด่านเนื้อหาว่าทำไม่ได้อยู่ดี  นี่ก็คือการถูกบังคับให้เล่นตามเกมส์อำมาตย์โดยแท้
ถ้าผ่านประชามติไปก็จะเจอความขัดแย้งต่อสู้รุนแรงจากกลุ่มอำมาตย์ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญอยู่ดี
ส.ส., ส.ว. ก็จะกลัวเหมือนเดิม  ไม่กล้าโหวตให้ผ่านวาระ 3 อีก

3.  หลักการได้หรือเสียหายกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในการทำประชามติแบบยุติ
ถ้าไม่ผ่าน  ความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็หมดไปทันที
พวกเขาจะออกมาส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ว่าแก้ไม่ได้อีกแล้ว
เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่ให้แก้ไข
ซ้ำยังผ่านการรับรองจากประชามติ 2 ครั้ง  เป็นอันว่าจบกันสำหรับการต่อสู้ของประชาชน
เพื่อให้ประเทศนี้เข้าสู่การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทยแท้จริง
เพราะถูกยึดติดกับรัฐธรรมนูญของระบอบอำมาตย์ไปชั่วนิรันดร
นี่ไม่ใช่เป็นอย่างที่นักการเมืองพูดกันว่า  ถ้าประชามติไม่ผ่านก็แก้เป็นรายมาตรา
เพราะชาติหน้าตอนบ่ายคุณก็แก้ไขอะไรแทบไม่ได้
เขาจะยอมให้คุณแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาอนุญาตเท่านั้น 
จบกันประเทศไทย!!!  ประชาชนไทย!!!  แล้วอนาคตจะอยู่อย่างไร?
จะต้องสู้กันแบบไหนอีก?  ผู้เขียนมองเห็นมีแต่ความมืดและเสียงคร่ำครวญโหยหวน
ของประชาชนทั้งที่มีชีวิตและที่ตายไปแล้ว.......
      
เส้นทางของขบวนการประชาธิปไตยต้องยืนหยัดในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถ้าทุกอย่างเดินไปได้ในระบบก็ต้องโหวตวาระสามในสภา  ไม่ว่าคุณจะทำสานเสวนา
หรือทำประชามติแบบปรึกษาหารือหรือแบบยุติ  ก็ต้องโหวตวาระ 3
ซึ่งแน่นอนทำแบบไหนก็ถูกคัดค้านฟ้องร้องยุบพรรคหรือจัดการรัฐบาลอยู่ดี
      
แล้วถ้าแก้ไม่ได้  โหวตวาระสามไม่ผ่าน  ก็อาจพยายามใช้ร่างอื่นเช่น ร่างรัฐธรรมนูญ 40,
ร่าง คปพร. หรือร่างของนปช.ที่ค้างอยู่  มาโหวตใหม่  ซึ่งก็คงยากอีกแล้ว
ถ้าแก้ในระบบไม่ได้ประเทศไทยก็ถึงทางตันแน่นอน  กลายเป็นว่าการต่อสู้ในระบบไม่สัมฤทธิ์ผล
ผู้เขียนไม่อยากทำนายอนาคตประเทศไทยว่าจะเป็นอย่างไร?

  รธน.50 รับๆ ไปก่อนแล้วแก้ที่หลัง แก้ไขง่ายคับผมรับรอง




http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=44050.0

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น